Carousal : เจาะเวลาหาอดีต "อะไรจะเกิดขึ้นถ้า… ?"

ซีรี่ส์ “เจาะเวลาหาอดีต” โดย Carousal (หมดแก้ว!) จากบล็อก “สุดสัปดาห์กับการ์ตูน” พาอ่านการ์ตูน สามเรื่อง สามยุค ที่อยู่บนพลอตการเดินทางทะลุมิติเวลาของตัวละคร – นักเรียนอียิปต์, หมอฮอลันดา, และนักรบเฮอัน

เจาะเวลาหาอดีต ตอนที่ 1 : คำสาปฟาโรห์

หมู่นี้เดินผ่านร้านหนังสือแล้วเจอหนังสือแนวเจาะเวลาหาอดีตบ่อย ๆ

คุณชอบอ่านหนังสือ หรือดูหนังที่ตัวละครในเรื่องต้องพลัดมิติเวลาไปสู่โลกในอดีตหรืออนาคตบ้างไหมคะ? ฉันชอบมากเลยละค่ะ เพราะถึงแม้ว่า พลอตนี้จะเป็นพลอตเก่าที่นักจินตนาการทั้งหลายใช้สร้างสรรค์ผลงานกันมากลายสิบปีแล้ว แต่มันก็ยังคงความน่าสนใจอยู่เสมอ เพราะแม้จะเป็นพลอตเรื่องแนวเดียวกัน แต่ความแตกต่างของสถานที่ ยุคสมัย และลักษณะความคิด รวมถึงความสามารถเฉพาะตัวของตัวละคร ก็ทำให้พลอตเรื่องที่มีจุดเริ่มต้นเหมือนกันนี้ สามารถดำเนินไปตามทิศทางของมันเองได้เป็นร้อยเป็นพันแบบ

ด้วยแนวความคิดที่ว่า มนุษย์ควรเรียนรู้จากความผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้นในอดีต เพื่อนำมาปรับใช้แก้ไขปัจจุบัน ทำให้มีหลายคนสนใจที่จะทำการศึกษาค้นคว้าอดีต ยิ่งค้น ยิ่งคิด ก็ยิ่งพบว่า เหตุการณ์เล็ก ๆ ที่ดูเหมือนไม่มีความสำคัญในอดีตนั่นแหละ ที่เป็นฟันเฟืองก่อร่างสร้างเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่ให้เกิดขึ้นตามมาในอนาคต

ถ้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ปฏิเสธการขอเข้าศึกษาของเด็กชาย อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว และสงครามโลกครั้งที่สองก็อาจจะไม่เกิด, ถ้าเจ้าหญิงมาเรีย โจเซฟ ไม่สิ้นพระชนม์ด้วยไข้ทรพิษ ผู้ที่ถูกส่งตัวมาเป็นเจ้าสาวแห่งฝรั่งเศสอาจไม่ใช่เจ้าหญิงมาเรีย อันโทเนีย และประวัติศาสตร์การปฏิวัติฝรั่งเศสอาจเปลี่ยนโฉมหน้า, ถ้าในวันนั้น ทาสผิวดำไม่ได้บังเอิญหลบหนีเจ้านายเข้ามาในบ้านของนางแฮเรียต บีชเชอร์ สโตว์ ก็คงไม่มีหนังสือเรื่องกระท่อมน้อยของลุงทอม กว่าประชาชนชาวอเมริกันจะเริ่มตระหนักถึงสิทธิเสรีภาพและใคร่ครวญเรื่องการเลิกทาส ก็คงช้ากว่านี้อีกหลายสิบปี

แม้แต่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่มีความสำคัญกับคนอื่น อย่างการที่พ่อกับแม่ของเรามาพบกัน ก็เป็นฟันเฟืองที่จะประกอบขึ้นมาเป็นเรื่องใหญ่ (อาจจะสำหรับเราคนเดียว) อย่างการถือกำเนิดขึ้นของตัวเรา ซึ่งก็จะกลายเป็นฟันเฟืองสำหรับขับดันเหตุการณ์อื่น ๆ ต่อไปในอนาคต

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความสามารถในการจินตนาการและประมวลผล ดังนั้น เมื่อเรามองย้อนกลับไปในอดีต เราจึงไม่ได้ศึกษาความเป็นไปของมัน เพียงเพื่อให้รู้ไว้ หรือเพื่อแก้ไขสถานการณ์รูปแบบคล้ายกันที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต (แม้ว่าส่วนใหญ่ คนเรามักจะเลือกเดินย่ำซ้ำรอยเดิมเรื่อยไป แม้ว่าจะมีประสบการณ์เป็นเครื่องเตือนใจครั้งแล้วครั้งเล่าก็เถอะ) แต่นำมาจินตนาการ และตั้งคำถามกับตัวเองว่า หากกระแสเหตุการณ์ที่เคยไหลผ่านแนวลำธารแห่งกาลเวลาถูกบิดเบือน ถ้าเหตุการณ์ที่เคยเกิด ถูกขัดขวางไม่ให้เกิด หรือเกิดขึ้นแต่ผลลัพธ์ของมันถูกเปลี่ยนแปลงไปอีกอย่าง จะมีผลกระทบอะไรเกิดขึ้นบ้าง และโลกที่ถูกเปลี่ยนแปลงนั้นจะกลายไปเป็นโลกแบบไหนในกาลข้างหน้า

นั่นคือที่มาของผลงานสร้างสรรค์แนวเจาะเวลาหาอดีตค่ะ

การส่งตัวละครเข้าไปสู่อดีต เป็นกลวิธีในการเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ที่ดีที่สุด เพราะนอกจากเราจะได้มองเห็นอดีตจากมุมมองของผู้ที่มีพื้นฐานสภาพแวดล้อมแบบเดียวกับเรา ซึ่งจะทำให้บอกเล่าสิ่งที่ตัวเองเห็นและมีทัศนคติที่ใกล้เคียงกับความคิดและความเชื่อมาตรฐานของสังคมปัจจุบัน ให้เราเข้าใจสถานการณ์และความแตกต่างได้ง่ายขึ้นแล้ว สภาพความเป็นสิ่งมีชีวิต ยังบังคับให้ตัวละครจำเป็นต้องมีส่วนร่วมอย่างใดอย่างหนึ่งกับอดีต จนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ขึ้นจนได้

ทีนี้ลองนึกภาพตัวคุณเองดูสิคะ ถ้าให้คุณเลือกได้ คุณจะอยากย้อนเวลากลับไปสู่ยุคไหน และอยากเปลี่ยนแปลงอะไรกันบ้าง?

ถ้าเอ่ยถึงการ์ตูนแนวเจาะเวลาหาอดีต คงไม่มีการ์ตูนเรื่องไหนเป็นตัวอย่างได้ดีเท่า คำสาปฟาโรห์ เพราะนอกจากแครอล นางเอกของเรื่องจะย้อนเวลากลับไปสู่อียิปต์สมัย 3,000 ปีก่อนคริสตกาลแล้ว ความที่การ์ตูนเรื่องนี้เขียนต่อเนื่องกันมายาวนาน ส่งผ่านกันจากย่าสู่หลานไปเรียบร้อยแล้ว ทำให้เวลาเด็ก ๆ รุ่นใหม่เปิดอ่านเล่มแรก ๆ ก็จะรู้สึกเหมือนกำลังถูกส่งตัวเจาะเวลาหาอดีตไปกับแครอลด้วย เพราะแฟชั่นเสื้อผ้าหน้าผมยุคนั้นเอาท์ไปแล้วกลับมาอินอีกหลายรอบแล้ว และถึงจะเป็นการ์ตูนผู้หญิง แต่ก็มีผู้ชายหลายคนที่อ่านด้วยเหมือนกัน

ปก คำสาปฟาโรห์ ภาค 1 เล่ม 14

คำสาปฟาโรห์ (Ouke no Monshou) เป็นผลงานสร้างชื่อของอาจารย์โฮโซคาวะ ชิเอโกะ ที่นำความประทับใจจากการไปทัวร์อียิปต์กับน้องสาวมาเรียงร้อยเป็นเรื่องราวรักข้ามศตวรรษ ฝ่ายหนึ่งคือสาวน้อยแครอล ลินตัน ลูกสาวเจ้าของบริษัทขุดเจาะน้ำมัน ซึ่งสนใจวิชาโบราณคดีเป็นอย่างยิ่ง กับอีกฝ่าย ฟาโรห์เมมฟิสผู้เคยมีชีวิตอยู่เมื่อราวสามพันปีก่อนคริสตกาล ทั้งสองฝ่ายโคจรมาพบกันได้ เพราะพ่อของแครอลเป็นผู้ออกทุนให้ขุดหาสุสานฟาโรห์ยุคโบราณ และฟาโรห์ดวงดับที่เคราะห์ร้ายถูกขุดเจอก็คือเมมฟิสนี่เอง

หลังขุดพบ แครอลได้เข้าไปในสุสาน และหยิบแผ่นป้ายดินเหนียวแผ่นหนึ่งติดมือกลับออกมาด้วย เธอทำมันแตก โดยไม่รู้เลยว่านั่นคือแผ่นป้ายสำหรับสะกดวิญญาณของไอซิส พี่สาวและราชินีของเมมฟิส เมื่อแผ่นป้ายแตก ดวงวิญญาณที่ถูกผนึกไว้ได้รับการปลดปล่อย ไอซิสฟื้นคืนชีพ เธอสาปแครอล และเมื่อเธอต้องกลับไปสู่อดีต เธอก็ได้พาตัวแครอลไปด้วย

และนั่นเองคือจุดเริ่มต้นการพบกันของแครอลกับเมมฟิส (และเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการรอคอยอันยาวนานของนักอ่านทั้งหลายด้วย)

แครอลเป็นตัวอย่างของตัวละครที่ ‘เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับประวัติศาสตร์’ ที่ดีมาก เพราะเธอแทบมิพักต้องไตร่ตรองเลยว่าการกระทำของเธอจะเป็นการเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์หรือไม่ และประวัติศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงไปจะสร้างอนาคตอย่างไร เธอเป็นชนวนการต่อสู้แย่งชิงระหว่างฮิตไทต์กับอียิปต์ ความสนใจในตัวเธอทำให้อัสซีเรียตัดสินใจกระโจนเข้าร่วมศึกอีกด้าน ไอซิสที่ควรจะเป็นราชินีแห่งอียิปต์ตามประวัติศาสตร์ก็ต้องแต่งไปเป็นราชินีแห่งบาบิโลเนีย ซึ่งตอนหลังก็กลับกลายมาเป็นศัตรูกับประเทศบ้านเกิดเมืองนอน แครอลขึ้นเป็นราชินีของอียิปต์ เธอสอนคนอียิปต์ตีเหล็ก สอนกรองน้ำ เธอกลายเป็นหมอที่มีชื่อเสียงเลื่องลือเพราะรู้จักอาการและสามารถวินิจฉัยโรคที่คนสมัยนั้นยังไม่รู้จัก ความรู้จากวิชาโบราณคดีที่ชื่นชอบทำให้เธอรู้จักความลับของประเทศเพื่อนบ้านและยังสามารถอธิบายอนาคต (ของยุคนั้น) ได้เป็นฉาก ๆ ความสามารถเหล่านี้ทำให้มีแต่คนที่ต้องการตัวเธอ และผลจากการยื้อแย่งกันไปมาของประเทศนั้นประเทศนี้ ทำให้เรื่องราวของแครอลซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1976 (คุณคะ ฉันยังไม่เกิด…คุณล่ะ เกิดหรือยัง?) ยังดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

คำสาปฟาโรห์เป็นการ์ตูนสุดคลาสสิคที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผลงานหลายชิ้นและคนหลายคน การ์ตูนเรื่องนี้ทำให้หลายคนสนใจอียิปต์ถึงขนาดไปทัวร์ตามรอยคำสาปฟาโรห์ (และกลับมาพร้อมคำบอกเล่าว่า มันไม่ได้สวยหรูเหมือนในจินตนาการ) นิยาย เฉพาะแค่ของไทยก็มีหลายเล่มที่ได้รับอิทธิพลมาจากคำสาปฟาโรห์ และถ้าคุณเคยอ่าน การ์ตูนเรื่องตะวันรักที่ปลายฟ้าของอาจารย์จิเอะ ชิโนฮาระ ก็ได้รับอิทธิพลมาจากคำสาปฟาโรห์เช่นกัน นัยว่าเธอรออ่านผลงานของนักเขียนรุ่นพี่ไม่ไหว เธอเลยเขียนแนวเดียวกันเป็นของตัวเองบ้าง โดยกำหนดฉากให้เกิดขึ้นในประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นอริกันกับอียิปต์ ซึ่งก็คือฮิตไทต์นั่นเอง

การที่เรื่องราวของคำสาปฟาโรห์ดำเนินไปในแนวทางที่เป็นอยู่ มีเหตุผลหลักมาจากสองปัจจัย หนึ่งคือตัวของเธอเอง และสองคือยุคสมัยที่เธอเข้าไปอยู่ หากแครอลไม่ใช่คนกระตือรือร้น หากเธอไม่ได้ชอบวิชาโบราณคดีมากจนนำมันไปใช้ประโยชน์ได้เมื่อเข้าไปอยู่ในอดีต หรือประเทศที่เธอหลงยุคไปอยู่ ไม่ใช่ประเทศที่เธอรู้จักดีอย่างอียิปต์ เรื่องราวก็คงแตกต่างไปจากที่เห็

ยังมีการ์ตูนอีกหลายเรื่องที่มีพลอตหลักเป็นเรื่องราวของตัวละครที่ย้อนกลับไปสู่ยุคอดีต ตัวละครแต่ละตัว ยุคสมัยแต่ละยุค สร้างเรื่องราวที่เข้มข้นและมีข้อคิดต่าง ๆ กัน แล้วสัปดาห์หน้า เรามาเจาะเวลาหาอดีตกับการ์ตูนเรื่องอื่น ๆ กันนะคะ

—-

เจาะเวลาหาอดีต ตอนที่ 2 : Jin หมอทะลุศตวรรษ

พร้อมที่จะเจาะเวลาหาอดีตไปกับการ์ตูนเรื่องต่อไปกันหรือยังคะ?

ในจำนวนการ์ตูนแนวเจาะเวลาหาอดีตที่ยังคงวางแผงต่อเนื่องอยู่ในขณะนี้ เรื่องที่ฉันสนใจและชอบมากที่สุดก็คือเรื่องนี้ละค่ะ

ปก Jin หมอทะลุศตวรรษ เล่ม 1

Jin หมอทะลุศตวรรษ ผลงานของ Motoka Myrakami ซึ่งจัดจำหน่ายในรูปแบบภาษาไทยโดย Nation Edutainment

Jin หมอทะลุศตวรรษ เป็นเรื่องราวของหัวหน้าศัลยแพทย์ แผนกศัลยกรรมสมองของโรงพยาบาลในสังกัดมหาวิทยาลัยโทโตะ มินาคาตะ จิน ในคืนที่เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้น จินกำลังทำหน้าที่แพทย์เวรดึกอยู่ในโรงพยาบาล เขาได้รับคนไข้นิรนามรายหนึ่งซึ่งตำรวจไปพบขณะนอนหมดสติอยู่ในสวนสาธารณะเข้าแผนกฉุกเฉิน จากบาดแผลที่หน้าผาก คณะแพทย์ได้ทำ CT scan เพื่อตรวจสมอง และพบว่า นอกจากเลือดคั่งที่เยื่อหุ้มสมองชั้นนอกซึ่งเป็นสาเหตุของการหมดสติตามที่ได้ตั้งสมมติฐานไว้แล้ว ยังพบเนื้องอกในต่อมไพเนียลอีกด้วย

ทีมแพทย์ตัดสินใจผ่าตัดสมองเพื่อนำเลือดที่คั่งออก และถ้าสมองไม่บอบช้ำมาก ก็จะผ่าตัดแยกเอาก้อนเนื้องอกออกมาพร้อมกันเลย หากเมื่อเปิดสมองออก ทุกคนในห้องผ่าตัดก็มีอันต้องตกตะลึงพรึงเพริด เมื่อพบว่าเนื้องอกในต่อมไพเนียลนั้นไม่ได้เป็นก้อนเนื้องอกไร้รูปธรรมดา แต่เป็นก้อนเนื้อที่มีรูปร่างเหมือนเด็กทารก ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นฝาแฝดไม่สมบูรณ์ที่ถูกหลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายชายคนนั้น

จินผ่าตัดแยกฝาแฝดทั้งสองออกจากกัน ความไม่สบายใจบางอย่างเข้าครอบครองความรู้สึกของเขาโดยที่ระบุไม่ได้ว่าคืออะไร ความคิดของเขาวนเวียนอยู่แต่กับทารกที่ถูกแยกออกมาจากร่างของพี่ หูของเขาแว่วเสียงร่ำร้องของทารกไร้ชีวิตผู้นั้น

เสียงร่ำร้องที่ว่า ‘อย่าพรากเรา’

เหตุการณ์แปลกประหลาดเกิดขึ้น เมื่อคนไข้นิรนามรายนั้นหนีออกจากห้อง ICU ทั้ง ๆ ที่อาการยังสาหัส ไม่หนีตัวเปล่า เขาเข้าไปในห้องเก็บตัวอย่าง ขโมยฝาแฝดของตัวเองที่ถูกดองไว้ในขวดแก้ว และชุดอุปกรณ์การแพทย์ฉุกเฉิน คนทั้งโรงพยาบาลช่วยกันตามหาตัวเขา ในที่สุดจินก็ไปพบเขาบนบันไดหนีไฟ และได้เกิดการยื้อยุดต่อสู้กันขึ้น

จินถูกผลักตกบันได แต่ร่างของเขาไม่ได้กระทบพื้นโรงพยาบาล แผ่นหลังของเขากลับกระทบลงบนพื้นหญ้า แสงสว่างรอบข้างวูบหายกลายเป็นความมืดสนิท จินควักปากกาไฟฉายที่ใช้ส่องตรวจโรคออกมาเปิดสวิตช์ เพื่อที่จะพบว่ารอบตัวของเขากลายเป็นป่าทึบไปเสียแล้ว!

จินงุนงง เขาไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ในระหว่างที่หาทางออกจากป่า จินก็ได้พบแพ็คอุปกรณ์ผ่าตัดฉุกเฉิน เขาเก็บมันมาด้วย และเดินมะงุมมะงาหราหาทางออกต่อไป จนกระทั่งในที่สุดเขาก็ได้ยินเสียงคน เมื่อเขาบุกป่าฝ่าเข้าไปหา ก็พบว่าคนเหล่านั้นกำลังต่อสู้กันอยู่ด้วยดาบซามูไรแบบสมัยโบราณ

ปากกาไฟฉายของจินกลายเป็นอุปกรณ์ช่วยชีวิต เขากวัดแกว่งมันให้แสงเข้าตาผู้จู่โจม เมื่อร่วมกับฝีมือดาบของซามูไรหนุ่มอีกผู้หนึ่งที่กำลังโดนโจมตีอยู่ด้วยกัน ทั้งสองก็ร่วมกันทำให้ผู้จู่โจมแตกหนีไป แต่แล้ว บาดแผลถูกฟันบริเวณศีรษะก็ทำให้ซามูไรหนุ่มผู้ช่วยชีวิตทรุดลงสิ้นสติ ความเป็นศัลยแพทย์ทำให้จินรู้ทันทีว่านั่นเป็นอาการเลือดคั่งในสมองจากการกระทบกระเทือน ต้องได้รับการผ่าตัดโดยด่วนที่สุด

ความเป็นแพทย์ในเลือดในเนื้อทำให้จินไม่อาจนิ่งดูดาย ทั้งที่เสี่ยง ทั้งที่ไม่มีผู้ช่วย ทั้งที่มีเครื่องมือติดมาแค่ชุดผ่าตัดฉุกเฉิน ทั้งที่ไม่มีแม้แต่แสงไฟฟ้า จินตัดสินใจทำการผ่าตัดช่วยชีวิตผู้มีพระคุณของเขา

ซามูไรผู้นั้นรอดชีวิต…จินได้รับรู้ว่า สถานที่ที่เขาอยู่ปัจจุบันคือเอในปีบุนคิวที่ 2 ซึ่งก็คือโตเกียวในปี 1862 นั่นหมายความว่า เขาถูกกระแสกาลเวลาพัดพาไปสู่อดีตซึ่งห่างไกลจากโลกยุคปัจจุบันที่เขาเคยใช้ชีวิตอยู่ถึง 138 ปีนั่นเอง

แน่นอน จินช็อค

ด้วยความสำนึกในบุญคุณที่จินช่วยลูกชายคนเดียวของบ้านไว้ ตระกูลทาจิบานะซึ่งประกอบด้วยแม่ เคียวทาโร่ลูกชาย และซากิลูกสาว จึงเชิญให้จินพักอยู่ด้วยที่บ้าน จินเก็บประวัติความเป็นมาของตนเองไว้เป็นความลับโดยไม่ปริปากบอกใคร และพยายามดำเนินชีวิตในโลกที่ถอยหลังไปถึง 138 ปีอย่างกลมกลืนที่สุด

แต่ความตั้งใจทุกอย่างล้วนมีอุปสรรค

ความเป็นแพทย์ในสายเลือด ทำให้จินทนนิ่งดูดายไม่ได้เมื่อพบกับเหตุการณ์วิกฤติที่ต้องการผู้เยียวยา วิธีการวินิจฉัยและรักษาที่ผิดแปลกจากหมอทั่วไปในยุคนั้น ทำให้ใคร ๆ รู้จักจินในฐานะ ‘หมอฮอลันดา’ หรือผู้ที่ไปศึกษาวิชาการแพทย์มาจากประเทศทางตะวันตกนั่นเอง คำร่ำลือนั้นทำให้จินเป็นที่สนใจของเพื่อนร่วมอาชีพในยุคสมัยที่ห่างกันถึงร้อยกว่าปีมิใช่น้อย

เส้นทางการเป็นหมอฮอลันดาของจินไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะนอกจากปัญหาการขาดแคลนยาและเวชภัณฑ์สำหรับการวินิจฉัยโรค ซึ่งเขาไม่เคยต้องวิตกเมื่ออยู่ในโรงพยาบาลใหญ่อันทันสมัยในศตวรรษที่ 20 ความเชื่อและการสาธารณสุขที่ยังมีข้อบกพร่องเนื่องจากการขาดความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นอุปสรรคสำคัญ ยังไม่นับความพิศวงสงสัยและการเมืองภายในวงการแพทย์ที่คอยมุ่งร้ายต่อจิน เหล่าแพทย์ยุคโบราณไม่ได้รู้สึกทึ่งหรือเลื่อมใสในวิธีการรักษาอันแตกต่างแต่ได้ผลดีราวกับได้พรของเทพเจ้านั้นเสมอไปเสียทุกคน หัวโขนและความทรนงทำให้แพทย์หลายคนลืมคิดถึงประโยชน์ของคนไข้เป็นใหญ่ วิชาการความรู้อันน่าอัศจรรย์ของจินทำให้พวกเขากลายเป็นคนไร้ค่า พวกเขาจึงมุ่งร้ายจิน

ท่ามกลางกระแสการเมืองของญี่ปุ่นยุคเริ่มเปิดประเทศ ซึ่งมีการต่อต้านชาวต่างชาติเป็นคลื่นใต้น้ำอยู่เงียบ ๆ จินกำลังพยายามทำหน้าที่ของเขาให้ดีที่สุด ในฐานะแพทย์

ฉันชอบมินาคาตะ จิน ค่ะ เพราะถึงแม้จะมีกลิ่นอายของ Gary Stu (ตัวละครที่ดีพร้อมในทุกด้านจนผิดจากความจริง) อยู่บ้างในบางเรื่อง แต่ส่วนใหญ่ เขาเป็นผู้ผลักดันเหตุการณ์ให้ดำเนินไปด้วยพลังและความพยายามของเขาเอง การพลัดมิติกาลเวลาไปอยู่ในโลกที่แทบไม่รู้จัก แทนที่จะทำให้จินทุกข์ใจหรือกังวลอยู่แต่กับการหาวิธีกลับบ้าน เขากลับละสายตาจากตัวเองแล้วมองไปรอบข้าง เมื่อมองเห็นสิ่งที่เขาช่วยได้ เขาก็ลงมือช่วยโดยไม่รั้งรอ โรคแล้วโรคเล่าที่ผ่านมือเขาไป หัด อหิวาต์ กามโรค ฯลฯ โรคธรรมดา ๆ ที่รักษาได้โดยง่ายในยุคปัจจุบัน กลายเป็นโรคร้ายแรงที่คร่าชีวิตผู้คนจำนวนมากมายมหาศาล ไม่เพียงต้องต่อสู้กับตัวโรคเท่านั้น เขายังต้องต่อสู้กับความเชื่อของคน ต่อสู้กับความทรนงของการแพทย์ยุคเก่า และพยายามเผยแพร่ความรู้ออกไปให้กว้างขวางยิ่งขึ้น โดยทั้งหมดนี้เขาเริ่มต้นจากเรี่ยวแรงของตัวเขาเองเพียงคนเดียว

ถ้าเป็นคุณล่ะคะ? คุณจะทำอย่างเขาหรือเปล่า?

ในโลกนี้มีคนจำนวนมากมายที่พอใจกับการปิดหูปิดตาเพื่อความสบายใจของตนเอง หลอกตัวเองว่าสิ่งที่ตนเองไม่เห็น แปลว่ามันไม่เคยเกิดขึ้น…มโนธรรมอาจทำให้คนเรายื่นมือเข้าช่วยเหลือคนตุกทุกข์ที่อยู่ตรงหน้า แต่ละเลยคนอื่น ๆ ที่อยู่นอกเหนือขอบเขตคลองนัยน์ตา แล้วบอกตัวเองว่าเราทำดีที่สุดแล้ว แต่จินไม่ใช่คนเช่นนั้น แทนที่เขาจะรักษาแต่เพียงผู้ป่วยที่เข้ามาหาให้ตัวเองพอสบายใจ เขากลับพัฒนาการแพทย์เชิงรุก การขาดแคลนยาและเวชภัณฑ์ไม่ทำให้จินท้อใจ ในเมื่อมันไม่มี เขาก็ประยุกต์เอาอะไรที่พอหาได้มาใช้แทน อย่างแอมเบิลแบ็คที่ทำจากกระเพาะปัสสาวะหมู หรือหน้ากากดมสลบจากผ้าและโครงลวด นอกจากจะรักษาด้วยตนเองแล้ว เขายังเต็มใจที่จะถ่ายทอดความรู้ที่มีให้กับทุกคนที่พร้อมจะเปิดใจรับโดยไม่เคยเอาความดีเข้าตัว ยุคสมัยที่เขาไปนั้น เป็นยุคก่อนที่เอ็ดเวิร์ด เจนเนอร์จะค้นพบเพนิซิลลินนับสิบปี จินสอนเรื่องแบคทีเรียและผลิตยาปฏิชีวนะขึ้นมาใช้ตั้งแต่ก่อนที่ผู้ค้นพบตัวจริงจะค้นพบ แต่เขาไม่แอบอ้างเลยว่านั่นเป็นผลงานของเขา เขารู้อยู่แก่ใจว่ามันไม่ใช่

ที่น่ายกย่องที่สุด ความรู้จากโลกอนาคตกว่าร้อยปีข้างหน้า ไม่ได้ทำให้จินหยิ่งผยองว่าเขารู้ดีที่สุด ในเวลาที่เขาด้อยประสบการณ์กว่า เขาก็รับฟังความคิดเห็น และขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นด้วยเช่นกัน

แม้จะเป็นเพียงตัวละครในโลกสมมติ แต่มินาคาตะ จิน ก็เป็นตัวอย่างที่ดีของคนที่ต่อสู้โดยไม่ยอมแพ้แก่โชคชะตา เผชิญหน้ากับสิ่งที่ต้องแก้ไขด้วยสายตาที่กว้างไกลและยอมรับความจริง

—-

เจาะเวลาหาอดีต ตอนที่ 3 : Ryo – the Miracle girl’s adventure

เมื่อสัปดาห์ก่อน เราไปทัวร์เอโดะ ยุคที่ญี่ปุ่นเริ่มเปิดประตูบ้านต้อนรับนานาอารยประเทศ กับจินหมอทะลุศตวรรษกันไปแล้ว สัปดาห์นี้ เรามาย้อนไปไกลยิ่งกว่านั้น สู่ญี่ปุ่นยุคที่ทั้งรุ่งเรืองด้วยศิลปะ และวรรณกรรม รวมทั้งยังเข้มข้นด้วยเรื่องราวการแก่งแย่งชิงดีทางการเมืองกับการ์ตูนเรื่องนี้กันเถอะค่ะ

Ryo – the Miracle girl’s adventure

ปก เรียว เล่ม 13

เรียว เป็นผลงานแนวแฟนตาซีของอาจารย์ UEDA RINKO ที่จับเอาเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงตามประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นสมัยเฮอัน มาดัดแปลงเป็นแนวย้อนเวลา โดยเรื่องที่ดัดแปลงไปนั้น นอกจากจะสนุกแล้ว ยังดำเนินเลียบไปตามประวัติศาสตร์จริงได้กลมกลืนอย่างน่าทึ่งด้วยค่ะ

ปฐมเหตุเรื่องราวของเรียว เกิดขึ้นจากความวุ่นวายทางการเมืองระหว่างขุนนางสองตระกูลในช่วงปลายสมัยเฮอัน – ฝ่ายหนึ่งคือ เกนจิ ตระกูลขุนนางเก่าแก่ที่ทรงอิทธิพลทั้งทางด้านการทหารและการปกครองในราชสำนักมาช้านาน กับอีกฝ่ายหนึ่ง เฮเคะ ที่ปรึกษาราชการแผ่นดินที่องค์จักรพรรดิชิราคะวะทรงแต่งตั้งขึ้นใหม่ โดยมีจุดมุ่งหมายให้ถ่วงดุลอำนาจกับฝ่ายเกนจินั่นเอง

แน่นอนว่าการถูกลดทอนอำนาจ ย่อมทำให้เหล่าขุนนางฝ่ายเกนจิไม่พอใจ และอำนาจก็ไม่ใช่สิ่งที่จะประนีประนอมยอมมีผู้ครอบครองสองคน ในไม่ช้า ความไม่พอใจก็สะสมเพิ่มพูนจนกลายเป็นความขัดแย้ง และจากความขัดแย้งก็เปลี่ยนแปลงเป็นสงคราม…ผลจากสงครามที่มีฝ่ายเฮเคะเป็นผู้ชนะ ทำให้อำนาจในการปกครองเมืองหลวง และคุ้มครองจักรพรรดิตกอยู่ในเงื้อมมือของไทระ คิโยโมริ ผู้นำตระกูลฝ่ายเฮเคะอย่างสมบูรณ์ เกนจิผู้พ่ายแพ้ต้องสูญเสียและแตกฉานซ่านเซ็น…มินาโมโตะ โยชิโทโมะ ผู้นำฝ่ายเกนจิเสียชีวิต, โทคิวะ ภรรยาของโยชิโทโมะจำต้องเสียสละตนเอง ยอมเป็นชู้รักของคิโยโมริเพื่อแลกกับการไว้ชีวิตลูก ๆ ของนาง ส่วนเด็ก ๆ ที่มีสายเลือดของโยชิโทโมะ บ้างถูกเนรเทศไปยังดินแดนกันดารอันไกลโพ้น บ้างถูกส่งตัวไปเลี้ยงไว้ในวัด เพื่อรอเวลาบวชเรียนในเพศสมณะเมื่อถึงวัยอันสมควรเป็นการขอชีวิต

และในจำนวนเด็กที่ถูกส่งไปเลี้ยงที่คุรามะ หนึ่งในนั้นก็คืออุชิวากามารุ (หรือที่รู้จักกันภายหลังพิธีบรรลุนิติภาวะในนาม มินาโมโตะ โยชิซึเนะ) บุตรคนที่เก้าของโยชิโทโมะ ผู้ซึ่งอาจารย์ UEDA RINKO นำมาดัดแปลงเป็น ‘นางเอก’ (?) ในการ์ตูนเรื่องนี้นั่นเอง

ปก เรียว เล่ม 10

เรียว เป็นเรื่องราวของโทยามะ เรียว เด็กสาวนักเรียนชั้นมัธยมปลายธรรมดาคนหนึ่ง ที่ถูกนักบวชปริศนาที่พบบนสะพานโกโจปองร้ายหมายชีวิตในระหว่างการไปทัศนศึกษาที่เกียวโตกับทางโรงเรียน เมื่อถูกจับได้แล้ว นักบวชผู้นั้นก็ให้การว่าตนเองชื่อมุซาชิโบ เบนเค เป็นนักบวชแห่งเขาฮิเอซึ่งมีใจฝักใฝ่ฝ่ายเกนจิ…ด้วยคำสาบานที่จะไล่ล่าฝ่ายเฮเคะ ทุกค่ำคืน เบนเคจะถือง้าวไปเฝ้ารออยู่บนสะพานโกโจ เพื่อคอยท้าประลองกับนักรบที่ผ่านไปมา โดยมีดาบอันเปรียบเสมือนจิตวิญญาณแห่งนักรบเป็นเดิมพัน

ดาบเล่มแล้วเล่มเล่าที่มีอันต้องเปลี่ยนมือผู้ครอบครอง นักดาบคนแล้วคนเล่าที่ต้องถูกบังคับให้ยอมรับความพ่ายแพ้…เบนเคกลายเป็นฝันร้ายแห่งสะพานโกโจไปในที่สุด

จนกระทั่งค่ำคืนที่ดาบเล่มที่พันปรากฏกายขึ้นพร้อมกับเจ้าของมัน – เด็กหนุ่มหน้าสวยราวกับผู้หญิงที่ขานนามตนเองว่าอุชิวากามารุ – เด็กหนุ่มผู้นั้นได้ต่อสู้กับเบนเคอย่างกล้าหาญด้วยชั้นเชิงดาบที่ตึงมือที่สุดในจำนวนผู้ถูกท้าประลองทั้งหมดที่เบนเคเคยต่อสู้ด้วย ก่อนที่เด็กคนนั้นจะหายตัวไปในหุบเขาไร้คนที่เขาคุรามะ…เบนเคติดตามมาด้วยยังไม่รู้ผลแพ้ชนะ และแล้วก็ปรากฏว่า เมื่อรู้สึกตัวอีกครั้ง เขาก็เข้ามาอยู่ในโลกที่ไม่เคยพบเห็น ซึ่งก็คือโลกยุคปัจจุบันนั่นเอง

สิ่งที่เบนเคเล่าได้รับการตอบรับเป็นเสียงหัวเราะงอหาย ไม่มีใครเชื่อเป็นอื่นไปได้นอกจากเบนเคเป็นหนุ่มจิตเสื่อมที่คว้าเอาตำนานแห่งสะพานโกโจ เรื่องของอุชิวากามารุและเบนเค สองบุคคลผู้มีชื่อเสียงในประวัติศาสตร์มาเติมแต่งเป็นเรื่องราวของตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเจ้าหนุ่มจิตหลุดที่คิดว่าตัวเองเป็นเบนเคยอดฝีมือ ยืนยันเป็นมั่นเหมาะว่าเรียว ลูกสาวสำนักเคนโด้โทยามะที่ไม่เคยจับดาบเลยคนนี้นี่แหละคือเด็กหนุ่มที่เขาไล่ตามมาจากค่ำคืนนั้น

แต่แล้ว เรื่องตลกของเบนเคก็เริ่มไม่มีใครหัวเราะออก เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้เรียวได้รู้ความจริงว่า ที่แท้จริงแล้ว เด็กหญิงที่ชื่อโทยามะ เรียว ซึ่งปรากฏตัวอยู่ในรูปถ่ายของครอบครัว และเธอเข้าใจว่านั่นเป็นรูปถ่ายของตัวเธอเองนั้น ได้ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตไปตั้งแต่อายุเจ็ดขวบแล้ว ส่วนตัวเธอเองเป็นเด็กที่ถูกพบนอนสลบอยู่ที่ในป่าที่เชิงภูเขาไฟฟูจิ สวมใส่เครื่องแต่งกายแบบเด็กผู้ชายสมัยเฮอัน พร้อมกับพร่ำพูดว่าตัวเองคืออุชิวากามารุ ทายาทแห่งตระกูลมินาโมโตะ เพื่อเยียวยาความเจ็บปวดที่สูญเสียบุตรสาวคนเดียวไป นายตำรวจที่ทำคดีเรื่องของเรียว จึงได้รับอุปการะเด็กหญิงปริศนาที่พบในป่านั้นไว้เป็นลูกของตัวเอง และได้ขอร้องให้จิตแพทย์ช่วยสะกดจิตเปลี่ยนแปลงความทรงจำให้เชื่อว่าตัวเองคือโทยามะ เรียว เพื่อให้ใช้ชีวิตอยู่แทนที่เด็กหญิงที่ตายไป

ความจริงที่ได้รับรู้ ประกอบกับสถานการณ์ที่บีบคั้นเนื่องจากทางบ้านของเธอไล่ล่าเบนเคผู้ทำให้ตะกอนแห่งอดีตที่เคยถูกกลบฝังไปครั้งหนึ่งแล้วฟุ้งกลับขึ้นมา ทำให้เรียวตัดสินใจลาจากศตวรรษที่ 20 ที่เธอคุ้นเคย แล้วเดินทางย้อนกลับไปสู่อดีตเพื่อตามหาตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง

และแล้ว เมื่อได้ตัวละครที่ขาดหายไปกลับคืนมา เรื่องราวที่หยุดชะงักไปก็เริ่มต้นดำเนินต่ออีกครั้ง

เรียวกลับไปสู่ฐานะที่แท้จริงของเธอ โดยที่รู้อยู่เต็มอกว่าโศกนาฏกรรมของอุชิวากามารุ หรือบัดนี้ก็คือตัวเธอเองนั้น ได้ถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ว่าอย่างไรบ้าง และด้วยใจจริงแล้ว เธอก็ไม่มั่นใจเลยสักนิดว่า ลำพังกำลังสมองและสองมือของเธอเองจะเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์อันโหดร้าย ที่ทำให้เธอต้องตายด้วยน้ำมือของพี่ชายตนเองได้หรือไม่

ในความรู้สึกของฉัน เรียวเป็นการ์ตูนที่สนุกมากเรื่องหนึ่งค่ะ ถึงแม้ว่ามันอาจจะไม่มีปรัชญาลึกซึ้ง แง่คิดแปลกใหม่ หรือคติสอนใจอะไรให้นำไปขบคิดต่อ แต่เรียวก็เปล่งประกายแพรวพราวไปด้วยชีวิตชีวา เรื่องราวในประวัติศาสตร์ที่แทบจะเรียกได้ว่าเป็นยาขมสำหรับคนที่ไม่ชอบจำ กลับกลายเป็นเรื่องง่ายที่ไม่เพียงแต่จำ ยังทำความเข้าใจได้ง่ายดายอีกด้วย เมื่อบุคคลเหล่านั้นไม่ได้เป็นเพียงชื่อที่ถูกจารึกเอาไว้ในประวัติศาสตร์ แต่เป็นตัวละครตัวหนึ่งที่มีบทบาท แนวคิด และแรงบันดาลใจเป็นของตนเอง โลดแล่นอยู่ในสถานการณ์เที่เราสามารถจินตนาการตามและทำความเข้าใจได้ง่าย ๆ ว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้เขากระทำเช่นนั้น และหากเป็นตัวเราเองเล่า จะทำในสิ่งเดียวกับเขาเหล่านั้นหรือไม่

เทคนิคการช่วยจำวิชาประวัติศาสตร์โดยใช้การ์ตูนเป็นสื่อนี้ ประเทศไทยก็นำมาใช้กันบ้างแล้ว แต่ส่วนใหญ่ที่เห็นจะเป็นการ์ตูนสำหรับเด็กที่เพียงแค่นำเรื่องราวในประวัติศาสตร์มาถ่ายทอดในรูปแบบการ์ตูนเฉย ๆ เท่านั้น การดำเนินเรื่องยังไม่มีการขบคิดตีความหรือนำเสนอในรูปแบบใหม่ ๆ และตัวละครก็ยังไม่มีชีวิตชีวาเหมือนอย่างการ์ตูนญี่ปุ่น ซึ่งถึงแม้จะช่วยให้จำได้ดีขึ้น แต่ก็ยังต้องใช้กระบวนการจำในการเรียนรู้อยู่ดี หากมีการปรับปรุงมาเป็นการเรียนรู้โดยการทำความเข้าใจกับสถานการณ์บ้างก็คงจะดีไม่ใช่น้อย

ประวัติศาสตร์ยุคเฮอันที่ซับซ้อน ยังกลายเป็นเรื่องสนุกได้ เมื่อสื่อสารผ่านการ์ตูน แล้วทำไมประวัติศาสตร์ไทยอันเป็นเรื่องที่ใกล้ตัว จะกลายเป็นเรื่องสนุกบ้างไม่ได้ ถ้าเรารู้จักใช้ประโยชน์จากสื่อที่มี จริงไหมคะ?


ที่มา

บทความทั้งสามชิ้นข้างต้น เผยแพร่ตามสัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ ประเภทแสดงที่มา (CC by)

Post a Comment

Your email is never shared. Required fields are marked *

*
*