คนมองหนัง : ภาพตัวแทน แม่พลอย และ เปา บุ้น จิ้น

คนมองหนัง มองละครโทรทัศน์ กับภาพฉายสังคมการเมืองร่วมสมัย ความคาดหวังและโลกทัศน์ของผู้คนในสังคม ที่ปรากฏอยู่บนจอโทรทัศน์ ใน การกลับมาของ “แม่พลอย” และ “เปา บุ้น จิ้น”

การกลับมาของ แม่พลอย และ เปา บุ้น จิ้น: วิถีการต่อสู้ทางการเมืองวัฒนธรรมในบริบททางสังคมการเมืองไทยร่วมสมัย

ความก้าวหน้าของละครโทรทัศน์ไทยยุคใหม่

ในระยะหลัง ๆ มานี้ ผมไม่ค่อยได้ดูหนัง (หมายความรวมทั้ง ภาพยนตร์ที่ฉายตามโรง และ ดีวีดีหรือวีซีดีของภาพยนตร์ที่ฉายตามโรง) สักเท่าไหร่ ทว่าสิ่งที่ผมกำลัง ติด อยู่ในปัจจุบัน กลับเป็นละครโทรทัศน์ในทุก ๆ ช่วงเวลา

แท้จริงแล้ว ผมได้ห่างเหินจากละครโทรทัศน์ไปนานพอสมควร แต่เมื่อหวนกลับมาดูละครเหล่านี้อีกครั้งหนึ่ง ก็ทำให้ผมได้พบเห็นสิ่งที่น่าสนใจจำนวนมากปรากฏอยู่ใน ละครน้ำเน่า ตามสายตาชนชั้นสูงและชนชั้นกลางระดับสูงจำนวนน้อยในสังคมไทย

จากมุมมองของผม สื่อบันเทิงบ้าน ๆ ที่มีสถานะเป็นวัฒนธรรมป๊อป อันถูกมองเป็นอุตสาหกรรมบันเทิงแบบสามัญ ไปจนถึง แบบสามานย์ กลับกลายเป็นผลงานวัฒนธรรมร่วมสมัยที่มีเนื้อหาทางสังคมก้าวล้ำไปไกลมาก หากเทียบกับผลงานวัฒนธรรมร่วมสมัยที่มีสถานะเป็นงานศิลปะมากกว่า อย่าง ภาพยนตร์ หรือ แม้กระทั่งหนังสือ (เช่น นวนิยายที่เข้ารอบรางวัลซีไรต์หลายเล่มซึ่งผมมีโอกาสได้อ่าน)

ประเด็นเรื่องเพศสภาพ (gender) ในละครเรื่อง เรือนนารีสีชมพู ได้เดินทางไปไกลมาก ๆ เกินกว่าที่ ภาพยนตร์เรื่อง แก๊งชะนีกับอีแอบ จะเดินทางไปถึง

เพราะอย่างน้อย ป่าน ซึ่งเป็นชายรักร่วมเพศใน เรือนนารีสีชมพู ก็ยังสามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับบรรดาเพื่อนๆ ผู้หญิงของเธอในเรือนนารีได้อย่างมีความสุขและมีตัวตนในตอนจบของละครเรื่องดังกล่าว

ผิดกันอย่างลิบลับกับชายรักร่วมเพศใน แก๊งชะนีกับอีแอบ ที่ชีวิตของเขาต้องถูกกีดกันออกไปจากโลกของสาว ๆ จนกระทั่งตัวตนของชายรักร่วมเพศผู้นั้นต้องปลาสนาการหายไปจากจอภาพยนตร์ในที่สุด เมื่อภาพยนตร์ดังกล่าวเดินเรื่องมาถึงบทสรุปช่วงท้าย

ขณะที่โครงเรื่องของละครจักร ๆ วงศ์ ๆ ที่เรตติ้งกำลังกระฉูดอย่าง เกราะกายสิทธิ์ ก็ถือเป็นการพลิกกลับทางอุดมการณ์และเป็นการทำลายโครงเรื่องแบบเดิม ๆ ของละครจักร ๆ วงศ์ ๆ ทางโทรทัศน์อย่างมีรากฐานสำคัญ

ไม่เคยมีครั้งใด ที่ตัวร้ายในละครจักร ๆ วงศ์ ๆ จะข้ามพ้นจากความเป็นอมนุษย์ เช่น ยักษ์ หรือจากความเป็นมนุษย์ที่มีจิตใจชั่วร้าย เช่น มเหสีฝ่ายซ้ายขี้อิจฉา ไปสู่ความเป็นเทพที่ยิ่งใหญ่ทว่าเลวร้ายอย่างสุด ๆ ด้วยการแทรกแซงความเป็นไปบนโลกมนุษย์เพื่อปกป้องผลประโยชน์ส่วนตนอยู่ตลอดเวลา ดังที่ปรากฏใน เกราะกายสิทธิ์

ไม่เพียงแต่สร้างให้มายาคติประเภท เทพ คือ ความดี ยักษ์มาร คือ ความชั่ว ถูกกลับหัวกลับหางอย่างสิ้นเชิง โครงเรื่องของ เกราะกายสิทธิ์ ยังส่งผลให้เส้นขอบเขตของการจัดแบ่งคู่ตรงข้ามระหว่างฝ่ายธรรมะ กับ อธรรม ในละครจักร ๆ วงศ์ ๆ แบบเก่าพลอยพร่าเลือนไปด้วย

นอกจากเทพในละครเรื่องนี้จะชั่วร้ายอย่างสุด ๆ แล้ว เทพผู้สูงส่งก็ยังมีบริวารเป็นแม่มด กับ ค้างคาวผี ขณะที่ฝ่ายตรงข้าม คือ พระเอกนางเอกของเรื่อง ก็มีพันธมิตรเป็นทั้งแม่มด ผีโครงกระดูก อมนุษย์ครึ่งคนครึ่งสัตว์ หรืออาจรวมกระทั่งถึง ผีปอบสาว เส้นแบ่งระหว่างธรรมะ กับอธรรม ที่เคยถูกจำแนกได้อย่างเด่นชัดจากลักษณะภายนอกของตัวละครในละครจักร ๆ วงศ์ ๆ แบบเก่า จึงถูกทำให้เลือนรางและสับสนปนเปไปหมดอย่างน่าสนใจ

แม้รูปลักษณ์ภายนอกของละครจักร ๆ วงศ์ ๆ ยุคใหม่อย่าง เกราะกายสิทธิ์ จะหนีห่างไปจากความเป็นละครพื้นบ้านแบบไทย ๆ และค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นละครแฟนตาซีมากยิ่งขึ้นทุกวัน แต่เนื้อหาที่ละครดังกล่าวนำเสนอ กลับมีความสมจริงอย่างยิ่งเมื่อนำมาเทียบเคียงกับสภาพของสังคมการเมืองในยุคปัจจุบัน

การย้อนกลับหลังของละครโทรทัศน์ไทยในยุคปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม โลกของละครโทรทัศน์ไทยในยุคปัจจุบัน ไม่ได้มีเพียงมิติของความก้าวหน้าอย่างน่าสนใจเท่านั้น หากแต่ยังมีมิติของการย้อนกลับหลังอย่างน่าสนใจเช่นกัน

ปรากฏการณ์อันน่าสนใจที่กำลังเกิดขึ้นกับสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ในขณะนี้ น่าจะพอบ่งบอกถึงมิติการย้อนกลับหลังของละครโทรทัศน์ไทยได้เป็นอย่างดี

ทั้งการหวนกลับคืนสู่จอโทรทัศน์ของละครเรื่อง สี่แผ่นดิน ฉบับจินตหรา-ฉัตรชัย และละครจีนเรื่อง เปา บุ้น จิ้น ที่เคยโด่งดังเมื่อกว่าสิบปีที่แล้ว ในเวลาที่ใกล้เคียงกัน

แต่มิติของการย้อนกลับหลังดังกล่าวก็ไม่น่าจะมีนัยยะหมายถึง ความล้าหลังตกต่ำ การไม่มีอะไรขาย จนต้องขุดของเก่าขึ้นมาขาย ในทางกลับกัน มันอาจมีนัยยะหมายถึง การหวนกลับคืนไปสู่อดีตอันรุ่งเรือง และ ดีงาม อีกครั้งหนึ่ง

ซึ่งเราจะไม่สามารถมองเห็นความสัมพันธ์ระหว่าง แม่พลอย และ เปา บุ้น จิ้น กับ ภาพอดีตอันรุ่งเรืองดีงามได้เลย หากเราละเลยที่จะนำสภาพสังคมการเมืองไทยในปัจจุบันมาซ้อนทับเทียบเคียงกับ การหวนคืนจอของละครจากอดีตกาลทั้งสองเรื่องดังกล่าว

เมื่อผลงานทางวัฒนธรรมไม่อาจแยกขาดจากบริบททางสังคมร่วมสมัย

ผมคิดว่า เราไม่สามารถจะพิจารณาผลงานทางวัฒนธรรมใด ๆ ทั้งหนัง ละคร หนังสือ เพลง ฯลฯ ในฐานะของพื้นที่ซึ่งมีอิสระโดยสมบูรณ์ในตัวเองและแยกขาดออกจากบริบททางสังคมอย่างสิ้นเชิงได้ หากแต่ผลงานทางวัฒนธรรมในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ ย่อมต้องมีความสัมพันธ์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งกับวิถีทางที่กำลังดำเนินไปของสังคมในช่วงเวลานั้น ๆ

ตัวอย่างที่ดีกรณีหนึ่ง ซึ่งจะชี้ให้เห็นถึงทางสองแพร่งของการพิจารณาผลงานทางวัฒนธรรมไทยร่วมสมัย ว่าจะมีฐานะเป็นพื้นที่อิสระซึ่งแยกขาดออกจากบริบททางสังคมอย่างสิ้นเชิง หรือ จะมีฐานะเป็นผลิตผลของสภาพสังคมในยุคนั้น ๆ ก็ได้แก่ การวิจารณ์ผลงานเพลงอัลบั้มล่าสุดของอัสนีและวสันต์ โชติกุล ที่มีชื่อว่า เด็กเลี้ยงแกะ อย่างแตกแยกออกจากกันชัดเจนเป็นสองมุมมองของนักวิจารณ์เพลงไทยสากลร่วมสมัย

โดย พรเทพ เฮง จากผู้จัดการ และ วิภว์ บูรพาเดชะ จากแฮมเบอร์เกอร์ มองว่า เนื้อหาของเพลงจำนวนมากและการจัดวางตำแหน่งเพลงในอัลบั้มชุดล่าสุดของ พี่น้องจากจังหวัดเลยคู่นี้ มีนัยยะที่กระทบกระเทียบและเตือนใจผู้นำทางการเมืองไทยคนปัจจุบันได้อย่าง แหลมคม

แต่นักวิจารณ์ในสายนิตยสารสีสัน อย่าง วิรัตน์ โตอารีย์มิตร (เขียนวิจารณ์งานเพลงชุดนี้ในเนชั่น สุดสัปดาห์) รุ่งฟ้า ลิ้มหัสนัยกุล (เขียนวิจารณ์งานชุดนี้ในเนชั่น สุดสัปดาห์เช่นกัน) และวรเศรษฐ์ เพชรมี (เขียนวิจารณ์งานชุดนี้ในสีสัน) กลับมองงานเพลงชุดล่าสุดของอัสนี-วสันต์ ว่า เป็นงานเพลงที่ไม่มีอะไรใหม่ในทางดนตรี และซ้ำทางกับงานชุดเก่า ๆ โดยทั้งสามคนแทบจะไม่พิจารณาผลงานเพลงชุดนี้ในบริบทของสังคมการเมืองไทยร่วมสมัย นอกจากนั้น นรเศรษฐ หมัดคง ดีเจและนักวิจารณ์ดนตรี ผู้มักจะชอบแสดงความคิดเห็นทางการเมืองอยู่เสมอในงานเขียนของเขา ยังเขียนวิจารณ์งานเพลงชุดหนึ่งของวงดนตรีรุ่นเก๋าจากต่างประเทศวงหนึ่งลงใน สีสันว่า เป็นงานที่แสดงให้เห็นถึงความเก๋าของฝีมือ ไม่เหมือนกับ เด็กเลี้ยงแกะ แถว ๆ เมืองไทย

จากบทสัมภาษณ์อัสนีและวสันต์ โดยรุ่งฟ้า ที่ตีพิมพ์ลงในนิตยสารสีสัน จะสังเกตเห็นได้ว่ารุ่งฟ้าพยายามสอบถามถึงนัยยะของชื่ออัลบั้มและชื่อเพลง เด็กเลี้ยงแกะ ว่ามีความหมายถึงสภาพการเมืองไทยในปัจจุบันหรือไม่ อัสนีผู้พี่ตอบอย่างเด่นชัดว่า งานเพลงชุดนี้ไม่มีนัยยะอันเกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองเลย

อย่างไรก็ตาม การที่ผู้สร้างผลงานทางวัฒนธรรมพยายามปฏิเสธว่า ผลงานของตนไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรเลยกับเรื่องการเมืองนั้น หมายความว่า เขาจะไม่กล่าวถึงประเด็นทางการเมืองใด ๆ ในผลงานของตนเองเลยหรือ?

คำถามดังกล่าว ทำให้ผมหวนคิดไปถึงเมื่อครั้งที่ตนเองได้เรียนวิชานวนิยายกับการเมือง ซึ่งสอนโดยนักปรัชญาการเมืองผู้ยึดมั่นกับแนวทางสันติวิธีอย่างไม่เสื่อมคลาย ในสมัยยังเรียนปริญญาตรีอยู่ที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นวนิยายเล่มหนึ่งที่นักศึกษาจะต้องอ่านในวิชานั้น ก็คือ นวนิยายเรื่อง กาเหว่าที่บางเพลง ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช

คึกฤทธิ์พยายามเขียนไว้ในคำนำของหนังสือว่า นวนิยายเรื่องนี้ไม่ได้ความเกี่ยวข้องใด ๆ เลยกับเรื่องการเมือง จากคำนำดังกล่าว ส่งผลให้เกิดวิวาทะขึ้นระหว่างผู้เรียนในชั้น ฝ่ายหนึ่งเชื่อว่า ยิ่งผู้เขียนพยายามระบุว่านวนิยายของตนไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองมาก ขึ้นเท่าใด นวนิยายเล่มดังกล่าวก็ยิ่งต้องมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองมากขึ้น เท่านั้น และเป็นหน้าที่ของผู้อ่านนวนิยายที่จะต้องพยายามค้นหานัยยะทางการเมืองที่ ซุกซ่อนอยู่ในหนังสือให้พบ ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งกลับเชื่อตามคึกฤทธิ์ว่า เมื่อผู้เขียนบอกว่านวนิยายของตนไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง ก็ย่อมแสดงว่า นวนิยายเรื่องนี้ไม่มีนัยยะทางการเมืองใด ๆ แฝงอยู่ ดังนั้น เราจึงควรอ่านนวนิยายเล่มนี้ให้สนุก โดยไม่ต้องไปคิดถึงเรื่องการเมืองใด ๆ

ภายหลังจากการถกเถียงเกี่ยวกับคำนำ การเดินทางไปสู่ตัวบทของ กาเหว่าที่บางเพลง อย่างละเอียดรอบคอบพอสมควร และการพิจารณาถึงบริบททางสังคมการเมืองที่รายรอบนวนิยายเรื่องนี้แล้ว บท สรุปของผู้เรียนในชั้นจึงมีความเห็นค่อนข้างจะพ้องต้องกันว่า นวนิยายเรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกับการเมืองอย่างไม่ต้องสงสัย โดยเฉพาะสภาพสังคมการเมืองไทยในยุคที่พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ยังดำรงอยู่ คือ เด็ก ๆ เชื้อสายมนุษย์ต่างดาว ก็เปรียบเสมือนบรรดาสมาชิกของพคท. ที่มีวิถีคิด อุดมการณ์ไม่เหมาะสมกับบางเพลง อันเปรียบเสมือนสังคมไทยจำลอง และในที่สุดเด็ก ๆ เหล่านั้นก็ต้องล้มตายหายจากไปจากบางเพลง ดุจเดียวกันกับการล่มสลายลงของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย

แต่บทเรียนสำคัญยิ่งอีกประการหนึ่งที่ผมได้รับจากนวนิยายเรื่อง กาเหว่าที่บางเพลง ก็คือ เพียงแค่ผู้เขียนกล่าวปฏิเสธว่านวนิยายของเขาไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง นั่นก็ถือเป็นเรื่องการเมืองอย่างยิ่งแล้ว เนื่องจากประโยคปฏิเสธดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า นวนิยายดังกล่าวไม่สามารถหลุดพ้นไปจากความสัมพันธ์กับเรื่องการเมืองได้ (แม้จะสัมพันธ์แบบไม่เกี่ยวข้องก็ตามที) และการเมืองก็น่าจะถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งต่อการมองโลกของผู้เขียน จนถึงกับต้องกล่าวปฏิเสธว่านวนิยายของตนไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องสำคัญดัง กล่าวในส่วนของคำนำ

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงเห็นว่า หากเราฟังผลงานเพลงชุดล่าสุดของอัสนี-วสันต์ อย่างเทียบเคียงกับบริบททางสังคมการเมืองไทยร่วมสมัยอย่างถี่ถ้วนแล้ว เราก็จะพบว่าเนื้อหาของหลาย ๆ เพลงในผลงานชุดนี้ มีนัยยะที่สะท้อนให้เห็นถึงสภาพสังคมการเมืองไทยร่วมสมัยอย่างชัดเจนและน่าสนใจ ทั้งที่สะท้อนผ่านนิทานอีสปอย่างเด็กเลี้ยงแกะ ผ่านเพลงที่มีเนื้อหาจริงจังอย่าง ดิน น้ำ ลม ไฟ ผ่านเพลงรักอย่าง เจ็บแต่ดี ผ่านเพลงประกอบละครอย่าง ยืนหยัด ยืนยง ไปจนกระทั่งสะท้อนผ่านเพลงเก่าที่ถูกนำมาทำใหม่อย่าง ยิ่งสูงยิ่งหนาว แม้ว่าตัวเจ้าของผลงานจะแสร้งทำเป็นกล่าวว่า งานเพลงของตนไม่มีความเกี่ยวข้องกับการเมืองเลยก็ตาม

ดังนั้น เมื่อเราลองหันกลับมาพิจารณาสภาพสังคมการเมืองไทยในปัจจุบัน โดยเฉพาะในมุมมองของคนชั้นกลางและชนชั้นนำส่วนหนึ่งในสังคม เราก็จะเห็นได้ว่า มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ แม่พลอย และ เปา บุ้น จิ้น จะต้องหวนกลับคืนมาสู่จอโทรทัศน์ไทยอีกครั้งหนึ่ง

วิกฤตการณ์ของสังคมการเมืองไทยในสายตาคนชั้นกลางและชนชั้นสูงจำนวนหนึ่ง กับ การกลับมาของ แม่พลอย และ เปา บุ้น จิ้น

การบริหารราชการแผ่นดินที่ผิดพลาดจำนวนมากของรัฐบาลทักษิณ เช่น เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนในประเด็นต่าง ๆ ดังที่คนชั้นกลางและชนชั้นนำฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลมักจะกล่าวถึงกัน เพราะพวกเขามองว่านี่เป็นความผิดฉกรรจ์ของรัฐบาลชุดนี้ และเรื่องการใช้อำนาจสัมบูรณาญาสิทธิ์ของรัฐบาลที่มีเสียงข้างมากอย่าง เด็ดขาดจัดการกับชีวิตของคนดังราวกับว่า รัฐไทยไม่ได้มีสถานภาพเป็น นิติรัฐ ทั้งการฆ่าตัดตอนในสงครามปราบปรามยาเสพติด มาจนกระทั่งถึง เหตุการณ์ที่มัสยิดกรือเซะและโศกนาฏกรรมที่ตากใบ ซึ่งเป็นเรื่องที่คนชั้นกลางและชนชั้นนำฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลไม่ให้ความสนใจสัก เท่าไหร่ บ่งบอกถึงอาการที่ไม่ค่อยดีของสังคมการเมืองไทยร่วมสมัยได้เป็นอย่างดี

จากมุมมองของคนชั้นกลางในกรุงเทพฯและตามหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศ รวมทั้งชนชั้นนำของสังคมไทยที่ยึดโยงตนเองอยู่กับขั้วอำนาจซึ่งตรงกันข้าม กับทักษิณ ชินวัตร และพรรคไทยรักไทย สภาพสังคมการเมืองไทยในตอนนี้ถือได้ว่าอยู่ในสภาวะวิกฤตหนัก จึงเป็นธรรมดาที่คนชั้นกลางผู้มีความอ่อนไหวง่ายในทางการเมือง และชนชั้นนำส่วนหนึ่งในสังคมที่รู้สึกว่าอำนาจและผลประโยชน์ต่าง ๆ เริ่มจะห่างหายจากตนเองไปมากขึ้นทุกที จะต้องโหยหาหลักยึดทางการเมืองที่มั่นคงและทรงพลานุภาพยิ่งกว่าทักษิณและไทย รักไทย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ หลักยึดทางการเมืองที่มั่นคงและทรงพลานุภาพดังกล่าว ทั้งในความคิดของคนชั้นกลางและชนชั้นนำเหล่านั้น และในสภาพความเป็นจริงของสังคมการเมืองไทย

คนชั้นกลางและชนชั้นนำไทยจำนวนหนึ่งจึงพยายามทำให้สถานะที่อยู่ เหนือ การเมืองขององค์พระมหากษัตริย์ มีความหมายว่า ทรงมีตำแหน่งแห่งที่อยู่ ณ ส่วนยอดสุดของสังคมการเมืองไทย และทรงสามารถจะมีบทบาทในทางการเมืองได้โดยตรงภายในสังคมการเมืองดังกล่าว มิใช่หมายความว่า ทรงอยู่นอกเหนือไปจากสังคมการเมืองไทย และไม่สามารถจะทรงมีบทบาททางการเมืองอย่างตรงไปตรงมาดุจดังนักการเมือง ธรรมดาได้

พวกเขาพยายามตีความรัฐธรรมนูญมาตรา 7 ให้ สอดคล้องกับจุดประสงค์ทางการเมืองของตนเอง แต่แล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงปฏิเสธว่า พระองค์ไม่สามารถจะใช้พระราชอำนาจตามรัฐธรรมนูญมาตราดังกล่าวได้

ทว่าพระองค์ทรงเลือกใช้พระราชอำนาจผ่านทางสถาบันตุลาการ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในอำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย ให้เข้ามาแก้ไขปัญหาวิกฤตทางสังคมการเมืองไทยที่กำลังเกิดขึ้น

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสถาบันตุลาการซึ่งมีหน้าที่รับสนองพระราชดำรัสในการแก้ไขปัญหาของสังคม การเมืองไทยยุคปัจจุบัน จึงเปรียบได้เป็นหลักยึดทางการเมืองที่มั่นคงและทรงพลานุภาพยิ่งของคนชั้น กลางและชนชั้นนำจำนวนหนึ่งในสังคมการเมืองไทย

ดูเหมือนว่า หลักยึดทางการเมืองดังกล่าวจะมีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น และคล้ายว่าจะมากยิ่งกว่าอำนาจของทักษิณและพรรคไทยรักไทย ดังจะเห็นได้จากพลังของฝูงชนจำนวนมากที่ถวายความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวโรกาสที่ทรงครองราชย์ครบ 60 ปี พลังของฝูงชนที่แสดงความห่วงใยอย่างยิ่ง เมื่อทราบข่าวว่าพระเจ้าแผ่นดินของพวกเขาทรงกำลังรับการรักษาอาการประชวร อยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช และพลังทางการเมืองของศาลต่าง ๆ ที่เริ่มแสดงบทบาทอันตรงกันข้ามกับรัฐบาลไทยรักไทยอย่างมากยิ่งขึ้นเป็น ลำดับ

ขณะเดียวกัน ข่าวคราวความขัดแย้งไม่ลงรอยกันระหว่างทักษิณกับสถาบันหลักของชาติไทยก็คล้ายจะถูกแพร่กระจายออกสู่สังคมมากยิ่งขึ้น

แน่นอนว่า โลกของโทรทัศน์ ย่อมเป็นโลกที่ถูกจับจ้องโดยสายตาของคนจำนวนมากในสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนชั้นล่างผู้ยากจน (ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักในนโยบายประชานิยมของรัฐบาลไทยรักไทย) แต่ความเป็นไปของโลกดังกล่าวกลับไม่ได้ถูกกำหนดโดยอำนาจของคนชั้นล่างส่วน ใหญ่ในสังคมแต่อย่างใด อำนาจที่จะกำหนดความเป็นไปในโลกของโทรทัศน์ กลายเป็นอำนาจของคนชั้นกลางและชนชั้นนำ ซึ่งเป็นปัญญาชนผู้มีอำนาจครอบครองและกำหนดทิศทางของสื่อมวลชนแขนงต่าง ๆ ภายในสังคม รวมถึงโทรทัศน์

ความแตกต่างในประเด็นเรื่องชนชั้นระหว่างสถานีโทรทัศน์ก็เป็นสิ่งสำคัญอีกประการ หนึ่งที่เราพึงพิจารณา เมื่อโลกของสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 เป็น โลกที่ถูกจับจ้องโดยสายตาของคนชั้นกลางในสังคมไทยในอัตราที่ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7

ด้วยเหตุนี้ โลกทัศน์ของคนชั้นกลางและชนชั้นนำจำนวนหนึ่งในสังคมไทยที่มีต่อสภาพสังคม การเมืองร่วมสมัย จึงถูกแสดงออกผ่านทางการหวนคืนกลับมาสู่จอโทรทัศน์อีกครั้งของละครเรื่อง สี่แผ่นดิน และ เปา บุ้น จิ้น โดยไทยทีวีสีช่อง 3

เมื่อคนชั้นกลางและชนชั้นนำจำนวนหนึ่งในสังคมไทยกำลังทนทุกข์ว่า สังคมการเมืองไทยที่วิกฤตหนักขณะนี้ กำลังต้องการพระบารมีขององค์พระมหากษัตริย์มาเป็นที่พึ่งและช่วยค้ำจุนอย่าง เร่งด่วน อะไรเล่าจะช่วยรักษาอาการทนทุกข์ดังกล่าวของพวกเขาได้ดีกว่า ภาพของอดีตอันรุ่งเรืองดีงามที่แผ่นดินสยามถูกปกครองโดยองค์พระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีในละครเรื่อง สี่แผ่นดิน

ถึงแม้ว่าสองแผ่นดินหลังในชีวิตของ แม่พลอย อำนาจในการปกครองประเทศจะตกมาอยู่ในมือของคณะราษฎร และวันสิ้นชีวิตของ แม่พลอย จะเป็นวันเดียวกับวันสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8 แต่ก็ต้องยอมรับว่า นวนิยายเรื่อง สี่แผ่นดิน ที่แต่งโดยนักการเมืองฝ่ายกษัตริย์นิยมผู้เปรื่องปราดอย่าง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนวนิยายที่สร้างภาพอันงดงามยิ่งใหญ่ให้แก่สถาบันพระมหากษัตริย์ในสมัย สมบูรณาญาสิทธิราชย์ และสร้างภาพอันโศกเศร้าเคล้ารันทดหดหู่เมื่ออำนาจการปกครองประเทศตกไปอยู่ใน มือของคณะราษฎร ผู้ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี พ.ศ. 2475

นวนิยายเรื่อง สี่แผ่นดิน จึงทำหน้าที่อย่างสำคัญยิ่งในการตอกย้ำให้สังคมไทยเห็นถึงความสำคัญของ สถาบันพระมหากษัตริย์ ผ่านภาพอดีตที่รุ่งเรืองดีงามในชีวิตวัยเยาว์และวัยสาวของแม่พลอย

นอกจากนี้ แม้ว่าวันสุดท้ายของชีวิต แม่พลอย อันเป็นวันสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8 ด้วย นั้นจะนำความโศกเศร้ามาสู่ผู้ดูละครและผู้อ่านนวนิยายจำนวนมาก แต่เราคงไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ภายหลังจากวันอันโศกเศร้าดังกล่าว ท้องฟ้าอันมืดครึ้มก็พลันเปลี่ยนสีเป็นสว่างสดใส เมื่อพระมหากษัตริย์องค์ใหม่ได้ขึ้นครองราชย์ และต่อมาจนถึงปัจจุบัน พระองค์จะทรงกลายเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ทรงอำนาจและมีพระบารมีมากที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย

ภาพอดีตอันงดงามรุ่งเรืองในละครเรื่อง สี่แผ่นดิน ที่เชื่อมโยงอย่างนวลเนียนกับสถานะอันสูงส่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน จึงถือเป็นโอสถอันมีประสิทธิภาพยิ่งสำหรับคนชั้นกลางและชนชั้นนำในสังคมไทย ที่กำลังทนทุกข์อยู่กับโรคภัยร้ายแรงที่พวกเขาเชื่อว่าเกิดขึ้นจากระบอบทักษิณ

ตามความเห็นของผม การหวนกลับคืนมาสู่จอโทรทัศน์อีกครั้งหนึ่งของละครจีนเรื่อง เปา บุ้น จิ้น ก็มีที่มาอันเชื่อมโยงกับการหวนคืนของ สี่แผ่นดิน และสภาวะวิกฤตของสังคมการเมืองไทยในสายตาของคนชั้นกลางและชนชั้นนำบางส่วน อย่างไม่อาจแยกขาดจากกันได้

เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระราชดำรัสให้สถาบันตุลาการเข้ามาทำหน้าที่คลี่คลายวิกฤตทางการเมืองที่เกิดขึ้น ความหวังทั้งมวลในการรักษาโรคภัยร้ายแรงอันเกิดจากระบอบทักษิณที่คนชั้นกลาง และชนชั้นนำบางส่วนกำลังประสบอยู่ จึงถูกถ่ายโอนไปยังบุคลากรฝ่ายศาลจนเกือบหมด

อาจกล่าวได้ว่า อำนาจของสถาบันตุลาการได้กลายเป็นความใฝ่ฝันอันงดงามครั้งใหม่ของคนชั้นกลาง และชนชั้นนำบางส่วนในสังคมการเมืองไทย ซึ่งความใฝ่ฝันครั้งใหม่ดังกล่าวก็ถูกสะท้อนผ่านการปรากฏตัวขึ้นใหม่ของ เปา บุ้น จิ้น แห่งศาลไคฟง

เมื่อคนจำนวนหนึ่งของสังคมไทยโหยหาบุคลากรฝ่ายตุลาการผู้มีความซื่อสัตย์ สุจริต ยุติธรรม เพื่อให้เขาเข้ามาแก้ไขปัญหาร้ายแรงของชาติ แล้วใครเล่าที่จะเป็นภาพตัวแทนของอาการโหยหาตงฉินและความใฝ่ฝันครั้งใหม่ได้ ดีเท่ากับ เปา บุ้น จิ้น

น่าสนใจว่า เมื่อคนในสังคมไทยจำนวนหนึ่งหวังพึ่งพระบารมีของพระมหากษัตริย์ พวกเขาอาจนึกถึงละครเรื่อง สี่แผ่นดิน รวมทั้ง ละครและหนังไทยอิงประวัติศาสตร์เรื่องอื่น ๆ ได้อีกมากมาย แต่เมื่อพวกเขาหวังพึ่งพาความใฝ่ฝันครั้งใหม่หรือความหวังใหม่อย่างสถาบัน ตุลาการ ภาพตัวแทนความใฝ่ฝันของพวกเขากลับต้องลอยละล่องไปไกลถึงเมืองจีน อันอาจบ่งบอกได้ถึง ตำแหน่งแห่งที่อันเพิ่งจะปรากฏอย่างชัดเจนเป็นครั้งแรกของสถาบันดังกล่าวใน สังคมการเมืองไทย จนหลายคนเป็นห่วงว่า บุคลากรฝ่ายตุลาการอาจมีประสบการณ์ไม่มากพอ เมื่อต้องรับภาระอันหนักอึ้งในการแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์ทางการเมือง

จึงสามารถกล่าวได้ว่า ในความทรงจำทางการเมืองของผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมไทยแล้ว บทบาทของสถาบันตุลาการแทบไม่เคยปรากฏมาก่อน (ถึงแม้จะเคยปรากฏ ก็เป็นการปรากฏในฐานะส่วนตัวไม่ใช่ในฐานะสถาบัน คือ มีบุคลากรฝ่ายตุลาการบางคนที่เคยได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทว่า บุคคลเหล่านั้นก็ไม่ได้มีฐานะเป็นผู้นำทางการเมืองที่เป็นต้นแบบสักเท่าไหร่ บางคนถูกมองว่าอ่อนเกินไปเหมือนมะเขือเผา ส่วนบางคนก็มีอุดมการณ์ทางการเมืองที่ขวาเกินไป จนอยู่ในตำแหน่งได้ไม่นาน) เมื่อไร้ซึ่งตัวตนในความทรงจำของผู้คน ผู้คนจึงไม่สามารถค้นหาภาพตัวแทนที่เป็นสัญลักษณ์ของตุลาการผู้เที่ยงธรรม แบบไทย ๆ ได้อย่างง่ายดาย จนสุดท้ายแล้ว ภาระหนักจึงต้องตกไปอยู่ที่ เปา บุ้น จิ้น อีกครั้ง

การหวนกลับคืนสู่จอโทรทัศน์อีกครั้งของละครอย่าง สี่แผ่นดิน และ เปา บุ้น จิ้น หรือ การย้อนกลับมาของภาพอดีตอันรุ่งเรืองดีงาม จึงอาจเป็นการต่อสู้ทาง การเมืองวัฒนธรรม (cultural politic) อีกรูปแบบหนึ่งของคนชั้นกลางและชนชั้นนำบางส่วนซึ่งยึดกุมสื่อมวลชนบางแขนงอยู่ในมือ ที่มีต่อผู้นำประเทศอย่าง ทักษิณ ชินวัตร

ความชุลมุนวุ่นวายไม่รู้จบของการแย่งชิงเกราะกายสิทธิ์ และ การต่อสู้ทางการเมืองที่แนบเนียนยิ่งขึ้นในทุกขณะ

แม้บางคนอาจจะมองว่า ตระกูลของผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 นั้น มีความสัมพันธ์อันแนบชิดกับรัฐบาลไทยรักไทย จนถึงกับมีคนในตระกูลดังกล่าวได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้

อย่างไรก็ตาม การต่อสู้ แย่งชิงผลประโยชน์ในทางการเมืองนั้น ไม่เคยแบ่งอะไรออกเป็นสองขั้วอย่างง่ายดายและชัดเจน ชีวิตของผู้คน ทั้งคนใหญ่คนโต หรือ คนเล็กคนน้อย ในสังคมการเมือง ต่างสามารถแทงกั๊กทางการเมืองได้เสมอ เช่น เขาอาจเลือกตั้งผู้นำทางการเมืองคนหนึ่ง ขณะเดียวกัน เขาก็อาจจะแสดงความรักต่อผู้นำทางการเมืองอีกคนซึ่งอยู่ฝ่ายตรงกันข้ามกับ ผู้นำทางการเมืองที่เขาเลือก ตราบใดที่การแทงกั๊กดังกล่าวจะให้ประโยชน์และคุ้มครองชีวิตของพวกเขาได้

เช่นเดียวกันกับ นักการเมืองบางคน ที่ในบางเวลา เขาอาจทำงานและทุ่มเทเงินทุนจำนวนมากให้กับพรรคการเมืองต้นสังกัด ตราบ ใดที่หัวหน้าพรรคการเมืองดังกล่าวยังมีอำนาจยิ่งใหญ่ และสามารถบันดาลผลประโยชน์บางอย่างให้แก่เขาได้ แต่เมื่อใดที่หัวหน้าพรรคของเขาเริ่มมีวี่แววจะสูญสิ้นวาสนาหรือจวนเจียนจะ หมดอำนาจ นักการเมืองคนนั้น รวมถึงวงศ์ตระกูลของเขา ก็ย่อมจะสามารถตีตัวออกห่าง กระทั่งทำตัวเป็นศัตรูลับ ๆ ต่อหัวหน้าพรรคของตนได้เสมอ

ธรรมชาติของสังคมการเมืองจึงดำเนินไปอย่างสับสนปนเปและมีการต่อสู้ในมิติต่าง ๆ ที่ชุลมุนวุ่นวายตลอดมา เพราะการแบ่งสรรผลประโยชน์ของผู้คนทั้งหลายในสังคมการเมืองนั้นไม่เคยมีวัน ลงตัว หรือ อาจกล่าวได้ว่าเป็นโครงการที่ไม่มีวันจบ

ความสับสนปนเปและความชุลมุนวุ่นวายดังกล่าว ก็คงคล้าย ๆ กับสิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อทั้งเทพ ผี อมนุษย์ แม่มด กษัตริย์ ข้าราชบริพาร สามัญชนคนธรรมดา ตลอดจนมนุษย์ต่างดาว? (จากบุรีปลายฟ้า) ได้มีชะตากรรมเข้ามาเกี่ยวพันกันในการแย่งชิง เกราะกายสิทธิ์ หากแต่ความสับสนวุ่นวายใน เกราะกายสิทธิ์ คงต้องถึงจุดจบสิ้นลงในสักวันหนึ่ง (แม้ว่าละครจะถูกยืดเรื่องอย่างเห็นได้ชัดก็ตาม) ขณะที่ความสับสนวุ่นวายของสังคมการเมืองคงจะไม่มีวันสิ้นสุด และการต่อสู้ทางการเมืองในรูปแบบใหม่ ๆ ก็ย่อมเกิดขึ้นมาอยู่ตลอดเวลา

ทั้งนี้การต่อสู้ทางการเมืองในหลาย ๆ มิตินั้น ได้ถูกซุกซ่อนอยู่อย่างแนบเนียนกับวิถีชีวิตประจำวันอันดูคล้ายจะธรรมดาสามัญของผู้คนในสังคมการเมือง จนบางครั้ง เราไม่ทันได้สังเกตเห็นมัน กระทั่งเราอาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าแนวคิดทางการเมืองบางแนวคิดได้ค่อย ๆ ซึมซาบเข้าสู่ความคิดของตนเอง และกลายเป็นตัวกำหนดวิธีการมองโลกของเราไปเรียบร้อยแล้ว


ที่มา – การกลับมาของ “แม่พลอย” และ “เปา บุ้น จิ้น”, more than cinemas, 11 สิงหาคม 2549

Post a Comment

Your email is never shared. Required fields are marked *

*
*