ปราชญ์ วิปลาส : The Village วาทกรรมบงการ

ปราชญ์ วิปลาส คุยหนัง “The Village” คุยรอบตัว “หมู่บ้าน” (เก็บความและเพิ่มเติมจากกิจกรรมนั่งดูหนังด้วยกันเมื่อสองสามเดือนก่อน)

หมีดูหนัง: The Village (2004)

บทเพิ่มเติมและตกหล่นจากเสวนาวิชาการว่าด้วยภาพยนตร์เรื่อง The Village (2004) ในแง่มุมทางสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา

ปราชญ์ วิปลาส

เพราะมีโอกาสได้เป็นผู้นำการเสวนาดังกล่าว และรู้สึกว่ายังมีหลายอย่างที่ไม่ได้พูด ทั้งเรื่องที่พูดไปแล้วก็รู้สึกว่ายังพูดไม่ชัดเจน เลยเป็นที่มาของบทความนี้ เผื่อว่าจะมีความชัดเจนมากขึ้น รวมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้ที่ไม่ได้เข้าร่วมการเสวนาเข้ามาแลกเปลี่ยนความคิด เห็นกันด้วย

***SPOILER***

โดยส่วนตัว เมื่อดูหนังแล้วผมจะเกิดการเปรียบเทียบสิ่งที่ปรากฏในหนังกับความเป็นจริง (หรืออาจจะเรียกว่าประสบการณ์ก็ได้) และผมเชื่อว่า การเปรียบเทียบสิ่งที่ปรากฏในหนังกับความเป็นจริง/ประสบการณ์ นั้นเกิดขึ้นกับทุกคน เห็นได้ชัดและง่ายที่สุดจากการที่เราดูหนังสักเรื่องแล้วบอกว่าชอบหรือไม่ ชอบหรือรู้สึกอย่างไรกับมัน นั่นเกิดจากการเปรียบเทียบสิ่งที่เห็นในหนังเข้ากับความเป็นจริง/ประสบการณ์ของเรา แล้วสื่อสารออกมาว่าหนังกับความเป็นจริง/ประสบการณ์ของเรานั้นมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างไร

ผมปฏิเสธที่จะดูหนังแล้วคิดว่ามันก็เป็นแค่หนัง แค่เรื่องที่แต่งขึ้น เป็นเพียงจินตนาการ เพราะมันเป็นเรื่องที่เกิดจากจินตนาการ เกิดขึ้นจากความคิด และความคิดของมนุษย์เกิดจากการมี “สัมพันธ์” กับสังคม เช่นนั้นแล้ว ผมจึงมองว่า หนังเป็นการยกระดับความคิดจากการที่มีอยู่แต่เพียงในหัวผู้สร้างสู่การมี “ปฏิสัมพันธ์” กับสังคม เป็นการสะท้อนว่าสังคมได้ฉายภาพความคิดแบบไหนลงไปในหัวผู้สร้างหนังบ้าง

เพราะฉะนั้น สำหรับผมแล้ว จะเป็นหนังที่หลุดโลกไปเลยมาก ๆ หรือต่อให้เป็นหนังที่ใครต่อใครตราหน้าว่ามันห่วยเห่ยยับเยิน (ไม่ว่าจะทางอารมณ์ความรู้สึกหรืออย่างเป็นศาสตร์การผลิต) ขนาดไหน หนังทุกประเภทล้วนฉายออกมาซึ่งสิ่งที่มีอิทธิพลต่อความคิดของผู้สร้าง ซึ่งเป็นภาพสะท้อนของสังคมที่ขัดเกลาผู้สร้างหนัง และในขณะเดียวกัน สิ่งที่เราได้จากการดูหนังก็สะท้อนถึงสิ่งที่มีอิทธิพลต่อความคิดของเรา ซึ่งสะท้อนภาพของสังคมที่ขัดเกลาตัวเราเช่นกัน

ผมดูหนังของ M. Night Shyamalan ในเวทีฮอลลีวูดทุกเรื่อง สำหรับ The Village ผม ได้ดูเป็นครั้งแรกเมื่อปีที่แล้ว และเป็นแรงบันดาลใจให้อยากดูหนังของผู้ชายคนนี้ทุกเรื่องตลอดไป อย่างน้อยความรู้สึกนั้นก็เป็นจริงในตอนนี้

ตอนที่ดู The Village ครั้งแรก ผมดูทั้ง ๆ ที่รู้มาก่อนแล้วว่ามันเป็นหนังที่จบแบบหักมุม รู้กระทั่งว่าหักมุมที่ว่ามันหักยังไง ปรกติแล้ว การดูหนังประเภทจบหักมุมด้วยความรู้ก่อนดูแบบนั้นน่าจะทำลายอรรถรสของหนังไป แต่ทั้งที่รู้อย่างนั้นความตื่นเต้นของผมกลับไม่ลดลงไปแม้แต่น้อย กลับกัน การที่รู้จุดจบของเรื่องมาก่อนทำให้ผมตั้งคำถามต่อเนื้อหาในเรื่องใหม่ แทนที่จะถามว่า “อะไร” ผมกลับถามว่า “ทำไม” และ “อย่างไร”

The Village คือเรื่องราวของคนเก้าคนที่สูญเสียคนสำคัญในชีวิตไปเพราะสิ่งที่สังคมเรียกว่า “อาชญากรรม” (crime) ทำให้เกิดการตั้งคำถามถึงคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ พวกเขาได้พบเจอกันใน “ศูนย์ให้คำปรึกษา” (Counseling Center) แบ่งปันแลกเปลี่ยนความเจ็บปวดจากการสูญเสียซึ่งกันและกัน และในที่สุด Edward Walker อาจารย์สอนประวัติศาสตร์แห่ง University of Pennsylvania ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่ต้องเจ็บปวดจากการสูญเสียเช่นกันก็ได้เสนอความคิดเรื่องการหันหลังให้สังคมแล้วไปตั้งชุมชนหมู่บ้านดังที่ปรากฏในเรื่องขึ้นมา

สิ่งที่ผมเห็นเยอะที่สุดใน The Village ก็คือความกลัว ความกลัวอันเกิดจากวาทกรรมเรื่อง Those we do not speak of (ปีศาจชุดแดงในเรื่อง) ที่ The Elder (กลุ่มคนทั้งเก้าดังกล่าวไปแล้ว) สร้างขึ้น ความกลัวที่บังคับย่างก้าวของสมาชิกหมู่บ้านทั้งหมดไม่ให้ก้าวพ้นแนวป่าที่มีธงสีเหลือง เว้นแต่ตัว The Elder เองที่ยังต้องก้าวพ้นไปสวมบทลับล่อของ Those we do not speak of เพื่อรักษาความกลัวของหมู่บ้านไว้

ผมเรียกเรื่องราวของ Those we don’t speak of ว่าเป็นวาทกรรมเพราะเห็นว่านอกจากจะมีกระบวนการสร้างความหมายให้มันแล้ว The Elder ยังคงมีกระบวนการในการรักษาความหมายของมันไว้ด้วย

การถูกครอบงำด้วยความกลัวจากวาทกรรมดังกล่าวก่อให้เกิดสภาวะที่ Michel Foucault เรียกว่า Les Corps Dociles (ชื่อบทหนึ่งใน Surveiller et Punir; Discipline & Punishment) หรือ เป็นภาษาไทยภายใต้สำนวนและชื่อหนังสือแปลของ ทองกร โภคธรรม ว่า “ร่างกายใต้บงการ” และในความรู้สึกของผม บางส่วนของวาทกรรมดังกล่าวยังสร้าง “มายาคติ” (Myths) ขึ้นใน The Village ด้วย

สภาวะร่างกายใต้บงการ

การทำงานของความกลัวที่มีต่อ Those we don’t speak of ใน The Village เป็นไปในลักษณะดังนี้

(1) การสร้างความเชื่อครอบงำที่ว่า “Those we don’t speak of เป็นสิ่งที่ถ้าเราไม่ล่วงล้ำเข้าไปในป่า พวกเขาก็จะไม่บุกรุกเข้ามาในหมู่บ้าน” จะเห็นได้ว่าตัวตนของ Those we don’t speak of ที่ The Elder สร้างไว้ในหมู่บ้านมีความเป็น “ปฏิปักษ์” กับหมู่บ้านแฝงอยู่ โดยความเป็นปฏิปักษ์ดังกล่าวจะแสดงออกมาเมื่อมีการล่วงล้ำเข้าไปในอาณาเขตของ Those we don’t speak of

(2) สร้างอัตลักษณ์ของ Those we don’t speak of ให้ดูเป็นสิ่งที่น่ากลัว เชื่อว่าเป็นไปเพื่อสนับสนุนข้อ (1) เพื่อไม่ให้มีการล่วงล้ำเข้าไปในป่า สังเกตได้จากฉากการสนทนาในห้องเรียนระหว่าง Edward Walker กับเด็ก ๆ หลังจากที่เจอลูกสัตว์ถูกฆ่าถลกหนัง เมื่อ Edward Walker ใช้คำว่า “culprit” ที่สามารถแปลได้ว่า “ผู้ร้าย” ถามนำให้เด็ก ๆ นึกว่าใครเป็นคนทำเรื่องโหดร้ายดังกล่าวแล้วเด็ก ๆ ก็นึกถึง Those we don’t speak of ขึ้นมาในทันที และเด็ก ๆ ยังพูดถึงลักษณะของ Those we don’t speak of ว่าเป็น “พวกกินเนื้อ” และ “มีกงเล็บขนาดใหญ่” ทั้งที่พวกเด็ก ๆ ไม่เคยเห็น Those we don’t speak of

(3) ตั้งเสาธงเหลืองที่ถือเป็น “สีปลอดภัย” (safe color) ไว้ตามชายป่าที่สุดเขตหมู่บ้านและต้องมีคนคอยไปป้ายสีเหลืองที่เสาดังกล่าว

(4) The Elder สวมชุด Those we don’t speak of มาปรากฏตัววับ ๆ แวม ๆ ให้เห็นแถบชายป่า

(5) มีการทำเสียงของ Those we don’t speak of ให้ดังออกมาจากในป่า

(6) ตั้งหอสังเกตการณ์ล่วงล้ำของ Those we don’t speak of เพื่อสั่นระฆังเตือนภัย

(7) ให้สร้างห้องใต้ดินไว้หลบภัยในกรณีที่ Those we don’t speak of บุกเข้ามาในหมู่บ้าน

(8) สร้างความหมายให้ “สีแดง” เป็น “สีชั่วร้าย” (bad color) โดยให้เหตุผลว่าสีดังกล่าวจะดึงดูด Those we don’t speak of เข้ามา

ข้อ (1) และ (2) คือวาทกรรม Those we don’t speak of เป็นส่วนของการให้ความหมายกับ Those we don’t speak of ส่วนข้อ (3) ถึง (8) ผมเห็นว่าเป็นกระบวนการรักษาความหมายของ Those we don’t speak of ภายใต้เนื้อหาของวาทกรรมที่ The Elder สร้างขึ้น

ในข้อ (1) ถึง (5) เป็นการบังคับร่างกายของสมาชิกในหมู่บ้านไม่ให้เดินทางออกนอกเขตหมู่บ้าน ในข้อ (6) และ (7) ทันทีที่เสียงระฆังเตือนว่า Those we don’t speak of บุกเข้ามาในหมู่บ้าน ชาวบ้านทุกคนก็รีบเข้าบ้านและลงไปซ่อนตัวในห้องใต้ดิน ข้อ (8) ฉากชาวบ้านสองคนกวาดลานบ้านตอนต้นเรื่อง ทันที่พวกเธอเห็นช่อลูกเบอรี่สีแดงพวกเธอก็รีบเอามันไปฝังในทันที

ทั้งหมดคือร่างกายใต้บงการภายใต้วาทกรรม Those we don’t speak of ที่ผมมองเห็นใน The Village

มายาคติ

ในข้อ (3) และ (8) ชาวบ้านถูกทำให้เชื่อว่าสีแดงนั้นเป็นสีชั่วร้ายตามธรรมชาติ ความชั่วร้ายเป็น “nature” ของสีแดง ในทางกลับกัน ความปลอดภัยก็เป็น “nature” ของสีเหลือง ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วนั่นไม่ใช่ “nature” หากแต่เป็น “nurture” หรือเป็นธรรมชาติที่ถูกสร้างขึ้น เกิดจากการปลูกฝัง ไม่ใช่ธรรมชาติจริง ๆ ของสีทั้งสอง แลความน่ากลัวทั้งหมดของ Those we don’t speak of ก็ไม่ใช่เรื่องจริง หากแต่เป็นความจริงที่ถูกสร้างขึ้นและทำให้เชื่อว่าเป็นจริงตามธรรมชาติ ทำให้สีทั้งสองมีความหมายมากกว่าความเป็นสี หากแต่มีความหมายในเชิงค่านิยมหรืออุดมการณ์ ซึ่งถ้าจะยกตัวอย่างอย่าง Roland Barthes ผู้เขียนเรื่อง “มายาคติ” ก็คล้ายกับการที่เราให้เด็กเล่นของเล่นที่จำลองจากสิ่งที่มีอยู่ในสังคมมานานจนเหมือนว่าเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่ง แล้วเด็กก็เชื่อว่านั่นคือธรรมชาติของสังคม เป็นการจำกัดกรอบความคิด (อาจโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ได้ แต่ใน The Village ตั้งใจ)

………………………………………………………

ต่อคำถามที่ว่าแล้วทั้งวาทกรรมและมายาคติดังกล่าวมีไว้เพื่ออะไร ก็ต้องดูถึงสาเหตุที่คนทั้งเก้าหันหลังให้สังคมเมืองมาสร้างหมู่บ้านของตัวเอง ซึ่งก็คือความเจ็บปวดจากการสูญเสียคนสำคัญไปทำให้พวกเขากลัวที่จะต้องกลับไป มีปฏิสัมพันธ์กับสังคมอีกนั่นเอง

ที่น่าสนใจ จากผู้ก่อตั้งเพียงเก้าคนและ Lucius Hunt ในวัยเด็กซึ่งเป็นลูกชายของ Alice Hunt หนึ่ง ในกลุ่มผู้ก่อตั้ง ผู้ก่อตั้งก็ยังผลิตลูกหลานออกมาอีก นั่นหมายความว่า ความตั้งใจของกลุ่มผู้ก่อตั้งไม่ได้มีแค่ปิดขังตัวเองจากโลกภายนอกหรือสังคม ที่ตัวเองไม่อาจอยู่ร่วมได้ หากแต่ยังปรารถนาจะสร้างโลกแบบใหม่ขึ้นมาในพื้นที่ปิดล้อมนั้น โลกแบบที่ตัวเองเชื่อว่าดีกว่า และปรารถนาที่จะให้ทุกคนใช้ชีวิต (ถูกกักขัง?) อยู่ในโลกที่ดีในความคิดตัวเองที่ว่า

ซึ่งวาทกรรมและมายาคติดังกล่าวก็มีไว้เพื่อเหตุผลนั้นนั่นเอง…

มาถึงตรงนี้ ผมมองว่าเส้นแบ่งระหว่าง “พื้นที่” ของความต้องการที่จะรักษาชีวิตที่ตนคิดว่าดีไว้ให้ลูกหลานกับ “พื้นที่” ของความกลัวที่ว่าตนจะต้องสูญเสียอำนาจในการควบคุมความเป็นไปในหมู่บ้านให้ เป็นไปอย่างตั้งใจได้พร่าเลือนจนทำให้พื้นที่ทั้งสองหลอมรวมเป็นพื้นที่เดียวกัน กลายเป็นความกลัวว่าจะรักษาวิถีชีวิตที่ตัวคิดว่าดีเอาไว้ไม่ได้ และถามว่าปัจจัยอะไรที่จะทำให้ชีวิตที่ตนคิดว่าดีนั้นสลายไป คำตอบก็คือการติดต่อกับสังคมนั่นเอง

ถ้ามองในแง่ดีโดยไม่ต้องคิดถึงว่าวิถีชีวิตใหม่นั้นมันดีจริงหรือเปล่า นั่นก็เป็นเจตนาดีของคนกลุ่มนั้น แต่ถ้ามองในแง่ร้าย (ซึ่งผมชอบ ไม่เชื่อก็ดูคำโปรยที่หัวบล็อก) นั่นก็แค่ความกลัวที่ตัวเองจะต้องสูญเสียอำนาจในการควบคุมหรือปกครองทุกสิ่ง ให้เป็นอย่างที่ตนตั้งใจไป

ในกรณีนี้ แรงขับดันในความกลัวดังกล่าวได้ทำให้ผู้ก่อตั้ง [ต่อไปจะเรียกว่า “ผู้ปกครอง” (ไม่ใช่พ่อแม่นะครับ)] สร้างความกลัวชุดใหม่ขึ้นมาเป็น “อำนาจ” ในการควบคุมสรรพสิ่งในธรรมชาติที่ตัวเองสร้างขึ้น และมันออกมาในรูปวาทกรรมและมายาคติเกี่ยวกับ Those we don’t speak of ดังกล่าวไปแล้ว

The Village ในโลกแห่งความเป็นจริง: กรณี “ประเทศ” และ “ชาติ” ไทย

ในโลกแห่งความเป็นจริง เอาเฉพาะใน “ชาติ” ไทย ผู้ปกครองมีการสร้างวาทกรรมความกลัวหลากหลายรูปแบบขึ้นมาเพื่อรักษาอำนาจของ ตัวเองในการควบคุมวิถีชีวิต (ระบอบการปกครองเป็นต้น) ที่ตัวเองคิดว่าดีไว้ เช่นในสมัยรัชกาลที่หก เมื่อตระหนักดีถึงอิทธิพลของกลุ่มคนจีนในประเทศก็ได้มีการสร้างวาทกรรมลูกจีนที่ทำให้คนจีนดูเป็นอะไรที่ “ไม่ดี” ขึ้นมา หรือในช่วงต้นของรัชกาลปัจจุบัน วาทกรรมความกลัวหลักคงไม่พ้นเรื่องคอมมิวนิสต์ และถ้าเอาที่ใกล้ตัวเข้ามาอีกก็ไม่พ้นวาทกรรมเรื่องหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ทั้งนี้ทั้งนั้นล้วนเป็นไปเพื่อรักษาวิถีชีวิตที่ผู้ปกครองคิดว่าดีและปรารถนาให้ผู้ใต้ปกครองได้มีใช้ต่อไปเอาไว้ทั้งนั้น และที่น่ากลัวก็คือ วาทกรรมเหล่านั้นทำให้ผู้ใต้ปกครองตกอยู่ในสภาวะร่างกายใต้บงการจนนอกจากจะไม่ทำในสิ่งที่จะทำให้ตนได้ชื่อว่าหลงผิดแล้ว บ่อยครั้งยังเอาวาทกรรมที่ว่ามาใช้ในการฟาดฟันกันเองด้วย

การสร้างหมู่บ้านหรือชุมชนใน The Village หากมองดี ๆ แล้วจะเห็นว่าอยู่บนกฎอันแข็งแกร่งบนฐานความคิดแยกขั้วความเป็น “พวกเขา/พวกเรา” คือ “คนในหมู่บ้าน/Those we don’t speak of” และ “หมู่บ้าน/เมืองอื่น” ซึ่งดูจะเป็น concept ประการ หนึ่งของความเป็นชุมชน กล่าวคือเป็นการระบุพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นภูมิศาสตร์จริง ๆ หรือภูมิศาสตร์อัตลักษณ์หรือภูมิศาสตร์วัฒนธรรม ใน The Village พวกตัวละครอาศัยอยู่ในหมู่บ้านติดป่าคัฟวิงตั้นวู้ด และในป่าคัฟวิงตั้นวู้ดมี Those we don’t speak of อาศัยอยู่ และเพื่อยึดโยงจิตใจของคนในหมู่บ้านให้คงอยู่ในชุมชนให้ได้ก็ต้องมีการทำให้เมืองอื่นดูไม่ดี ดังที่ในเรื่อง Finton Coin (ตัวละครตัวหนึ่ง) พูดถึงเมืองอื่นว่าเป็น “Wicked places where wicked people live” หรือ “เมืองชั่วร้ายที่มีคนชั่วร้ายอาศัยอยู่” ทั้งที่จริง ๆ แล้ว ด้วยวาทกรรมที่ครอบงำหมู่บ้านอยู่ Finton Coin ย่อมไม่เคยก้าวผ่านคัฟวิงตั้นวู้ดไปถึงเมืองอื่น เพราะฉะนั้น ลักษณะของเมืองอื่นที่เขาเชื่อว่าเป็นจริงจนพูดออกมาอย่างนั้นย่อมต้องมาจาก การปลูกฝังของผู้ใหญ่ในหมู่บ้าน และนั่นคือความเชื่อที่ตกทอดมาจากความคิดของผู้ปกครอง (The Elder) ใน หมู่บ้านนั่นเอง ซึ่งนั่นหมายความว่า ในขณะที่ผู้ปกครองกระทำสิ่งต่าง ๆ เพื่อยืนยันถึงการมีตัวตนของความกลัวที่ตน ใช้เป็นอำนาจครอบงำ ความกลัวเหล่านั้นก็ได้รับการถ่ายทอดส่งผ่านถึงกันอย่างรุ่นต่อรุ่นด้วย ก่อเกิดเป็นการครอบงำแบบข้ามเวลาและช่วงอายุขึ้น

“ชาติ” ไทยเองก็มีการสร้างขึ้นบนพื้นฐานอันแข็งแกร่งของ “ความเป็นเรา/ความ เป็นอื่น” นอกจากมีขอบเขตทางภูมิศาสตร์ที่แน่นอนในเชิงพิกัดตัวเลขที่หลงเหลือมาจากยุคล่าอาณานิคม เราก็มีการสร้างศัตรูร่วมของ “ชาติ” ไทยด้วย พม่าเป็นจำเลยหลักที่คอยมารุกรานเราอยู่เรื่อยในประวัติศาสตร์กระแสหลัก คอมมิวนิสต์เป็นตัวร้ายที่ต้องการล้มล้างสถาบันหลักอยู่ช่วงเวลาหนึ่งและยังคงหลงเหลือกลิ่นอายอันชั่วร้ายนั้นอยู่ เป็นโชคดีของเขมรที่คนไทยโยนความผิดกรณีเขาพระวิหารไปให้คน “ชาติ” เดียวกันเสีย ไม่อย่างนั้นอาจมีโอกาสได้ขึ้นมาเทียบรัศมีเป็นศัตรูร่วมของ “ชาติ” ไทยในฐานะโจรแย่งชิงดิงแดนได้

ความที่ “ประเทศ” ไทยนั้นแม้ไม่ใหญ่มากแต่ก็ยังมากพอจะทำให้คนใน “ประเทศ” ไม่อาจเห็นหน้ากันทั่วเห็นหัวกันครบและไม่อาจ (ไม่มีวัน) รู้จักกันหมด อีกทั้งในบรรดาคนมากมายดังกล่าวนั้นก็ยังมีความแตกต่างอันหลากหลาย เพื่อยึดโยงความคิดของคนทั้งหมดอันจะนำไปสู่การสร้างสภาวะร่างกายใต้บงการ ให้เกิดแก่คนใน “ประเทศ” ได้นั้น นอกจากการสร้าง “ศัตรูร่วม” ดังกล่าวและการสร้างศูนย์รวมจิตใจอย่างสามสถาบันหลักขึ้นมาแล้ว ยังมีการสร้างวาทกรรมต่าง ๆ ขึ้นมาเพื่อระบุพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ด้านต่าง ๆ ของ คนใน “ประเทศ” (ภูมิภาค, อัตลักษณ์, วัฒนธรรม, ประเพณี ฯลฯ) เพื่อให้รู้ว่าคนแบบไหนถึงจะอยู่ใน “ประเทศ” เดียวกัน ทำให้เกิดความรู้สึกทำนองที่ว่า แม้ไม่ได้เห็นหน้าค่าตาหรือรู้จักกัน แต่เราก็รับรู้ได้ว่ามีคนอื่นที่เป็นพวกเดียวกับเราอยู่ในขอบเขตทาง ภูมิศาสตร์ที่เรียกว่า “ประเทศ” เดียวกัน รู้สึกราวกับว่าแม้ไม่เคยเจอกันแต่แท้จริงแล้วคนเหล่านั้นก็คือญาติพี่น้อง หรือคนบ้านใกล้เรือนเคียงกัน เกิดความสัมพันธ์ทางใจเหมือนหมู่บ้านหรือชุมชนใน The Village ที่ทุกคนเห็นหน้าค่าตาและรู้จักกันหมด ต่างกันตรงที่ใน The Village นั้น เห็นและรู้จักกันจริง ๆ แต่ใน “ประเทศ” ไทยนั้นเห็นและรู้จักกันอยู่ในความรู้สึก เป็นการรู้จักกันในจินตนาการ จึงอุปมาได้ว่าเป็น “ชุมชนในจินตนาการ” (Imagined Community) ซึ่งเป็นคำที่ Ben Anderson ใช้เป็นนิยามสั้น ๆ แทนความหมายของคำว่า “ชาติ” นั่นเอง

ในการจะดำรงความเป็น “ชาติ” หรือ “หมู่บ้าน” (ในจินตนาการ) ให้สงบราบคาบได้อย่างใจผู้ปกครอง ก็ต้องมีการกำจัดสิ่งที่เป็นภัยต่อการดำรงอยู่อันผาสุกนั้นไป ใน The Village เมื่อพบเห็นสีชั่วร้ายก็ต้องเอาไปฝัง ถามว่าจะให้กลัวอยู่แต่ในใจนั้นมิได้หรือ ในความคิดของผม เมื่อมีผู้คิดใช้ความกลัวเป็นอำนาจครอบงำเพื่อควบคุม ผู้นั้นคงมิได้ต้องการจะเห็นแค่ความกลัว แต่ต้องการเห็นการศิโรราบ/ยอมจำนนต่ออำนาจควบคุมที่ตนเองสร้างขึ้น ต้องทำให้เป็นพิธีกรรมให้เห็นเด่นชัดเพื่อแสดงว่าอำนาจนั้นยังคงมีตัวตนอยู่

ใน “ชาติ” ไทย เมื่อเห็นอะไรชั่วร้ายเข้าข่ายว่าหลงผิดไปจากความเป็น “ชาติ” อะไรที่ว่าชั่วร้ายนั่นก็จะถูกเอาไปฝังเช่นกัน อยู่ที่ว่าจะฝังแบบไหน แบบดินกลบหน้า แบบถีบลงเขา แบบเผาในถัง แบบหลังติดถนน ซึ่งการฝังดังกล่าวมักถูกทำให้ดูมีความชอบทำโดยอาศัยวาทกรรมความกลัว (ที่กลายเป็นอำนาจครอบงำ) ที่มีอยู่ในสังคม และเพื่อแสดงให้เห็นว่าอำนาจควบคุมนั้นยังมีอยู่ ก็ต้องมีพิธีกรรมเพื่อแสดงออกถึงการศิโรราบ/ยอม จำนนต่ออำนาจ โดยอาจอยู่ในความหมายอื่นเช่นความจงรักภักดีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง (ชาติ) ซึ่งแท้จริงแล้วก็เป็นเพียงฉากปิดบังความกลัว ในด้านผลที่มีต่อตัวผู้แสดงการศิโรราบ/ยอมจำนน นอกจากจะเป็นการสร้าง “แรงเสริมลบ” (Negative Reinforcement) คือทำให้กลัวการถูกฝังจนลดพฤติกรรมต่อต้านแล้ว ภายใต้การอำพรางการศิโรราบ/ยอมจำนนให้ปรากฏเป็นสิ่งอื่นที่ดูดีดังกล่าวที่ไม่ใช่ความกลัวยังเป็นการสร้าง “แรงเสริมบวก” (Positive Reinforcement) ให้อยากแสดงการศิโรราบ/ยอมจำนนมากขึ้นด้วย

ใน The Village ความตายของลูกชายของ The Elder คนหนึ่งก่อ “แรงเสริมบวก” ให้ Lucius Hunt ต้องการจะฝ่าป่าคัฟวิงตั้นวู้ดไปยังเมืองอื่นเพื่อหาตัวยาที่จะรักษาชีวิตของคนในหมู่บ้านได้ เขาเสนอความตั้งใจนั้นต่อหน้า The Elder ทั้งเก้า มองในบริบทของหนังแล้ว นั่นเป็นการประกาศเจตนาในการฝ่าฝืนกฎที่ The Elder วางไว้เพื่อรักษาวิถีชีวิตในหมู่บ้าน ทั้งยังแสดงความเชื่อมั่นว่าเจตนาที่บริสุทธิ์ของตัวเองจะทำให้ Those we don’t speak of เข้าใจและไม่ทำร้ายตน ตรงนี้สำหรับ The Elder แล้วก็คงเหมือนว่ามีคนมา “ขอฝ่าฝืนกฎเหล็กของหมู่บ้านด้วยเจตนาอันบริสุทธิ์ที่อยากเห็นชีวิตในหมู่บ้านนี้ดีขึ้น”

มาถึงตรงนี้ ผมก็พลันสงสัยขึ้นมาว่า ถ้ามีคนทำอย่างนั้นขึ้นมาใน “ชาติ” ไทย คนผู้นั้นจะได้รับการตอบรับแบบไหนจากผู้ปกครอง หรือคนใต้ปกครองที่มีความคิดจิตใจแบบเดียวกันกับผู้ปกครองกัน “แรงเสริมบวก” จากคนรอบข้างจะเกิดขึ้นเพราะเจตนาบริสุทธิ์ของคนผู้นั้น หรือความกลัวอันแน่นหนาที่ครอบงำจะเพิ่ม “แรงเสริมลบ” จนทำให้ต้องรีบช่วยกันเอา “คนพรรค์นั้น” ไปฝังกันแน่

ปล.: ขอบคุณ ม่อนและโครงการบัณฑิตศึกษาคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่มอบโอกาสในการเป็นผู้นำการเสวนาดังกล่าวให้กับผม ขอบคุณจากใจจริงครับ


ที่มา – ปราชญ์ วิปลาส, หมีดูหนัง: The Village (2004), ในคอกคิดอันคับแคบของข้าพเจ้า, 12 กันยายน 2551

Post a Comment

Your email is never shared. Required fields are marked *

*
*