bact’ : เรามีอะไรบางอย่างจะพูด

@bact ถอดความบางส่วนจากรายการ BBC Breakfast ตอนทีเชิร์ต และคุยกันต่อถึงวัฒนธรรม(การแสดงออกผ่าน)ทีเชิร์ต

(bact’ ลงทะเบียนไว้ว่าจะไปอ่านปุ่มบนไมโครเวฟในรี้ดแคมป์ ตอนนี้เจ้าตัวยังไม่แน่ใจ อาจจะเปลี่ยนเรื่อง – ใครยังไม่มีเรื่องก็ไม่ต้องกังวล ลงทะเบียนไปก่อนได้ บางทีเราอาจจะไปนึกออกในตอนบ่ายวันที่ 29 ก็ได้ ไม่เห็นจะเป็นไรนิ)

เรามีอะไรบางอย่างจะพูด

บีบีซี ช่องทีวีสาธารณะของสหราชอาณาจักร พาไปคุยเรื่องประวัติทีเชิร์ตกับ Caryn Franklin นักเขียนแฟชั่น ถึงคำขวัญในทีเชิร์ต วัฒนธรรมการแสดงออก แสดงความคิดจุดยืนทางการเมืองผ่านข้อความบนทีเชิร์ต “เรามีอะไรบางอย่างจะพูด.”

แคทเทอรีน แฮมเนต (Katharine Hamnett) นักออกแบบชาวอังกฤษ ทำให้สิ่งเหล่านี้ชัดเจนยิ่งขึ้นในวัฒนธรรม เมื่อเธอสวมทีเชิร์ตตัวโคร่งสกรีนคำขวัญ “58% DON’T WANT PERSHING” เข้าพบ มาร์กาเรต แทตเชอร์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เพื่อประท้วงความคิดที่จะตั้งฐานมิสไซล์ในเกาะอังกฤษ วงดนตรีป๊อปหลายวงร่วมขบวนทีเชิร์ตคำขวัญนี้ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือวงยอดนิยมอย่าง WHAM! ที่สวมเสื้อสกรีนคำขวัญ “CHOOSE LIFE” และแสดงมันอย่างชัดเจนในมิวสิควิดีโอเพลง “Wake Me Up Before You Go Go” (อันดับหนึ่งยูเคชาร์ต) คำขวัญดังกล่าวเพื่อรณรงค์ต่อต้านการใช้ยาเสพติดและการฆ่าตัวตาย

และไม่ใช่เพียงแคทเทอรีนเท่านั้นที่มีอะไรบางอย่างจะพูด ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาในวัฒนธรรมทีเชิร์ตแสดงให้เราเห็นแล้วว่า

“พวกเราทุกคนมีอะไรบางอย่างจะพูด”

เราสวมอะไร เราก็ ‘เป็น’ อย่างนั้น

ทีเชิร์ตคัลเจอร์ บล็อกกลุ่มน้องใหม่ เปิดทำการเมื่อ 27 ก.ค. 2551 สด ๆ

บล็อกที่พยายามจะเขียนเกี่ยวกับเสื้อยืด และวัฒนธรรมที่อยู่เบื้องหลังการใส่เสื้อยืด

“คุณบริโภคอะไร คุณก็เป็นอย่างนั้น” คำพูดนี้ใช้ได้กับเสื้อยืดพิมพ์ลายเช่นกัน

สมมติว่าคุณกำลังใส่เสื้อยืดอยู่ตัวหนึ่ง (หรือถ้าคุณใส่มันอยู่จริง ๆ ก็ดี จะได้ไม่ต้องสมมติให้ยุ่งยาก) คุณสะดุดตาเสื้อตัวที่คุณกำลังใส่อยู่นี้เพราะอะไร ? ทำไมถึงไม่เป็นตัวอื่น ๆ ในร้าน ? ทำไมวันนั้นคุณถึงเลือกเสื้อตัวนี้ ? กระทั่งว่ามันเป็นเสื้อแจกฟรีก็เถอะ แต่ในสถานการณ์อะไร คุณอยู่ในวงสังคมแบบไหน จึงได้รับเสื้อตัวนี้มา ? แล้วทำไมวันนี้คุณเลือกใส่เสื้อตัวนี้ ?

มีอะไรในหัวคุณที่บอกให้คุณทำอย่างนั้นไหม ?

จริงอยู่ที่ว่าเสื้อผ้าทุกชนิดทุกชิ้นที่คุณสวมใส่ ล้วนบอกความเป็นตัวคุณ แต่เสื้อยืดพิมพ์ลายนั้นดูจะบอกอะไรได้ชัดเจนกว่าเสื้อผ้าชิ้นอื่น ด้วยความที่มันมีพื้นที่เว้นไว้ให้เติมคำลงในช่องว่างมากกว่า ทั้งยังอยู่ในตำแหน่งสายตากว่า จึงไม่แปลกอะไร ที่หลายคน-อย่างรู้ตัว-ใช้พื้นที่บนหน้าอกและแผ่นหลังของตัว ประกาศแนวคิดของตนสู่สาธารณะอย่างชัดแจ้ง ทำตัวเองเป็นป้ายโฆษณาเคลื่อนที่-อย่างจงใจ-พาแนวคิดที่ประกาศบนเสื้อไปปะทะกับสายตามากมายในพื้นที่สาธารณะที่ตนเดินทางผ่าน ไม่ว่าจะเป็นมุขตลกร้ายเสียดสี คำพูดกวน ๆ แนวสติ๊กเกอร์ท้ายรถ หรือสารทางการเมือง

เวลาที่เราหยิบเสื้อยืดพิมพ์ลายตัวหนึ่งขึ้นมาใส่ เราจึงไม่ได้พิจารณาเพียงว่าเหมาะกับกางเกงและเสื้อผ้าชิ้นอื่นหรือไม่ แต่พิจารณาไปต่อว่า พื้นที่สาธารณะที่เราจะต้องไปในวันนั้น ผู้คนรอบ ๆ จะมีปฏิกิริยาต่อสารบนเสื้อยืดอย่างไร แม้กับเสื้อผ้าปกตินั้นเราก็คิดถึงข้อนี้ด้วย เช่น ไม่เลือกเสื้อสีสดไปพิธีศพ แต่ด้วยมิติของสารบนเสื้อยืดพิมพ์ลายที่มีมากกว่าสีและทรง การพิจารณาของเราต่อเสื้อยืดพิมพ์ลายตัวหนึ่งจึงซับซ้อนยิ่งกว่าธรรมเนียมปฏิบัติเรื่องสีกับพิธีกรรมที่ค่อนข้างตายตัว ไปสู่เรื่องสารกับความเชื่อในสังคมที่ลื่นไหลเปลี่ยนแปลงกว่า เสื้อยืดพิมพ์ลายตัวเดียวกันอาจใส่ขึ้นรถเมล์เมื่อปีที่แล้วได้ แต่ในปีนี้ไม่ได้

กับเสื้อผ้าแบบมาตรฐานจากโรงอุตสาหกรรม ด้วยสีและทรงที่มีจำกัด ความเป็นปัจเจกนั้นถูกกลบด้วยความ ‘เหมือน ๆ กัน’ ของเสื้อผ้า แต่ด้วยลายพิมพ์บนเสื้อยืด ความเป็นปัจเจกถูกขับผลักออกมาจากฝูงชนได้ และเมื่อใดที่คุณรู้ตัวว่าได้เลือกที่จะยืนอยู่แถวหน้า คุณก็เตรียมใจที่จะเผชิญกับการปะทะที่อาจเกิดขึ้นได้ ไม่ว่าคุณจะรู้สึกยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เมื่อได้ยินคนที่เดินสวนซุบซิบถึงลายบนเสื้อว่าน่ารักหรือกวนดีจัง หรือรู้สึกถูกคุกคามเมื่อเห็นสายตาคนจ้องมองที่หน้าอกคุณสลับกับมองหน้าคุณ สารบนเสื้อของคุณได้ทำหน้าที่ของมันอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา – สื่อสาร

ติดตามวัฒนธรรมเสื้อยืดได้ที่ tcult.wordpress.com
(สนใจอยากแจม ร่วมเขียน แจ้งได้ที่บล็อกดังกล่าว หรือ ทวิตเตอร์ @pittaya)


ที่มา – bact’, เรามีอะไรบางอย่างจะพูด, T-shirt culture, 7 สิงหาคม 2551 และ bact’, เราสวมอะไร เราก็ ‘เป็น’ อย่างนั้นCulture Lab etc., 30 กรกฎาคม 2551

Post a Comment

Your email is never shared. Required fields are marked *

*
*