<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ReadCamp &#187; น่าอ่าน</title>
	<atom:link href="http://readcamp.org/category/featured-reads/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://readcamp.org</link>
	<description>ทุกอย่างอ่านได้</description>
	<lastBuildDate>Fri, 28 May 2010 07:22:04 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.9.2</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>ReadCamp Remixed</title>
		<link>http://readcamp.org/2008/12/pradt-interpretation/</link>
		<comments>http://readcamp.org/2008/12/pradt-interpretation/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 13 Dec 2008 08:56:49 +0000</pubDate>
		<dc:creator>bact&#39;</dc:creator>
				<category><![CDATA[น่าอ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[logo]]></category>
		<category><![CDATA[ReadCamp]]></category>
		<category><![CDATA[remix]]></category>
		<category><![CDATA[วัฒนธรรมเสรี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://culturelab.in.th/readcamp/?p=305</guid>
		<description><![CDATA[]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="attachment_304" class="wp-caption aligncenter" style="width: 385px"><a href="http://pradt.net/readcamp"><img class="size-full wp-image-304" title="โลโก้ ReadCamp โดย *PRADT" src="http://readcamp.org/wp-content/uploads/2008/12/readcamp-pradt.png" alt="โลโก้ ReadCamp ถูกนำไปยำอีกต่อหนึ่ง - ReadCamp ในแบบของ *PRADT" width="375" height="270" border="0" /></a><p class="wp-caption-text">โลโก้ ReadCamp ถูกนำไปยำอีกต่อหนึ่ง - ReadCamp ในแบบของ *PRADT</p></div>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://readcamp.org/2008/12/pradt-interpretation/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>fxxknoevil กับคนอื่น ๆ : ดนตรีกับการเมืองกับเทคโนโลยี</title>
		<link>http://readcamp.org/2008/11/music-and-politics/</link>
		<comments>http://readcamp.org/2008/11/music-and-politics/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 25 Nov 2008 22:53:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>bact&#39;</dc:creator>
				<category><![CDATA[น่าอ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[P2P]]></category>
		<category><![CDATA[การเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[ดนตรี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://culturelab.in.th/readcamp/?p=280</guid>
		<description><![CDATA[ณ เว็บบอร์ดแห่งหนึ่ง (ที่ถูกบล็อคถูกแบนหรือไม่ก็ล่มเองอยู่เป็นระยะ ๆ) FxxkNoEvil เปิดประเด็น &#8220;ดนตรีกับการเมือง, ท่านอยากฟังอะไรถ้ามีการบรรยายหัวข้อนี้ ???&#8221; .. ว่ากันไป 51 ความคิดเห็นแล้ว ใครสนใจลองตามไปแลกเปลี่ยนกันได้
ต่อด้วยเรื่อง ดนตรีกับการเมืองและเทคโนโลยี เร็ว ๆ นี้ FxxkNoEvil เขียนบล็อกเรื่อง The Politics of P2P Music Sharing (การเมืองของการปันเพลงระหว่างเพื่อน) .. ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ที่ความคิดที่ว่าการแบ่งเพลงกันฟังผ่านระบบออนไลน์นั้น &#8216;ทำลายวงการดนตรี&#8217; ทั้งยังเป็นเรื่อง &#8216;ผิดศีลธรรม&#8217; อีกด้วย
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ณ เว็บบอร์ดแห่งหนึ่ง (ที่ถูกบล็อคถูกแบนหรือไม่ก็ล่มเองอยู่เป็นระยะ ๆ) <a href="http://fxxknoevil.wordpress.com/">FxxkNoEvil</a> เปิดประเด็น <a href="http://www.sameskybooks.org/board/index.php?showtopic=14712">&#8220;ดนตรีกับการเมือง, ท่านอยากฟังอะไรถ้ามีการบรรยายหัวข้อนี้ ???&#8221;</a> .. ว่ากันไป 51 ความคิดเห็นแล้ว ใครสนใจลองตามไปแลกเปลี่ยนกันได้</p>
<p>ต่อด้วยเรื่อง ดนตรีกับการเมืองและเทคโนโลยี เร็ว ๆ นี้ FxxkNoEvil เขียนบล็อกเรื่อง <a href="http://fxxknoevil.wordpress.com/2008/11/05/the-politics-of-p2p-music-sharing/">The Politics of P2P Music Sharing</a> (การเมืองของการปันเพลงระหว่างเพื่อน) .. ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ที่ความคิดที่ว่าการแบ่งเพลงกันฟังผ่านระบบออนไลน์นั้น &#8216;ทำลายวงการดนตรี&#8217; ทั้งยังเป็นเรื่อง &#8216;ผิดศีลธรรม&#8217; อีกด้วย</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://readcamp.org/2008/11/music-and-politics/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>sputnik65 : เสื้อคน หุ่นยนต์เปลือย</title>
		<link>http://readcamp.org/2008/11/astro-boy/</link>
		<comments>http://readcamp.org/2008/11/astro-boy/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 19 Nov 2008 12:07:59 +0000</pubDate>
		<dc:creator>bact&#39;</dc:creator>
				<category><![CDATA[น่าอ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[Astro Boy]]></category>
		<category><![CDATA[Osamu Tezuka]]></category>
		<category><![CDATA[T-shirt]]></category>
		<category><![CDATA[เสื้อยืด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://culturelab.in.th/readcamp/?p=242</guid>
		<description><![CDATA[@sputnik65 มองเสื้อยืดหุ่นยนต์ร่างเด็กอันเปลือยเปล่า เล่าเรื่องการ์ตูน &#8216;เจ้าหนูอะตอม&#8217;
&#8211;
Astro Boy
เจ้าหนูอะตอม (หรือเจ้าหนูปรมาณู ในสมัยตีพิมพ์ในไทยครั้งแรก) เป็นผลงานโดยอาจารย์ โอซามุ เท็ตสึกะ ที่ได้รับการขนานนามเป็นเจ้าพ่อวงการการ์ตูนญี่ปุ่น (manga) ที่ทุกคนคงเคยได้ยินมาจนอาจจะเบื่อได้ จุดเด่นในงานของอาจารย์มีอยู่หลายปัจจัยด้วยกันตั้งแต่ลายเส้น ที่ตัวละครแต่ละตัวมีตาโตโดดเด่นเป็นเอกลัษณ์ มุกตลกท้องคัดท้องแข็งด้วยหลากหลายความฝืดแบบไม่ทันตั้งตัว แต่ที่สำคัญที่สุดคงหนีไม่พ้นจินตนาการเหนือผู้คนร่วมสมัย ที่ทำให้อาจารย์มีผลงานการ์ตูนมากกว่า 700 เรื่อง รวมจำนวนหน้าได้มากกว่า 150,000 หน้า

แต่ถึงแม้จะมีผลงานมากมายเพียงใด ผลงานที่ได้รับความนิยมในวงกว้างมากที่สุดก็หนีไม่พ้นเจ้าหนูอะตอม ด้วยตัวละครหุ่นยนต์ในร่างของเด็กชายสุภาพน่ารัก ผิดแผกไปจากจินตนาการภาพหุ่นยนต์ของผู้คนในสมัยนั้น จึงไม่แปลกที่จะสามารถครองใจผู้คนมากมาย เจ้าหนูอะตอมจึงถือเป็นผลงานชิ้นสำคัญ ที่ทำให้ชื่อของอาจารย์เป็นที่ยอมรับ
กระนั้นในคุยกันท้ายเล่ม ของหนังสือการ์ตูนเรื่อง Pluto ซึ่งเล่าถึงบทความไว้ในปี 1966 ซึ่งเขียนโดยอาจารย์เองว่า
“ผมถือว่าอะตอมคือผลงานที่ไม่ได้ความชิ้นหนึ่ง ผมเขียนมันขึ้นมาเพียงเพราะต้องการชื่อเสียงเงินทอง”
“จริง ๆ แล้ว ผมรู้สึกสนุกกับการเขียนเรื่องเจ้าหนูอะตอมเฉพาะในช่วง 2-3 ปีแรกเท่านั้น”
ฟังดูโหดร้ายทารุณ แต่ควรหรือไม่ควรก็เป็นสิทธิ์ของผู้แต่ง และแน่นอน ผู้เสพอย่างเรา ๆ ก็ย่อมมีสิทธิ์ที่จะเชื่อตามหรือเห็นต่างด้วยเช่นกัน
เสื้อยืดเจ้าหนูอะตอมส่วนใหญ่ในบ้านเรา มักจะเน้นลวดลายสีสันสดใสของตัวละครเป็นการหลอกล่อคุณหนู ๆ แต่ตัวด้านล่างนี้เน้นเพียงสัดส่วนโครงร่าง แล้วปล่อยให้เราได้จินตนาการว่า หน้าตาที่แท้จริงของเจ้าหนูอะตอมในใจเรานั้นจะเป็นเช่นไรกัน

อนึ่ง หากสนใจใคร่เปรียบเทียบผลงานของอาจารย์เท็ตสึกะ แล้วไซร้เชิญชวนหาอ่านงานที่ยังไม่เคยได้รับการตีพิมพ์ในไทยมาก่อน ได้ที่ Kinokuniya (ตอนนี้ลด [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://twitter.com/sputnik65">@sputnik65</a> มองเสื้อยืดหุ่นยนต์ร่างเด็กอันเปลือยเปล่า เล่าเรื่องการ์ตูน &#8216;เจ้าหนูอะตอม&#8217;<br />
&#8211;</p>
<h3>Astro Boy</h3>
<p><a href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%B9" title="แอสโตรบอย">เจ้าหนูอะตอม</a> (หรือเจ้าหนูปรมาณู ในสมัยตีพิมพ์ในไทยครั้งแรก) เป็นผลงานโดย<a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Osamu_Tezuka" title="Osamu Tezuka">อาจารย์ โอซามุ เท็ตสึกะ</a> ที่ได้รับการขนานนามเป็นเจ้าพ่อวงการการ์ตูนญี่ปุ่น (manga) ที่ทุกคนคงเคยได้ยินมาจนอาจจะเบื่อได้ จุดเด่นในงานของอาจารย์มีอยู่หลายปัจจัยด้วยกันตั้งแต่ลายเส้น ที่ตัวละครแต่ละตัวมีตาโตโดดเด่นเป็นเอกลัษณ์ มุกตลกท้องคัดท้องแข็งด้วยหลากหลายความฝืดแบบไม่ทันตั้งตัว แต่ที่สำคัญที่สุดคงหนีไม่พ้นจินตนาการเหนือผู้คนร่วมสมัย ที่ทำให้อาจารย์มีผลงานการ์ตูนมากกว่า 700 เรื่อง รวมจำนวนหน้าได้มากกว่า 150,000 หน้า<br />
<span id="more-242"></span><br />
แต่ถึงแม้จะมีผลงานมากมายเพียงใด ผลงานที่ได้รับความนิยมในวงกว้างมากที่สุดก็หนีไม่พ้นเจ้าหนูอะตอม ด้วยตัวละครหุ่นยนต์ในร่างของเด็กชายสุภาพน่ารัก ผิดแผกไปจากจินตนาการภาพหุ่นยนต์ของผู้คนในสมัยนั้น จึงไม่แปลกที่จะสามารถครองใจผู้คนมากมาย เจ้าหนูอะตอมจึงถือเป็นผลงานชิ้นสำคัญ ที่ทำให้ชื่อของอาจารย์เป็นที่ยอมรับ</p>
<p>กระนั้นในคุยกันท้ายเล่ม ของหนังสือการ์ตูนเรื่อง <a href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%86%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%94%E0%B9%8C" title="พลูโต">Pluto</a> ซึ่งเล่าถึงบทความไว้ในปี 1966 ซึ่งเขียนโดยอาจารย์เองว่า</p>
<p>“ผมถือว่าอะตอมคือผลงานที่ไม่ได้ความชิ้นหนึ่ง ผมเขียนมันขึ้นมาเพียงเพราะต้องการชื่อเสียงเงินทอง”</p>
<p>“จริง ๆ แล้ว ผมรู้สึกสนุกกับการเขียนเรื่องเจ้าหนูอะตอมเฉพาะในช่วง 2-3 ปีแรกเท่านั้น”</p>
<p>ฟังดูโหดร้ายทารุณ แต่ควรหรือไม่ควรก็เป็นสิทธิ์ของผู้แต่ง และแน่นอน ผู้เสพอย่างเรา ๆ ก็ย่อมมีสิทธิ์ที่จะเชื่อตามหรือเห็นต่างด้วยเช่นกัน</p>
<p>เสื้อยืดเจ้าหนูอะตอมส่วนใหญ่ในบ้านเรา มักจะเน้นลวดลายสีสันสดใสของตัวละครเป็นการหลอกล่อคุณหนู ๆ แต่ตัวด้านล่างนี้เน้นเพียงสัดส่วนโครงร่าง แล้วปล่อยให้เราได้จินตนาการว่า หน้าตาที่แท้จริงของเจ้าหนูอะตอมในใจเรานั้นจะเป็นเช่นไรกัน</p>
<p><center><img src="http://tcult.files.wordpress.com/2008/09/atom-t-shirt.jpg" alt="Astro Boy T-shirt" title="Astro Boy T-shirt" width="300" height="283" /></center></p>
<p>อนึ่ง หากสนใจใคร่เปรียบเทียบผลงานของอาจารย์เท็ตสึกะ แล้วไซร้เชิญชวนหาอ่านงานที่ยังไม่เคยได้รับการตีพิมพ์ในไทยมาก่อน ได้ที่ Kinokuniya (ตอนนี้ลด 20% ตลอดเดือนกันยายน <img src='http://readcamp.org/wp-includes/images/smilies/icon_razz.gif' alt=':P' class='wp-smiley' /> ) แนะนำ <a href="http://bookweb.kinokuniya.co.jp/guest/cgi-bin/bookseaohb.cgi?ISBN=1932234640&amp;AREA=07&amp;LANG=E">Ode to Kirihito</a> เป็นพิเศษ</p>
<p>&#8211;<br />
ที่มา &#8211; s65, <a href="http://tcult.wordpress.com/2008/09/29/astro-boy/" title="tcult.wordpress.com">Astro Boy</a>, T-shirt culture, 29 กันยายน 2551. เผยแพร่ภายใต้<a href="http://cc.in.th/wiki/by_sa_thai_f" title="Creative Commons Attribution-Share Alike License">สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์แบบแสดงที่มา-อนุญาตแบบเดียวกัน</a>.</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://readcamp.org/2008/11/astro-boy/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>pittaya : L337 T-shirts</title>
		<link>http://readcamp.org/2008/11/l337-t-shirts/</link>
		<comments>http://readcamp.org/2008/11/l337-t-shirts/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 18 Nov 2008 13:29:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator>bact&#39;</dc:creator>
				<category><![CDATA[น่าอ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[geeks]]></category>
		<category><![CDATA[T-shirt]]></category>
		<category><![CDATA[วัฒนธรรมย่อย]]></category>
		<category><![CDATA[เสื้อยืด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://culturelab.in.th/readcamp/?p=244</guid>
		<description><![CDATA[สไลด์ของ @pittaya จากงานบาร์แคมป์กรุงเทพครั้งที่ 2 เมื่อสิงหาที่ผ่านมา
ด้วยกลวิธีทางรหัสภาษา ผู้ส่งสารสามารถบรรจงกำจัดกลุ่มคนที่ไม่ต้องการออกไปจากวงจรสื่อสารได้ ให้เหลือเฉพาะผู้รับสารที่เลือกแล้วเท่านั้น ลายเสื้อยืดลายตัวในรายการนี้ แม้ทุกคนจะสามารถ &#8216;มอง&#8217; มันได้ เมื่อถูกสวมใส่และแสดงในที่สาธารณะ แต่จะมีเพียงคนกลุ่มจำกัดเท่านั้น ที่จะ &#8216;เห็น&#8217; สารบนเสื้อ &#8230; เพราะ, ในภาษาคอมพิวเตอร์ คำพูดหนึ่งจากลายเสื้อยืด :
&#8220;บนโลกนี้มีคนแค่ 10 แบบเท่านั้น พวกที่เข้าใจเลขฐานสอง และพวกที่ไม่เข้าใจ&#8221;
หากคุณไม่เข้าใจสาร ก็อาจจะเป็นเพราะว่าคนส่งไม่ได้ต้องการสื่อสารกับคุณ (เช่นในโฆษณาขายสินค้ากลุ่มเฉพาะ) หรือกระทั่งจะมองคุณเป็นโจ๊กเสียด้วยซ้ำ (เช่นประโยคคำพูดที่ยกตัวอย่างก่อนหน้า &#8230; 10 ในเลขฐานสอง มีค่าเท่ากับ 2 ในเลขฐานสิบหรือเลขระบบปกติที่เราใช้กัน)
&#8211;
L337 T-shirts
เสาร์-อาทิตย์ที่แล้ว มีการจัดงาน Barcamp Bangkok ขึ้นเป็นครั้งที่ 2 โดยจัดที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ สำหรับคนที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน Barcamp เป็นงานสัมมนาแบบไม่เป็นทางการ อาศัยแนวคิดที่ว่าให้คนมาอยู่รวม ๆ กัน เสนอหัวข้อที่จะพูด แล้วก็ให้คนโหวตเลือกหัวข้อที่อยากฟัง รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถดูได้จากเว็บ barcampbangkok.org
ถึงแม้ภายนอกจะดูเป็นงานแนว ๆ IT [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>สไลด์ของ <a href="http://twitter.com/pittaya">@pittaya</a> จากงาน<a href="http://www.barcampbangkok.org/node/70" title="BarCamp Bangkok 2">บาร์แคมป์กรุงเทพครั้งที่ 2</a> เมื่อสิงหาที่ผ่านมา</p>
<p>ด้วยกลวิธีทางรหัสภาษา ผู้ส่งสารสามารถบรรจงกำจัดกลุ่มคนที่ไม่ต้องการออกไปจากวงจรสื่อสารได้ ให้เหลือเฉพาะผู้รับสารที่เลือกแล้วเท่านั้น ลายเสื้อยืดลายตัวในรายการนี้ แม้ทุกคนจะสามารถ &#8216;มอง&#8217; มันได้ เมื่อถูกสวมใส่และแสดงในที่สาธารณะ แต่จะมีเพียงคนกลุ่มจำกัดเท่านั้น ที่จะ &#8216;เห็น&#8217; สารบนเสื้อ &#8230; เพราะ, ในภาษาคอมพิวเตอร์ คำพูดหนึ่งจากลายเสื้อยืด :</p>
<p>&#8220;บนโลกนี้มีคนแค่ 10 แบบเท่านั้น พวกที่เข้าใจเลขฐานสอง และพวกที่ไม่เข้าใจ&#8221;</p>
<p>หากคุณไม่เข้าใจสาร ก็อาจจะเป็นเพราะว่าคนส่งไม่ได้ต้องการสื่อสารกับคุณ (เช่นในโฆษณาขายสินค้ากลุ่มเฉพาะ) หรือกระทั่งจะมองคุณเป็นโจ๊กเสียด้วยซ้ำ (เช่นประโยคคำพูดที่ยกตัวอย่างก่อนหน้า &#8230; 10 ในเลขฐานสอง มีค่าเท่ากับ 2 ในเลขฐานสิบหรือเลขระบบปกติที่เราใช้กัน)<br />
&#8211;</p>
<h3>L337 T-shirts</h3>
<p>เสาร์-อาทิตย์ที่แล้ว มีการจัดงาน Barcamp Bangkok ขึ้นเป็นครั้งที่ 2 โดยจัดที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ สำหรับคนที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน Barcamp เป็นงานสัมมนาแบบไม่เป็นทางการ อาศัยแนวคิดที่ว่าให้คนมาอยู่รวม ๆ กัน เสนอหัวข้อที่จะพูด แล้วก็ให้คนโหวตเลือกหัวข้อที่อยากฟัง รายละเอียดเพิ่มเติมสามารถดูได้จากเว็บ <a href="http://www.barcampbangkok.org/">barcampbangkok.org</a></p>
<p>ถึงแม้ภายนอกจะดูเป็นงานแนว ๆ IT แต่หัวข้อเรื่องที่มีในงานไม่จำกัดแนว ถ้าได้ไปในงาน จะได้เจอหัวข้อประเภท ขี่จักรยานไต่ภูเขา, พายเรือจากเชียงใหม่ถึงกรุงเทพ, หรือกระทั่งว่า จีบสาวญี่ปุ่นต้องทำยังไง</p>
<p>เนื่องจากว่ามันไม่จำกัดหัวข้อ ผมเลยเตรียมหัวข้อที่จะไปพูดเป็นเรื่องเกี่ยวกับเสื้อยืด ในหัวข้อที่ว่า L337 T-shirts<br />
<span id="more-244"></span><br />
คำว่า L337 เป็นวิธีการเขียนแบบกวน ๆ ของคำว่า LEET ซึ่งแผลงมาจากคำว่า Elite อีกทีนึง (ภาษาวัยรุ่นฝรั่งเค้า) ถ้าให้แปลเป็นไทย คงได้อารมณ์ประมาณ “เมพขิงขิง” อะไรทำนองนั้น ซึ่งในสไลด์นี้ ก็เป็นการรวบรวมเอาเสื้อยืดขำ ๆ แบบที่เหมาะกับชาว geek มาให้ดูกัน</p>
<p><center><object type="application/x-shockwave-flash" wmode="transparent" data="https://s3.amazonaws.com:443/slideshare/ssplayer.swf?id=576379&amp;doc=l337-tees-1220196247155673-9" width="425" height="348"><param name="movie" value="https://s3.amazonaws.com:443/slideshare/ssplayer.swf?id=576379&amp;doc=l337-tees-1220196247155673-9"></object></center></p>
<p>หลายแบบ มีคนก๊อปเอามาทำขายในบ้านเราเหมือนกัน เดินตามอนุสาวรีย์ชัยฯ หรือแถวข้าวสาร มองหาดูดี ๆ ก็พอจะมีให้เห็นบ้าง</p>
<p>&#8211;<br />
ที่มา &#8211; pittaya, <a href="http://tcult.wordpress.com/2008/09/08/l337-t-shirts/" title="tcult.wordpress.com">L337 T-shirts</a>, T-shirt culture, 8 กันยายน 2551</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://readcamp.org/2008/11/l337-t-shirts/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>dinya : อะไรอยู่ในชื่อพายุ ?</title>
		<link>http://readcamp.org/2008/11/whats-in-the-storm-name/</link>
		<comments>http://readcamp.org/2008/11/whats-in-the-storm-name/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 16 Nov 2008 06:34:49 +0000</pubDate>
		<dc:creator>bact&#39;</dc:creator>
				<category><![CDATA[น่าอ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[naming]]></category>
		<category><![CDATA[ชื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[พายุ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://culturelab.in.th/readcamp/?p=232</guid>
		<description><![CDATA[ชื่อทุกอย่างล้วนมีที่มา &#8211; เราอาจจะไม่รู้ มันอาจจะเก่าเกินจะสืบถึง &#8211; แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันตั้งขึ้นตามใจชอบ.. อืมม&#8230; มันอาจจะ &#8220;ตามใจชอบ&#8221; ก็ได้ ว่าแต่ ใจ &#8220;ใคร&#8221; ล่ะ ?   &#8211; บล็อกเกอร์ dinya จะพาเราไปดูชื่อพายุลูกใหญ่กัน
&#8211;
เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับพายุ ตอนที่ 2 : ชื่อของพายุ ?
หลายคนเคยบอกว่า ไม่น่าเชื่อที่ชื่อสวย ๆ อย่าง นากรี รูซา นิดา เกศนา สาลิกา คัมมุริ ฯลฯ และอีกหลายชื่อที่มีความหมายน่ารัก ๆ ถึง ต้นไม้ ดอกไม้ ภูเขา ทะเล แม่น้ำ ฯลฯ เหล่านี้จะเป็นชื่อของพายุไปได้ อาจเพราะความจริงแล้วพายุ หรือวาตภัยส่วนใหญ่นั้นมีพิษสงทำลายล้าง ทำความน่าสะพรึงกลัวกับพวกเราชาวโลกไม่น้อยนั่นเอง เรื่องน่ารู้ฯ ตอนนี้เลยอยากเอาชื่อพายุมาเล่าสู่กันฟังค่ะ

ภาพเมฆฝนและพายุในจังหวัดเชียงใหม่ ปลายเดือน กรกฎาคม 2551
ชื่อของพายุนั้น ว่ากันว่า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ชื่อทุกอย่างล้วนมีที่มา &#8211; เราอาจจะไม่รู้ มันอาจจะเก่าเกินจะสืบถึง &#8211; แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันตั้งขึ้นตามใจชอบ.. อืมม&#8230; มันอาจจะ &#8220;ตามใจชอบ&#8221; ก็ได้ ว่าแต่ ใจ &#8220;ใคร&#8221; ล่ะ ? <img src='http://readcamp.org/wp-includes/images/smilies/icon_smile.gif' alt=':)' class='wp-smiley' />  &#8211; บล็อกเกอร์ <a href="http://blogazine.prachatai.com/user/dinya/post/1155" title="blogazine.prachatai.com/user/dinya">dinya</a> จะพาเราไปดูชื่อพายุลูกใหญ่กัน<br />
&#8211;</p>
<h3>เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับพายุ ตอนที่ 2 : ชื่อของพายุ ?</h3>
<p><strong>หลายคนเคยบอกว่า ไม่น่าเชื่อที่ชื่อสวย ๆ อย่าง <em>นากรี รูซา นิดา เกศนา สาลิกา คัมมุริ ฯลฯ</em></strong> และอีกหลายชื่อที่มีความหมายน่ารัก ๆ ถึง ต้นไม้ ดอกไม้ ภูเขา ทะเล แม่น้ำ ฯลฯ เหล่านี้จะเป็นชื่อของพายุไปได้ อาจเพราะความจริงแล้วพายุ หรือวาตภัยส่วนใหญ่นั้นมีพิษสงทำลายล้าง ทำความน่าสะพรึงกลัวกับพวกเราชาวโลกไม่น้อยนั่นเอง เรื่องน่ารู้ฯ ตอนนี้เลยอยากเอาชื่อพายุมาเล่าสู่กันฟังค่ะ</p>
<p><center><img src="http://blogazine.prachatai.com/upload/dinya/dinya_20080811-135953.jpg" alt="ภาพเมฆฝนและพายุในจังหวัดเชียงใหม่ ปลายเดือน กรกฎาคม 2551" title="ภาพเมฆฝนและพายุในจังหวัดเชียงใหม่ ปลายเดือน กรกฎาคม 2551" height="300"><br />
ภาพเมฆฝนและพายุในจังหวัดเชียงใหม่ ปลายเดือน กรกฎาคม 2551</center></p>
<p><strong>ชื่อของพายุนั้น</strong> ว่ากันว่า เดิมทีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ตั้งชื่อพายุทั่วโลกมาโดยตลอด เพราะสมัยก่อนสหรัฐนั้นถือว่าเป็นผู้นำด้านนี้ มีอุปกรณ์พร้อมในการตรวจสภาพอากาศ ดูพายุเคลื่อนไหว ชื่อที่ใช้ตั้งในอดีตบางครั้งมาจากนักเดินเรือที่เจอพายุในทะเล ก็จะตั้งชื่อเป็นคนรักเพื่อคลายความคิดถึงแฟน ชื่อก็เลยออกมาหวาน ๆ สวย ๆ เป็นชื่อของผู้หญิงเป็นส่วนใหญ่ ฟังดูแล้วไม่รุนแรง ไม่น่ากลัวอย่างที่เป็นจริง โดยพายุโซนร้อนลูกแรกถูกตั้งชื่อว่า <em>จูเลียต</em> (Juliet)<br />
<span id="more-232"></span></p>
<p>แต่ความจริงก็คือความจริงวันยังค่ำ ต่อให้ชื่อสวยหวานแค่ไหน พายุก็มีแรงมหาศาลที่จะคร่าชีวิตผู้คนไปได้มากในแต่ละปี จนต่อมานักสิทธิสตรีในสหรัฐฯ ประท้วงว่า ชื่อพายุผู้หญิงทำให้ภาพลักษณ์ของผู้หญิงดูโหดร้ายอยู่ฝ่ายเดียว ดังนั้น ควรจะมีชื่อผู้ชายด้วยเช่นกัน</p>
<p>ปี 2000 หรือ 8 ปีที่แล้วนี้เอง ที่เริ่มมีการเสนอชื่อพายุ ให้แต่ละประเทศตั้งได้ 10 ชื่อ เป็นภาษาถิ่น รวมทั้งไทยเราด้วย พอรวมกันทั้งหมดแล้วได้ 140 ชื่อ ก็แบ่งออกได้เป็น 5 กลุ่ม คละกันไป กลุ่มละ 28 ชื่อ เรียงตามลำดับอักษร จากกัมพูชาไปจนถึงเวียดนาม ไทยอยู่อันดับที่ 12 พอใช้ครบก็วนกลับมาใช้กลุ่มต่อไปเรื่อย ๆ ซึ่งสำหรับไทยนั้น กรมอุตุนิยมวิทยาเสนอชื่อเข้าไปได้แก่ <em>พระพิรุณ ทุเรียน วิภา รามสูร เมขลา มรกต นิดา ชบา กุหลาบและขนุน</em></p>
<p><strong>มาดูวิธีการตั้งชื่อพายุกันค่ะ 5 หลักการตั้งชื่อคือ</strong></p>
<p><strong>ข้อที่ 1</strong> เมื่อมีพายุที่มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางของพายุมากกว่า 34 นอต หรือ 62 กม./ชม. พายุนั้นจะถูกตั้งชื่อ</p>
<p><strong>ข้อที่ 2</strong> ชื่อของพายุจะเริ่มใช้ที่คอลัมน์ที่หนึ่งตัวบนสุดก่อน เช่น เมื่อมีพายุเกิดขึ้นมีความเร็วลมสูงสุดใกล้จุดศูนย์กลางตามที่กำหนดในข้อ 1. เป็นตัวแรกของปี พายุนั้นจะมีชื่อว่า ดอมเรย์ (Damrey) เป็นชื่อจากกัมพูชา หรืออักษรตัวแรก (ก ไก่) มีความหมายถึง ช้าง</p>
<p><strong>ข้อที่ 3</strong> เมื่อมีพายุตัวต่อไปเกิดขึ้นอีก และมีความเร็วลมสูงสุดใกล้จุดศูนย์กลางตามที่กำหนดในข้อ 1. พายุนั้นจะใช้ชื่อที่อยู่ถัดลงมาในคอลัมน์ที่ 1 เช่น พายุตัวที่สองจะมีชื่อว่า หลงหวาง (Longwang) หมายถึง พญามังกร มาจากประเทศจีน</p>
<p><strong>ข้อที่ 4</strong> เมื่อใช้จนหมดกลุ่มแรก ก็ให้ใช้ชื่อแรกของกลุ่มถัดไป</p>
<p><strong>ข้อที่ 5</strong> เมื่อใช้จนหมดกลุ่มที่ 5 แล้ว ให้กลับมาใช้ชื่อแรกของกลุ่มที่ 1 วนแบบนี้ไปเรื่อย ๆ</p>
<p>สำหรับชื่อพายุที่เสนอเข้าไปนั้นมีถึง 140 ชื่อ ซึ่งคงมากมายเกินกว่าจะเอามาเล่าได้หมด เรามาดูเฉพาะในปี 2549-2551 ก็แล้วกันค่ะว่าพายุที่ถล่มไปประเทศไทยเรานั้น มีชื่อและความหมายถึงอะไรกันบ้าง</p>
<p><center><img src="http://blogazine.prachatai.com/upload/dinya/dinya_20080811-140027.jpg" alt="ภาพความเสียหายจากพายุทุเรียน" title="ภาพความเสียหายจากพายุทุเรียน" width="330" height="220" border="0" /><br />
ภาพความเสียหายจากพายุทุเรียน</center></p>
<p><center><img src="http://blogazine.prachatai.com/upload/dinya/dinya_20080811-140538.jpg" alt="ภาพถ่ายพายุช้างสาร" title="ภาพถ่ายพายุช้างสาร" width="330" height="330" border="0" /><br />
ภาพถ่ายพายุช้างสาร</center></p>
<p><strong>ปี 2549</strong> หรือ 2 ปีก่อน ในไทยมีพายุลูกใหญ่ 2 ลูกคือ <strong>ทุเรียน</strong> (Durain : 26 พย.-5 ธค.2550) ชื่อผลไม้ไทย ๆ ของเราเอง และ <strong>ช้างสาร</strong> (Xangsange : 25 กย.-2 ตค. 2550) ชื่อจากประเทศลาว 25 กย.-2 ตค. 2550</p>
<p><center><img src="http://blogazine.prachatai.com/upload/dinya/dinya_20080811-140550.jpg" alt="12_8_04" title="12_8_04" width="307" height="330" border="0" /><br />
<img src="http://blogazine.prachatai.com/upload/dinya/dinya_20080811-140559.jpg" alt="12_8_05" title="12_8_05" width="300" height="216" border="0" /><br />
ภาพพายุและความเสียหายจาก เพผ่า (Peipah)</center></p>
<p><strong>ปี 2550</strong> ปีที่แล้วมีก็มี 2 ลูกใหญ่ ๆ ที่ถล่มชุมพรกับระนอง คือ พายุ <strong>เพผ่า</strong> (Peipah : 3-9 พย.2550) ชื่อจากมาเก๊า หมายถึงปลาสวยงาม และ <strong>เลกีมา</strong> (Lekima : 30 กย.-3 ตค.2550) ชื่อจากเวียดนาม หมายถึงผลไม้ชนิดหนึ่ง</p>
<p><strong>สำหรับปี 2551</strong> เราเจอพายุเข้าไป 3 ลูกแล้วได้แก่ พายุ <strong>ฟงเฉิน</strong> (Fengshen) ชื่อจากจีน หมายถึง เทพเจ้าแห่งลม ถล่มไปเมื่อปลายเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา ตามด้วย พายุ <strong>ฟองวอง</strong> (Fung-wong) ชื่อจากจีน หมายถึง ยอดเขา ถล่มไปเมื่อปลายเดือนกรกฎาคม</p>
<p>และขณะนี้ต้นเดือนสิงหาคม บ้านเรากำลังได้รับอิทธิพลจากพายุที่ชื่อ <strong>คัมมุริ</strong> (Kumuri) ชื่อจากญี่ปุ่น ที่หมายถึงมงกุฎอันสวยงาม ซึ่งทำผู้เสียชีวิตไปแล้วมากกว่า 100 คนในขณะนี้</p>
<p>สำหรับชื่อของพายุ <strong>นาร์กีส</strong> ที่ก่อความเสียหายมหาศาลไปช่วงก่อนนั้น เป็นชื่อจากปากีสถาน หมายถึง ดอกไม้ ซึ่งมาจากชื่อเด็กหญิงชาวมุสลิมนั่นเอง</p>
<p><strong>ข้อมูลอ้างอิงจาก :</strong></p>
<ul>
<li><a href="http://www.usatoday.com/weather/hurricane/2006-12-05-durian-vietnam_x.htm">http://www.usatoday.com/weather/hurricane/2006-12-05-durian-vietnam_x.htm</a></li>
<li><a href="http://news.bbc.co.uk/">http://news.bbc.co.uk</a></li>
<li><a href="http://commons.wikimedia.org/">http://commons.wikimedia.org</a></li>
<li><a href="http://www.china.org/">http://www.china.org</a></li>
<li><a href="http://th.wikipedia.org/">http://th.wikipedia.org</a></li>
<li><a href="http://www.tmd.go.th/storm_tracking.php">http://www.tmd.go.th/storm_tracking.php</a> กรมอุตุนิยมวิทยา</li>
<li><a href="http://www.ketathai.com/">http://www.ketathai.com</a></li>
</ul>
<p>&#8211;<br />
ที่มา &#8211; dinya, <a href="http://blogazine.prachatai.com/user/dinya/post/1155" title="blogazine.prachatai.com/user/dinya">เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับพายุ ตอนที่ 2 : ชื่อของพายุ ?</a>, เรื่องน่ารู้ในธรรมชาติ, 12 สิงหาคม 2551. เผยแพร่ตาม<a href="http://cc.in.th/wiki/by_thai_f" title="Creative Commons Attribution License">สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ ประเภทแสดงที่มา (CC by)</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://readcamp.org/2008/11/whats-in-the-storm-name/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Carousal : เจาะเวลาหาอดีต &quot;อะไรจะเกิดขึ้นถ้า&#8230; ?&quot;</title>
		<link>http://readcamp.org/2008/11/carousal-back-to-the-future/</link>
		<comments>http://readcamp.org/2008/11/carousal-back-to-the-future/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 16 Nov 2008 05:24:51 +0000</pubDate>
		<dc:creator>bact&#39;</dc:creator>
				<category><![CDATA[น่าอ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[Jin หมอทะลุศตวรรษ]]></category>
		<category><![CDATA[การ์ตูน]]></category>
		<category><![CDATA[คำสาปฟาโรห์]]></category>
		<category><![CDATA[เจาะเวลาหาอดีต]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://culturelab.in.th/readcamp/?p=230</guid>
		<description><![CDATA[ซีรี่ส์ &#8220;เจาะเวลาหาอดีต&#8221; โดย Carousal (หมดแก้ว!) จากบล็อก &#8220;สุดสัปดาห์กับการ์ตูน&#8221; พาอ่านการ์ตูน สามเรื่อง สามยุค ที่อยู่บนพลอตการเดินทางทะลุมิติเวลาของตัวละคร &#8211; นักเรียนอียิปต์, หมอฮอลันดา, และนักรบเฮอัน
&#8211;
เจาะเวลาหาอดีต ตอนที่ 1 : คำสาปฟาโรห์
หมู่นี้เดินผ่านร้านหนังสือแล้วเจอหนังสือแนวเจาะเวลาหาอดีตบ่อย ๆ
คุณชอบอ่านหนังสือ หรือดูหนังที่ตัวละครในเรื่องต้องพลัดมิติเวลาไปสู่โลกในอดีตหรืออนาคตบ้างไหมคะ? ฉันชอบมากเลยละค่ะ เพราะถึงแม้ว่า พลอตนี้จะเป็นพลอตเก่าที่นักจินตนาการทั้งหลายใช้สร้างสรรค์ผลงานกันมากลายสิบปีแล้ว แต่มันก็ยังคงความน่าสนใจอยู่เสมอ เพราะแม้จะเป็นพลอตเรื่องแนวเดียวกัน แต่ความแตกต่างของสถานที่ ยุคสมัย และลักษณะความคิด รวมถึงความสามารถเฉพาะตัวของตัวละคร ก็ทำให้พลอตเรื่องที่มีจุดเริ่มต้นเหมือนกันนี้ สามารถดำเนินไปตามทิศทางของมันเองได้เป็นร้อยเป็นพันแบบ
ด้วยแนวความคิดที่ว่า มนุษย์ควรเรียนรู้จากความผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้นในอดีต เพื่อนำมาปรับใช้แก้ไขปัจจุบัน ทำให้มีหลายคนสนใจที่จะทำการศึกษาค้นคว้าอดีต ยิ่งค้น ยิ่งคิด ก็ยิ่งพบว่า เหตุการณ์เล็ก ๆ ที่ดูเหมือนไม่มีความสำคัญในอดีตนั่นแหละ ที่เป็นฟันเฟืองก่อร่างสร้างเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่ให้เกิดขึ้นตามมาในอนาคต
ถ้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ปฏิเสธการขอเข้าศึกษาของเด็กชาย อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว และสงครามโลกครั้งที่สองก็อาจจะไม่เกิด, ถ้าเจ้าหญิงมาเรีย โจเซฟ ไม่สิ้นพระชนม์ด้วยไข้ทรพิษ ผู้ที่ถูกส่งตัวมาเป็นเจ้าสาวแห่งฝรั่งเศสอาจไม่ใช่เจ้าหญิงมาเรีย อันโทเนีย และประวัติศาสตร์การปฏิวัติฝรั่งเศสอาจเปลี่ยนโฉมหน้า, ถ้าในวันนั้น ทาสผิวดำไม่ได้บังเอิญหลบหนีเจ้านายเข้ามาในบ้านของนางแฮเรียต บีชเชอร์ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ซีรี่ส์ &#8220;เจาะเวลาหาอดีต&#8221; โดย Carousal (หมดแก้ว!) จากบล็อก <a href="http://blogazine.prachatai.com/user/carousal" title="บล็อกกาซีน ประชาไท">&#8220;สุดสัปดาห์กับการ์ตูน&#8221;</a> พาอ่านการ์ตูน สามเรื่อง สามยุค ที่อยู่บนพลอตการเดินทางทะลุมิติเวลาของตัวละคร &#8211; นักเรียนอียิปต์, หมอฮอลันดา, และนักรบเฮอัน<br />
&#8211;</p>
<h3>เจาะเวลาหาอดีต ตอนที่ 1 : คำสาปฟาโรห์</h3>
<p><strong>หมู่นี้เดินผ่านร้านหนังสือแล้วเจอหนังสือแนวเจาะเวลาหาอดีตบ่อย ๆ</strong></p>
<p>คุณชอบอ่านหนังสือ หรือดูหนังที่ตัวละครในเรื่องต้องพลัดมิติเวลาไปสู่โลกในอดีตหรืออนาคตบ้างไหมคะ? ฉันชอบมากเลยละค่ะ เพราะถึงแม้ว่า พลอตนี้จะเป็นพลอตเก่าที่นักจินตนาการทั้งหลายใช้สร้างสรรค์ผลงานกันมากลายสิบปีแล้ว แต่มันก็ยังคงความน่าสนใจอยู่เสมอ เพราะแม้จะเป็นพลอตเรื่องแนวเดียวกัน แต่ความแตกต่างของสถานที่ ยุคสมัย และลักษณะความคิด รวมถึงความสามารถเฉพาะตัวของตัวละคร ก็ทำให้พลอตเรื่องที่มีจุดเริ่มต้นเหมือนกันนี้ สามารถดำเนินไปตามทิศทางของมันเองได้เป็นร้อยเป็นพันแบบ</p>
<p>ด้วยแนวความคิดที่ว่า มนุษย์ควรเรียนรู้จากความผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้นในอดีต เพื่อนำมาปรับใช้แก้ไขปัจจุบัน ทำให้มีหลายคนสนใจที่จะทำการศึกษาค้นคว้าอดีต ยิ่งค้น ยิ่งคิด ก็ยิ่งพบว่า เหตุการณ์เล็ก ๆ ที่ดูเหมือนไม่มีความสำคัญในอดีตนั่นแหละ ที่เป็นฟันเฟืองก่อร่างสร้างเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่ให้เกิดขึ้นตามมาในอนาคต</p>
<p>ถ้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ปฏิเสธการขอเข้าศึกษาของเด็กชาย อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว และสงครามโลกครั้งที่สองก็อาจจะไม่เกิด, ถ้าเจ้าหญิงมาเรีย โจเซฟ ไม่สิ้นพระชนม์ด้วยไข้ทรพิษ ผู้ที่ถูกส่งตัวมาเป็นเจ้าสาวแห่งฝรั่งเศสอาจไม่ใช่เจ้าหญิงมาเรีย อันโทเนีย และประวัติศาสตร์การปฏิวัติฝรั่งเศสอาจเปลี่ยนโฉมหน้า, ถ้าในวันนั้น ทาสผิวดำไม่ได้บังเอิญหลบหนีเจ้านายเข้ามาในบ้านของนางแฮเรียต บีชเชอร์ สโตว์ ก็คงไม่มีหนังสือเรื่อง<em><a href="http://prachathai.com/05web/th/home/12470" title="มองผ่าน 'กระท่อมน้อยของลุงทอม' ถึง'แหม่มแอนนา' สู่ 'เจ้าจอมมารดาซ่อนกลิ่น' และการปฏิรูประบบทาสในสยาม">กระท่อมน้อยของลุงทอม</a></em> กว่าประชาชนชาวอเมริกันจะเริ่มตระหนักถึงสิทธิเสรีภาพและใคร่ครวญเรื่องการเลิกทาส ก็คงช้ากว่านี้อีกหลายสิบปี<br />
<span id="more-230"></span><br />
แม้แต่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่มีความสำคัญกับคนอื่น อย่างการที่พ่อกับแม่ของเรามาพบกัน ก็เป็นฟันเฟืองที่จะประกอบขึ้นมาเป็นเรื่องใหญ่ (อาจจะสำหรับเราคนเดียว) อย่างการถือกำเนิดขึ้นของตัวเรา ซึ่งก็จะกลายเป็นฟันเฟืองสำหรับขับดันเหตุการณ์อื่น ๆ ต่อไปในอนาคต</p>
<p>มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความสามารถในการจินตนาการและประมวลผล ดังนั้น เมื่อเรามองย้อนกลับไปในอดีต เราจึงไม่ได้ศึกษาความเป็นไปของมัน เพียงเพื่อให้รู้ไว้ หรือเพื่อแก้ไขสถานการณ์รูปแบบคล้ายกันที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต (แม้ว่าส่วนใหญ่ คนเรามักจะเลือกเดินย่ำซ้ำรอยเดิมเรื่อยไป แม้ว่าจะมีประสบการณ์เป็นเครื่องเตือนใจครั้งแล้วครั้งเล่าก็เถอะ) แต่นำมาจินตนาการ และตั้งคำถามกับตัวเองว่า หากกระแสเหตุการณ์ที่เคยไหลผ่านแนวลำธารแห่งกาลเวลาถูกบิดเบือน ถ้าเหตุการณ์ที่เคยเกิด ถูกขัดขวางไม่ให้เกิด หรือเกิดขึ้นแต่ผลลัพธ์ของมันถูกเปลี่ยนแปลงไปอีกอย่าง จะมีผลกระทบอะไรเกิดขึ้นบ้าง และโลกที่ถูกเปลี่ยนแปลงนั้นจะกลายไปเป็นโลกแบบไหนในกาลข้างหน้า</p>
<p>นั่นคือที่มาของผลงานสร้างสรรค์แนวเจาะเวลาหาอดีตค่ะ</p>
<p>การส่งตัวละครเข้าไปสู่อดีต เป็นกลวิธีในการเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ที่ดีที่สุด เพราะนอกจากเราจะได้มองเห็นอดีตจากมุมมองของผู้ที่มีพื้นฐานสภาพแวดล้อมแบบเดียวกับเรา ซึ่งจะทำให้บอกเล่าสิ่งที่ตัวเองเห็นและมีทัศนคติที่ใกล้เคียงกับความคิดและความเชื่อมาตรฐานของสังคมปัจจุบัน ให้เราเข้าใจสถานการณ์และความแตกต่างได้ง่ายขึ้นแล้ว สภาพความเป็นสิ่งมีชีวิต ยังบังคับให้ตัวละครจำเป็นต้องมีส่วนร่วมอย่างใดอย่างหนึ่งกับอดีต จนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ขึ้นจนได้</p>
<p>ทีนี้ลองนึกภาพตัวคุณเองดูสิคะ <em>ถ้าให้คุณเลือกได้ คุณจะอยากย้อนเวลากลับไปสู่ยุคไหน และอยากเปลี่ยนแปลงอะไรกันบ้าง?</em></p>
<p>ถ้าเอ่ยถึงการ์ตูนแนวเจาะเวลาหาอดีต คงไม่มีการ์ตูนเรื่องไหนเป็นตัวอย่างได้ดีเท่า <strong><em>คำสาปฟาโรห์</em></strong> เพราะนอกจากแครอล นางเอกของเรื่องจะย้อนเวลากลับไปสู่อียิปต์สมัย 3,000 ปีก่อนคริสตกาลแล้ว ความที่การ์ตูนเรื่องนี้เขียนต่อเนื่องกันมายาวนาน ส่งผ่านกันจากย่าสู่หลานไปเรียบร้อยแล้ว ทำให้เวลาเด็ก ๆ รุ่นใหม่เปิดอ่านเล่มแรก ๆ ก็จะรู้สึกเหมือนกำลังถูกส่งตัวเจาะเวลาหาอดีตไปกับแครอลด้วย เพราะแฟชั่นเสื้อผ้าหน้าผมยุคนั้นเอาท์ไปแล้วกลับมาอินอีกหลายรอบแล้ว และถึงจะเป็นการ์ตูนผู้หญิง แต่ก็มีผู้ชายหลายคนที่อ่านด้วยเหมือนกัน</p>
<p><center><img src="http://blogazine.prachatai.com/upload/carousal/carousal_20080615-012536.jpg" alt="ปก คำสาปฟาโรห์ ภาค 1 เล่ม 14" title="ปก คำสาปฟาโรห์ ภาค 1 เล่ม 14" width="200" height="300" border="0" /></center></p>
<p><a href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%9B%E0%B8%9F%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%AB%E0%B9%8C" title="วิกิพีเดียภาษาไทย">คำสาปฟาโรห์</a> (Ouke no Monshou) เป็นผลงานสร้างชื่อของอาจารย์โฮโซคาวะ ชิเอโกะ ที่นำความประทับใจจากการไปทัวร์อียิปต์กับน้องสาวมาเรียงร้อยเป็นเรื่องราวรักข้ามศตวรรษ ฝ่ายหนึ่งคือสาวน้อยแครอล ลินตัน ลูกสาวเจ้าของบริษัทขุดเจาะน้ำมัน ซึ่งสนใจวิชาโบราณคดีเป็นอย่างยิ่ง กับอีกฝ่าย ฟาโรห์เมมฟิสผู้เคยมีชีวิตอยู่เมื่อราวสามพันปีก่อนคริสตกาล ทั้งสองฝ่ายโคจรมาพบกันได้ เพราะพ่อของแครอลเป็นผู้ออกทุนให้ขุดหาสุสานฟาโรห์ยุคโบราณ และฟาโรห์ดวงดับที่เคราะห์ร้ายถูกขุดเจอก็คือเมมฟิสนี่เอง</p>
<p>หลังขุดพบ แครอลได้เข้าไปในสุสาน และหยิบแผ่นป้ายดินเหนียวแผ่นหนึ่งติดมือกลับออกมาด้วย เธอทำมันแตก โดยไม่รู้เลยว่านั่นคือแผ่นป้ายสำหรับสะกดวิญญาณของไอซิส พี่สาวและราชินีของเมมฟิส เมื่อแผ่นป้ายแตก ดวงวิญญาณที่ถูกผนึกไว้ได้รับการปลดปล่อย ไอซิสฟื้นคืนชีพ เธอสาปแครอล และเมื่อเธอต้องกลับไปสู่อดีต เธอก็ได้พาตัวแครอลไปด้วย</p>
<p>และนั่นเองคือจุดเริ่มต้นการพบกันของแครอลกับเมมฟิส (และเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการรอคอยอันยาวนานของนักอ่านทั้งหลายด้วย)</p>
<p>แครอลเป็นตัวอย่างของตัวละครที่ ‘เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับประวัติศาสตร์’ ที่ดีมาก เพราะเธอแทบมิพักต้องไตร่ตรองเลยว่าการกระทำของเธอจะเป็นการเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์หรือไม่ และประวัติศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงไปจะสร้างอนาคตอย่างไร เธอเป็นชนวนการต่อสู้แย่งชิงระหว่างฮิตไทต์กับอียิปต์ ความสนใจในตัวเธอทำให้อัสซีเรียตัดสินใจกระโจนเข้าร่วมศึกอีกด้าน ไอซิสที่ควรจะเป็นราชินีแห่งอียิปต์ตามประวัติศาสตร์ก็ต้องแต่งไปเป็นราชินีแห่งบาบิโลเนีย ซึ่งตอนหลังก็กลับกลายมาเป็นศัตรูกับประเทศบ้านเกิดเมืองนอน แครอลขึ้นเป็นราชินีของอียิปต์ เธอสอนคนอียิปต์ตีเหล็ก สอนกรองน้ำ เธอกลายเป็นหมอที่มีชื่อเสียงเลื่องลือเพราะรู้จักอาการและสามารถวินิจฉัยโรคที่คนสมัยนั้นยังไม่รู้จัก ความรู้จากวิชาโบราณคดีที่ชื่นชอบทำให้เธอรู้จักความลับของประเทศเพื่อนบ้านและยังสามารถอธิบายอนาคต (ของยุคนั้น) ได้เป็นฉาก ๆ ความสามารถเหล่านี้ทำให้มีแต่คนที่ต้องการตัวเธอ และผลจากการยื้อแย่งกันไปมาของประเทศนั้นประเทศนี้ ทำให้เรื่องราวของแครอลซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1976 (คุณคะ ฉันยังไม่เกิด&#8230;คุณล่ะ เกิดหรือยัง?) ยังดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน</p>
<p>คำสาปฟาโรห์เป็นการ์ตูนสุดคลาสสิคที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผลงานหลายชิ้นและคนหลายคน การ์ตูนเรื่องนี้ทำให้หลายคนสนใจอียิปต์ถึงขนาดไปทัวร์ตามรอยคำสาปฟาโรห์ (และกลับมาพร้อมคำบอกเล่าว่า มันไม่ได้สวยหรูเหมือนในจินตนาการ) นิยาย เฉพาะแค่ของไทยก็มีหลายเล่มที่ได้รับอิทธิพลมาจากคำสาปฟาโรห์ และถ้าคุณเคยอ่าน การ์ตูนเรื่องตะวันรักที่ปลายฟ้าของอาจารย์จิเอะ ชิโนฮาระ ก็ได้รับอิทธิพลมาจากคำสาปฟาโรห์เช่นกัน นัยว่าเธอรออ่านผลงานของนักเขียนรุ่นพี่ไม่ไหว เธอเลยเขียนแนวเดียวกันเป็นของตัวเองบ้าง โดยกำหนดฉากให้เกิดขึ้นในประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นอริกันกับอียิปต์ ซึ่งก็คือฮิตไทต์นั่นเอง</p>
<p>การที่เรื่องราวของคำสาปฟาโรห์ดำเนินไปในแนวทางที่เป็นอยู่ มีเหตุผลหลักมาจากสองปัจจัย หนึ่งคือตัวของเธอเอง และสองคือยุคสมัยที่เธอเข้าไปอยู่ หากแครอลไม่ใช่คนกระตือรือร้น หากเธอไม่ได้ชอบวิชาโบราณคดีมากจนนำมันไปใช้ประโยชน์ได้เมื่อเข้าไปอยู่ในอดีต หรือประเทศที่เธอหลงยุคไปอยู่ ไม่ใช่ประเทศที่เธอรู้จักดีอย่างอียิปต์ เรื่องราวก็คงแตกต่างไปจากที่เห็</p>
<p><em>ยังมีการ์ตูนอีกหลายเรื่องที่มีพลอตหลักเป็นเรื่องราวของตัวละครที่ย้อนกลับไปสู่ยุคอดีต ตัวละครแต่ละตัว ยุคสมัยแต่ละยุค สร้างเรื่องราวที่เข้มข้นและมีข้อคิดต่าง ๆ กัน แล้วสัปดาห์หน้า เรามาเจาะเวลาหาอดีตกับการ์ตูนเรื่องอื่น ๆ กันนะคะ</em></p>
<p>&#8212;-</p>
<h3>เจาะเวลาหาอดีต ตอนที่ 2 : Jin หมอทะลุศตวรรษ</h3>
<p><strong>พร้อมที่จะเจาะเวลาหาอดีตไปกับการ์ตูนเรื่องต่อไปกันหรือยังคะ?</strong></p>
<p>ในจำนวนการ์ตูนแนวเจาะเวลาหาอดีตที่ยังคงวางแผงต่อเนื่องอยู่ในขณะนี้ เรื่องที่ฉันสนใจและชอบมากที่สุดก็คือเรื่องนี้ละค่ะ</p>
<p><center><img src="http://blogazine.prachatai.com/upload/carousal/carousal_20080620-141835.jpg" alt="ปก Jin หมอทะลุศตวรรษ เล่ม 1" title="ปก Jin หมอทะลุศตวรรษ เล่ม 1" width="200" height="287" border="0" /></center></p>
<p><em>Jin หมอทะลุศตวรรษ</em> ผลงานของ <em>Motoka Myrakami</em> ซึ่งจัดจำหน่ายในรูปแบบภาษาไทยโดย Nation Edutainment</p>
<p>Jin หมอทะลุศตวรรษ เป็นเรื่องราวของหัวหน้าศัลยแพทย์ แผนกศัลยกรรมสมองของโรงพยาบาลในสังกัดมหาวิทยาลัยโทโตะ มินาคาตะ จิน ในคืนที่เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้น จินกำลังทำหน้าที่แพทย์เวรดึกอยู่ในโรงพยาบาล เขาได้รับคนไข้นิรนามรายหนึ่งซึ่งตำรวจไปพบขณะนอนหมดสติอยู่ในสวนสาธารณะเข้าแผนกฉุกเฉิน จากบาดแผลที่หน้าผาก คณะแพทย์ได้ทำ CT scan เพื่อตรวจสมอง และพบว่า นอกจากเลือดคั่งที่เยื่อหุ้มสมองชั้นนอกซึ่งเป็นสาเหตุของการหมดสติตามที่ได้ตั้งสมมติฐานไว้แล้ว ยังพบเนื้องอกในต่อมไพเนียลอีกด้วย</p>
<p>ทีมแพทย์ตัดสินใจผ่าตัดสมองเพื่อนำเลือดที่คั่งออก และถ้าสมองไม่บอบช้ำมาก ก็จะผ่าตัดแยกเอาก้อนเนื้องอกออกมาพร้อมกันเลย หากเมื่อเปิดสมองออก ทุกคนในห้องผ่าตัดก็มีอันต้องตกตะลึงพรึงเพริด เมื่อพบว่าเนื้องอกในต่อมไพเนียลนั้นไม่ได้เป็นก้อนเนื้องอกไร้รูปธรรมดา แต่เป็นก้อนเนื้อที่มีรูปร่างเหมือนเด็กทารก ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นฝาแฝดไม่สมบูรณ์ที่ถูกหลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายชายคนนั้น</p>
<p>จินผ่าตัดแยกฝาแฝดทั้งสองออกจากกัน ความไม่สบายใจบางอย่างเข้าครอบครองความรู้สึกของเขาโดยที่ระบุไม่ได้ว่าคืออะไร ความคิดของเขาวนเวียนอยู่แต่กับทารกที่ถูกแยกออกมาจากร่างของพี่ หูของเขาแว่วเสียงร่ำร้องของทารกไร้ชีวิตผู้นั้น</p>
<p>เสียงร่ำร้องที่ว่า ‘อย่าพรากเรา’</p>
<p>เหตุการณ์แปลกประหลาดเกิดขึ้น เมื่อคนไข้นิรนามรายนั้นหนีออกจากห้อง ICU ทั้ง ๆ ที่อาการยังสาหัส ไม่หนีตัวเปล่า เขาเข้าไปในห้องเก็บตัวอย่าง ขโมยฝาแฝดของตัวเองที่ถูกดองไว้ในขวดแก้ว และชุดอุปกรณ์การแพทย์ฉุกเฉิน คนทั้งโรงพยาบาลช่วยกันตามหาตัวเขา ในที่สุดจินก็ไปพบเขาบนบันไดหนีไฟ และได้เกิดการยื้อยุดต่อสู้กันขึ้น</p>
<p>จินถูกผลักตกบันได แต่ร่างของเขาไม่ได้กระทบพื้นโรงพยาบาล แผ่นหลังของเขากลับกระทบลงบนพื้นหญ้า แสงสว่างรอบข้างวูบหายกลายเป็นความมืดสนิท จินควักปากกาไฟฉายที่ใช้ส่องตรวจโรคออกมาเปิดสวิตช์ เพื่อที่จะพบว่ารอบตัวของเขากลายเป็นป่าทึบไปเสียแล้ว!</p>
<p>จินงุนงง เขาไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ในระหว่างที่หาทางออกจากป่า จินก็ได้พบแพ็คอุปกรณ์ผ่าตัดฉุกเฉิน เขาเก็บมันมาด้วย และเดินมะงุมมะงาหราหาทางออกต่อไป จนกระทั่งในที่สุดเขาก็ได้ยินเสียงคน เมื่อเขาบุกป่าฝ่าเข้าไปหา ก็พบว่าคนเหล่านั้นกำลังต่อสู้กันอยู่ด้วยดาบซามูไรแบบสมัยโบราณ</p>
<p>ปากกาไฟฉายของจินกลายเป็นอุปกรณ์ช่วยชีวิต เขากวัดแกว่งมันให้แสงเข้าตาผู้จู่โจม เมื่อร่วมกับฝีมือดาบของซามูไรหนุ่มอีกผู้หนึ่งที่กำลังโดนโจมตีอยู่ด้วยกัน ทั้งสองก็ร่วมกันทำให้ผู้จู่โจมแตกหนีไป แต่แล้ว บาดแผลถูกฟันบริเวณศีรษะก็ทำให้ซามูไรหนุ่มผู้ช่วยชีวิตทรุดลงสิ้นสติ ความเป็นศัลยแพทย์ทำให้จินรู้ทันทีว่านั่นเป็นอาการเลือดคั่งในสมองจากการกระทบกระเทือน ต้องได้รับการผ่าตัดโดยด่วนที่สุด</p>
<p>ความเป็นแพทย์ในเลือดในเนื้อทำให้จินไม่อาจนิ่งดูดาย ทั้งที่เสี่ยง ทั้งที่ไม่มีผู้ช่วย ทั้งที่มีเครื่องมือติดมาแค่ชุดผ่าตัดฉุกเฉิน ทั้งที่ไม่มีแม้แต่แสงไฟฟ้า จินตัดสินใจทำการผ่าตัดช่วยชีวิตผู้มีพระคุณของเขา</p>
<p>ซามูไรผู้นั้นรอดชีวิต&#8230;จินได้รับรู้ว่า สถานที่ที่เขาอยู่ปัจจุบันคือเอในปีบุนคิวที่ 2 ซึ่งก็คือโตเกียวในปี 1862 นั่นหมายความว่า เขาถูกกระแสกาลเวลาพัดพาไปสู่อดีตซึ่งห่างไกลจากโลกยุคปัจจุบันที่เขาเคยใช้ชีวิตอยู่ถึง 138 ปีนั่นเอง</p>
<p>แน่นอน จินช็อค</p>
<p>ด้วยความสำนึกในบุญคุณที่จินช่วยลูกชายคนเดียวของบ้านไว้ ตระกูลทาจิบานะซึ่งประกอบด้วยแม่ เคียวทาโร่ลูกชาย และซากิลูกสาว จึงเชิญให้จินพักอยู่ด้วยที่บ้าน จินเก็บประวัติความเป็นมาของตนเองไว้เป็นความลับโดยไม่ปริปากบอกใคร และพยายามดำเนินชีวิตในโลกที่ถอยหลังไปถึง 138 ปีอย่างกลมกลืนที่สุด</p>
<p>แต่ความตั้งใจทุกอย่างล้วนมีอุปสรรค</p>
<p>ความเป็นแพทย์ในสายเลือด ทำให้จินทนนิ่งดูดายไม่ได้เมื่อพบกับเหตุการณ์วิกฤติที่ต้องการผู้เยียวยา วิธีการวินิจฉัยและรักษาที่ผิดแปลกจากหมอทั่วไปในยุคนั้น ทำให้ใคร ๆ รู้จักจินในฐานะ ‘หมอฮอลันดา’ หรือผู้ที่ไปศึกษาวิชาการแพทย์มาจากประเทศทางตะวันตกนั่นเอง คำร่ำลือนั้นทำให้จินเป็นที่สนใจของเพื่อนร่วมอาชีพในยุคสมัยที่ห่างกันถึงร้อยกว่าปีมิใช่น้อย</p>
<p>เส้นทางการเป็นหมอฮอลันดาของจินไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะนอกจากปัญหาการขาดแคลนยาและเวชภัณฑ์สำหรับการวินิจฉัยโรค ซึ่งเขาไม่เคยต้องวิตกเมื่ออยู่ในโรงพยาบาลใหญ่อันทันสมัยในศตวรรษที่ 20 ความเชื่อและการสาธารณสุขที่ยังมีข้อบกพร่องเนื่องจากการขาดความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นอุปสรรคสำคัญ ยังไม่นับความพิศวงสงสัยและการเมืองภายในวงการแพทย์ที่คอยมุ่งร้ายต่อจิน เหล่าแพทย์ยุคโบราณไม่ได้รู้สึกทึ่งหรือเลื่อมใสในวิธีการรักษาอันแตกต่างแต่ได้ผลดีราวกับได้พรของเทพเจ้านั้นเสมอไปเสียทุกคน หัวโขนและความทรนงทำให้แพทย์หลายคนลืมคิดถึงประโยชน์ของคนไข้เป็นใหญ่ วิชาการความรู้อันน่าอัศจรรย์ของจินทำให้พวกเขากลายเป็นคนไร้ค่า พวกเขาจึงมุ่งร้ายจิน</p>
<p>ท่ามกลางกระแสการเมืองของญี่ปุ่นยุคเริ่มเปิดประเทศ ซึ่งมีการต่อต้านชาวต่างชาติเป็นคลื่นใต้น้ำอยู่เงียบ ๆ จินกำลังพยายามทำหน้าที่ของเขาให้ดีที่สุด ในฐานะแพทย์</p>
<p>ฉันชอบมินาคาตะ จิน ค่ะ เพราะถึงแม้จะมีกลิ่นอายของ Gary Stu (ตัวละครที่ดีพร้อมในทุกด้านจนผิดจากความจริง) อยู่บ้างในบางเรื่อง แต่ส่วนใหญ่ เขาเป็นผู้ผลักดันเหตุการณ์ให้ดำเนินไปด้วยพลังและความพยายามของเขาเอง การพลัดมิติกาลเวลาไปอยู่ในโลกที่แทบไม่รู้จัก แทนที่จะทำให้จินทุกข์ใจหรือกังวลอยู่แต่กับการหาวิธีกลับบ้าน เขากลับละสายตาจากตัวเองแล้วมองไปรอบข้าง เมื่อมองเห็นสิ่งที่เขาช่วยได้ เขาก็ลงมือช่วยโดยไม่รั้งรอ โรคแล้วโรคเล่าที่ผ่านมือเขาไป หัด อหิวาต์ กามโรค ฯลฯ โรคธรรมดา ๆ ที่รักษาได้โดยง่ายในยุคปัจจุบัน กลายเป็นโรคร้ายแรงที่คร่าชีวิตผู้คนจำนวนมากมายมหาศาล ไม่เพียงต้องต่อสู้กับตัวโรคเท่านั้น เขายังต้องต่อสู้กับความเชื่อของคน ต่อสู้กับความทรนงของการแพทย์ยุคเก่า และพยายามเผยแพร่ความรู้ออกไปให้กว้างขวางยิ่งขึ้น โดยทั้งหมดนี้เขาเริ่มต้นจากเรี่ยวแรงของตัวเขาเองเพียงคนเดียว</p>
<p><em>ถ้าเป็นคุณล่ะคะ? คุณจะทำอย่างเขาหรือเปล่า?</em></p>
<p>ในโลกนี้มีคนจำนวนมากมายที่พอใจกับการปิดหูปิดตาเพื่อความสบายใจของตนเอง หลอกตัวเองว่าสิ่งที่ตนเองไม่เห็น แปลว่ามันไม่เคยเกิดขึ้น&#8230;มโนธรรมอาจทำให้คนเรายื่นมือเข้าช่วยเหลือคนตุกทุกข์ที่อยู่ตรงหน้า แต่ละเลยคนอื่น ๆ ที่อยู่นอกเหนือขอบเขตคลองนัยน์ตา แล้วบอกตัวเองว่าเราทำดีที่สุดแล้ว แต่จินไม่ใช่คนเช่นนั้น แทนที่เขาจะรักษาแต่เพียงผู้ป่วยที่เข้ามาหาให้ตัวเองพอสบายใจ เขากลับพัฒนาการแพทย์เชิงรุก การขาดแคลนยาและเวชภัณฑ์ไม่ทำให้จินท้อใจ ในเมื่อมันไม่มี เขาก็ประยุกต์เอาอะไรที่พอหาได้มาใช้แทน อย่างแอมเบิลแบ็คที่ทำจากกระเพาะปัสสาวะหมู หรือหน้ากากดมสลบจากผ้าและโครงลวด นอกจากจะรักษาด้วยตนเองแล้ว เขายังเต็มใจที่จะถ่ายทอดความรู้ที่มีให้กับทุกคนที่พร้อมจะเปิดใจรับโดยไม่เคยเอาความดีเข้าตัว ยุคสมัยที่เขาไปนั้น เป็นยุคก่อนที่เอ็ดเวิร์ด เจนเนอร์จะค้นพบเพนิซิลลินนับสิบปี จินสอนเรื่องแบคทีเรียและผลิตยาปฏิชีวนะขึ้นมาใช้ตั้งแต่ก่อนที่ผู้ค้นพบตัวจริงจะค้นพบ แต่เขาไม่แอบอ้างเลยว่านั่นเป็นผลงานของเขา เขารู้อยู่แก่ใจว่ามันไม่ใช่</p>
<p>ที่น่ายกย่องที่สุด ความรู้จากโลกอนาคตกว่าร้อยปีข้างหน้า ไม่ได้ทำให้จินหยิ่งผยองว่าเขารู้ดีที่สุด ในเวลาที่เขาด้อยประสบการณ์กว่า เขาก็รับฟังความคิดเห็น และขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นด้วยเช่นกัน</p>
<p><em>แม้จะเป็นเพียงตัวละครในโลกสมมติ แต่มินาคาตะ จิน ก็เป็นตัวอย่างที่ดีของคนที่ต่อสู้โดยไม่ยอมแพ้แก่โชคชะตา เผชิญหน้ากับสิ่งที่ต้องแก้ไขด้วยสายตาที่กว้างไกลและยอมรับความจริง</em></p>
<p>&#8212;-</p>
<h3>เจาะเวลาหาอดีต ตอนที่ 3 : Ryo &#8211; the Miracle girl&#8217;s adventure</h3>
<p>เมื่อสัปดาห์ก่อน เราไปทัวร์เอโดะ ยุคที่ญี่ปุ่นเริ่มเปิดประตูบ้านต้อนรับนานาอารยประเทศ กับ<a href="http://blogazine.prachatai.com/user/carousal/post/873" title="เจาะเวลาหาอดีต ตอนที่ 2 : Jin หมอทะลุศตวรรษ">จินหมอทะลุศตวรรษ</a>กันไปแล้ว สัปดาห์นี้ เรามาย้อนไปไกลยิ่งกว่านั้น สู่ญี่ปุ่นยุคที่ทั้งรุ่งเรืองด้วยศิลปะ และวรรณกรรม รวมทั้งยังเข้มข้นด้วยเรื่องราวการแก่งแย่งชิงดีทางการเมืองกับการ์ตูนเรื่องนี้กันเถอะค่ะ</p>
<p><strong>Ryo – the Miracle girl’s adventure</strong></p>
<p><center><img src="http://blogazine.prachatai.com/upload/carousal/carousal_20080704-160926.jpg" alt="ปก เรียว เล่ม 13" title="ปก เรียว เล่ม 13" width="245" height="350" border="0" /></center></p>
<p>เรียว เป็นผลงานแนวแฟนตาซีของอาจารย์ <em>UEDA RINKO</em> ที่จับเอาเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงตามประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นสมัยเฮอัน มาดัดแปลงเป็นแนวย้อนเวลา โดยเรื่องที่ดัดแปลงไปนั้น นอกจากจะสนุกแล้ว ยังดำเนินเลียบไปตามประวัติศาสตร์จริงได้กลมกลืนอย่างน่าทึ่งด้วยค่ะ</p>
<p>ปฐมเหตุเรื่องราวของเรียว เกิดขึ้นจากความวุ่นวายทางการเมืองระหว่างขุนนางสองตระกูลในช่วงปลายสมัยเฮอัน – ฝ่ายหนึ่งคือ เกนจิ ตระกูลขุนนางเก่าแก่ที่ทรงอิทธิพลทั้งทางด้านการทหารและการปกครองในราชสำนักมาช้านาน กับอีกฝ่ายหนึ่ง เฮเคะ ที่ปรึกษาราชการแผ่นดินที่องค์จักรพรรดิชิราคะวะทรงแต่งตั้งขึ้นใหม่ โดยมีจุดมุ่งหมายให้ถ่วงดุลอำนาจกับฝ่ายเกนจินั่นเอง</p>
<p>แน่นอนว่าการถูกลดทอนอำนาจ ย่อมทำให้เหล่าขุนนางฝ่ายเกนจิไม่พอใจ และอำนาจก็ไม่ใช่สิ่งที่จะประนีประนอมยอมมีผู้ครอบครองสองคน ในไม่ช้า ความไม่พอใจก็สะสมเพิ่มพูนจนกลายเป็นความขัดแย้ง และจากความขัดแย้งก็เปลี่ยนแปลงเป็นสงคราม&#8230;ผลจากสงครามที่มีฝ่ายเฮเคะเป็นผู้ชนะ ทำให้อำนาจในการปกครองเมืองหลวง และคุ้มครองจักรพรรดิตกอยู่ในเงื้อมมือของไทระ คิโยโมริ ผู้นำตระกูลฝ่ายเฮเคะอย่างสมบูรณ์ เกนจิผู้พ่ายแพ้ต้องสูญเสียและแตกฉานซ่านเซ็น&#8230;มินาโมโตะ โยชิโทโมะ ผู้นำฝ่ายเกนจิเสียชีวิต, โทคิวะ ภรรยาของโยชิโทโมะจำต้องเสียสละตนเอง ยอมเป็นชู้รักของคิโยโมริเพื่อแลกกับการไว้ชีวิตลูก ๆ ของนาง ส่วนเด็ก ๆ ที่มีสายเลือดของโยชิโทโมะ บ้างถูกเนรเทศไปยังดินแดนกันดารอันไกลโพ้น บ้างถูกส่งตัวไปเลี้ยงไว้ในวัด เพื่อรอเวลาบวชเรียนในเพศสมณะเมื่อถึงวัยอันสมควรเป็นการขอชีวิต</p>
<p>และในจำนวนเด็กที่ถูกส่งไปเลี้ยงที่คุรามะ หนึ่งในนั้นก็คืออุชิวากามารุ (หรือที่รู้จักกันภายหลังพิธีบรรลุนิติภาวะในนาม มินาโมโตะ โยชิซึเนะ) บุตรคนที่เก้าของโยชิโทโมะ ผู้ซึ่งอาจารย์ UEDA RINKO นำมาดัดแปลงเป็น ‘นางเอก’ (?) ในการ์ตูนเรื่องนี้นั่นเอง</p>
<p><center><img src="http://blogazine.prachatai.com/upload/carousal/carousal_20080704-160936.jpg" alt="ปก เรียว เล่ม 10" title="ปก เรียว เล่ม 10" width="245" height="350" border="0" /></center></p>
<p>เรียว เป็นเรื่องราวของโทยามะ เรียว เด็กสาวนักเรียนชั้นมัธยมปลายธรรมดาคนหนึ่ง ที่ถูกนักบวชปริศนาที่พบบนสะพานโกโจปองร้ายหมายชีวิตในระหว่างการไปทัศนศึกษาที่เกียวโตกับทางโรงเรียน เมื่อถูกจับได้แล้ว นักบวชผู้นั้นก็ให้การว่าตนเองชื่อมุซาชิโบ เบนเค เป็นนักบวชแห่งเขาฮิเอซึ่งมีใจฝักใฝ่ฝ่ายเกนจิ&#8230;ด้วยคำสาบานที่จะไล่ล่าฝ่ายเฮเคะ ทุกค่ำคืน เบนเคจะถือง้าวไปเฝ้ารออยู่บนสะพานโกโจ เพื่อคอยท้าประลองกับนักรบที่ผ่านไปมา โดยมีดาบอันเปรียบเสมือนจิตวิญญาณแห่งนักรบเป็นเดิมพัน</p>
<p>ดาบเล่มแล้วเล่มเล่าที่มีอันต้องเปลี่ยนมือผู้ครอบครอง นักดาบคนแล้วคนเล่าที่ต้องถูกบังคับให้ยอมรับความพ่ายแพ้&#8230;เบนเคกลายเป็นฝันร้ายแห่งสะพานโกโจไปในที่สุด</p>
<p>จนกระทั่งค่ำคืนที่ดาบเล่มที่พันปรากฏกายขึ้นพร้อมกับเจ้าของมัน – เด็กหนุ่มหน้าสวยราวกับผู้หญิงที่ขานนามตนเองว่าอุชิวากามารุ – เด็กหนุ่มผู้นั้นได้ต่อสู้กับเบนเคอย่างกล้าหาญด้วยชั้นเชิงดาบที่ตึงมือที่สุดในจำนวนผู้ถูกท้าประลองทั้งหมดที่เบนเคเคยต่อสู้ด้วย ก่อนที่เด็กคนนั้นจะหายตัวไปในหุบเขาไร้คนที่เขาคุรามะ&#8230;เบนเคติดตามมาด้วยยังไม่รู้ผลแพ้ชนะ และแล้วก็ปรากฏว่า เมื่อรู้สึกตัวอีกครั้ง เขาก็เข้ามาอยู่ในโลกที่ไม่เคยพบเห็น ซึ่งก็คือโลกยุคปัจจุบันนั่นเอง</p>
<p>สิ่งที่เบนเคเล่าได้รับการตอบรับเป็นเสียงหัวเราะงอหาย ไม่มีใครเชื่อเป็นอื่นไปได้นอกจากเบนเคเป็นหนุ่มจิตเสื่อมที่คว้าเอาตำนานแห่งสะพานโกโจ เรื่องของอุชิวากามารุและเบนเค สองบุคคลผู้มีชื่อเสียงในประวัติศาสตร์มาเติมแต่งเป็นเรื่องราวของตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเจ้าหนุ่มจิตหลุดที่คิดว่าตัวเองเป็นเบนเคยอดฝีมือ ยืนยันเป็นมั่นเหมาะว่าเรียว ลูกสาวสำนักเคนโด้โทยามะที่ไม่เคยจับดาบเลยคนนี้นี่แหละคือเด็กหนุ่มที่เขาไล่ตามมาจากค่ำคืนนั้น</p>
<p>แต่แล้ว เรื่องตลกของเบนเคก็เริ่มไม่มีใครหัวเราะออก เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้เรียวได้รู้ความจริงว่า ที่แท้จริงแล้ว เด็กหญิงที่ชื่อโทยามะ เรียว ซึ่งปรากฏตัวอยู่ในรูปถ่ายของครอบครัว และเธอเข้าใจว่านั่นเป็นรูปถ่ายของตัวเธอเองนั้น ได้ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตไปตั้งแต่อายุเจ็ดขวบแล้ว ส่วนตัวเธอเองเป็นเด็กที่ถูกพบนอนสลบอยู่ที่ในป่าที่เชิงภูเขาไฟฟูจิ สวมใส่เครื่องแต่งกายแบบเด็กผู้ชายสมัยเฮอัน พร้อมกับพร่ำพูดว่าตัวเองคืออุชิวากามารุ ทายาทแห่งตระกูลมินาโมโตะ เพื่อเยียวยาความเจ็บปวดที่สูญเสียบุตรสาวคนเดียวไป นายตำรวจที่ทำคดีเรื่องของเรียว จึงได้รับอุปการะเด็กหญิงปริศนาที่พบในป่านั้นไว้เป็นลูกของตัวเอง และได้ขอร้องให้จิตแพทย์ช่วยสะกดจิตเปลี่ยนแปลงความทรงจำให้เชื่อว่าตัวเองคือโทยามะ เรียว เพื่อให้ใช้ชีวิตอยู่แทนที่เด็กหญิงที่ตายไป</p>
<p>ความจริงที่ได้รับรู้ ประกอบกับสถานการณ์ที่บีบคั้นเนื่องจากทางบ้านของเธอไล่ล่าเบนเคผู้ทำให้ตะกอนแห่งอดีตที่เคยถูกกลบฝังไปครั้งหนึ่งแล้วฟุ้งกลับขึ้นมา ทำให้เรียวตัดสินใจลาจากศตวรรษที่ 20 ที่เธอคุ้นเคย แล้วเดินทางย้อนกลับไปสู่อดีตเพื่อตามหาตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง</p>
<p>และแล้ว เมื่อได้ตัวละครที่ขาดหายไปกลับคืนมา เรื่องราวที่หยุดชะงักไปก็เริ่มต้นดำเนินต่ออีกครั้ง</p>
<p>เรียวกลับไปสู่ฐานะที่แท้จริงของเธอ โดยที่รู้อยู่เต็มอกว่าโศกนาฏกรรมของอุชิวากามารุ หรือบัดนี้ก็คือตัวเธอเองนั้น ได้ถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ว่าอย่างไรบ้าง และด้วยใจจริงแล้ว เธอก็ไม่มั่นใจเลยสักนิดว่า ลำพังกำลังสมองและสองมือของเธอเองจะเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์อันโหดร้าย ที่ทำให้เธอต้องตายด้วยน้ำมือของพี่ชายตนเองได้หรือไม่</p>
<p>ในความรู้สึกของฉัน เรียวเป็นการ์ตูนที่สนุกมากเรื่องหนึ่งค่ะ ถึงแม้ว่ามันอาจจะไม่มีปรัชญาลึกซึ้ง แง่คิดแปลกใหม่ หรือคติสอนใจอะไรให้นำไปขบคิดต่อ แต่เรียวก็เปล่งประกายแพรวพราวไปด้วยชีวิตชีวา <em>เรื่องราวในประวัติศาสตร์ที่แทบจะเรียกได้ว่าเป็นยาขมสำหรับคนที่ไม่ชอบจำ กลับกลายเป็นเรื่องง่ายที่ไม่เพียงแต่จำ ยังทำความเข้าใจได้ง่ายดายอีกด้วย</em> เมื่อบุคคลเหล่านั้นไม่ได้เป็นเพียงชื่อที่ถูกจารึกเอาไว้ในประวัติศาสตร์ แต่เป็นตัวละครตัวหนึ่งที่มีบทบาท แนวคิด และแรงบันดาลใจเป็นของตนเอง โลดแล่นอยู่ในสถานการณ์เที่เราสามารถจินตนาการตามและทำความเข้าใจได้ง่าย ๆ ว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้เขากระทำเช่นนั้น และหากเป็นตัวเราเองเล่า จะทำในสิ่งเดียวกับเขาเหล่านั้นหรือไม่</p>
<p>เทคนิคการช่วยจำวิชาประวัติศาสตร์โดยใช้การ์ตูนเป็นสื่อนี้ ประเทศไทยก็นำมาใช้กันบ้างแล้ว แต่ส่วนใหญ่ที่เห็นจะเป็นการ์ตูนสำหรับเด็กที่เพียงแค่นำเรื่องราวในประวัติศาสตร์มาถ่ายทอดในรูปแบบการ์ตูนเฉย ๆ เท่านั้น การดำเนินเรื่องยังไม่มีการขบคิดตีความหรือนำเสนอในรูปแบบใหม่ ๆ และตัวละครก็ยังไม่มีชีวิตชีวาเหมือนอย่างการ์ตูนญี่ปุ่น ซึ่งถึงแม้จะช่วยให้จำได้ดีขึ้น แต่ก็ยังต้องใช้กระบวนการจำในการเรียนรู้อยู่ดี หากมีการปรับปรุงมาเป็นการเรียนรู้โดยการทำความเข้าใจกับสถานการณ์บ้างก็คงจะดีไม่ใช่น้อย</p>
<p><em>ประวัติศาสตร์ยุคเฮอันที่ซับซ้อน ยังกลายเป็นเรื่องสนุกได้ เมื่อสื่อสารผ่านการ์ตูน แล้วทำไมประวัติศาสตร์ไทยอันเป็นเรื่องที่ใกล้ตัว จะกลายเป็นเรื่องสนุกบ้างไม่ได้ ถ้าเรารู้จักใช้ประโยชน์จากสื่อที่มี จริงไหมคะ?</em></p>
<p>&#8211;<br />
ที่มา</p>
<ul>
<li>Carousal, <a href="http://blogazine.prachatai.com/user/carousal/post/844" title="blogazine.prachatai.com/user/carousal">เจาะเวลาหาอดีต ตอนที่ 1 : คำสาปฟาโรห์</a>, สุดสัปดาห์กับการ์ตูน, 15 มิถุนายน 2551</li>
<li>Carousal, <a href="http://blogazine.prachatai.com/user/carousal/post/873" title="blogazine.prachatai.com/user/carousal">เจาะเวลาหาอดีต ตอนที่ 2 : Jin หมอทะลุศตวรรษ</a>, สุดสัปดาห์กับการ์ตูน, 22 มิถุนายน 2551</li>
<li>Carousal, <a href="http://blogazine.prachatai.com/user/carousal/post/1011" title="blogazine.prachatai.com/user/carousal">เจาะเวลาหาอดีต ตอนที่ 3 : Ryo &#8211; the Miracle girl&#8217;s adventure</a>, สุดสัปดาห์กับการ์ตูน, 6 กรกฎาคม 2551</li>
</ul>
<p>บทความทั้งสามชิ้นข้างต้น เผยแพร่ตาม<a href="http://cc.in.th/wiki/by_thai_f" title="Creative Commons Attribution License">สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ ประเภทแสดงที่มา (CC by)</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://readcamp.org/2008/11/carousal-back-to-the-future/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Carousal : รักของหนุ่มรถไฟ เรื่องเริ่มที่ &#039;อ่าน&#039; ของขวัญ</title>
		<link>http://readcamp.org/2008/11/densha-otoko/</link>
		<comments>http://readcamp.org/2008/11/densha-otoko/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 15 Nov 2008 06:04:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator>bact&#39;</dc:creator>
				<category><![CDATA[น่าอ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[Densha Otoko]]></category>
		<category><![CDATA[การ์ตูน]]></category>
		<category><![CDATA[อินเทอร์เน็ต]]></category>
		<category><![CDATA[เว็บบอร์ด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://culturelab.in.th/readcamp/?p=227</guid>
		<description><![CDATA[เรื่องมันเริ่มบนรถไฟระหว่างทางกลับจากอาคิฮาบาระ &#8230; หรือเรื่องมันเริ่มจริง ๆ บนอินเทอร์เน็ต เมื่อผู้คนบนเว็บบอร์ด ช่วยกัน &#8216;ตีความ&#8217; &#8216;ถ้วยกาแฟคู่ยี่ห้อ Hermes&#8217; และสารพัดนัยยะที่ &#8216;คุณ Hermes&#8217; แสดง &#8230; สุดสัปดาห์กับการ์ตูน ชวนอ่านการ์ตูนที่สร้างจากเรื่องจริง ที่เกิดบนโลกออฟไลน์ด้วยความช่วยเหลือจากโลกออนไลน์ Densha Otoko
&#8211;
Chat รักหนุ่มรถไฟ &#8211; มิตรภาพแห่งโลกไร้ตัวตน
เวลาที่คุณนั่งลงตรงหน้าเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ตแล้ว คุณทำอะไรกันบ้างคะ?
เมื่อปี 2004 ตำนานแห่งโลกอินเทอร์เน็ตบทหนึ่งได้เริ่มต้นขึ้นบนกระดานหนุ่มโสดแห่ง 2channel (กระดานข่าวที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น คงทำนองเดียวกันกับ pantip.com ของบ้านเรา) เมื่อชายหนุ่มคนหนึ่งได้โพสต์กระทู้เล่าเรื่องราวที่เขาเพิ่งประสบมาบนรถไฟ ระหว่างทางกลับจากอาคิฮาบาระ เรื่องราวน่าตื่นเต้น ที่เขาคิดว่ามันคงจะมีชีวิตอยู่เพียงชั่ววัน และมีอายุอยู่ในใจเขานานกว่านั้นอีกเพียงนิดหน่อย กลับกลายเป็นเพียงจุดเริ่มต้นจุดเล็ก ๆ ของตำนานที่น่าประทับใจซึ่งถูกนำมาถ่ายทอดเป็นหนังสือ หนังสือการ์ตูน และละครโทรทัศน์ในที่สุด
ใช่แล้วค่ะ ฉันกำลังพูดถึง Densha Otoko หรือ Chat รักหนุ่มรถไฟ นั่นเอง


ถ้าคุณเคยเล่นเว็บบอร์ด คุณคงทราบว่า นอกจากการถาม – ตอบปัญหาต่าง ๆ เพื่อเพิ่มพูนความรู้ให้แก่กันและกันแล้ว บางเว็บบอร์ดยังเป็นสถานที่สำหรับพูดคุยหรือบอกเล่าเรื่องราวต่าง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เรื่องมันเริ่มบนรถไฟระหว่างทางกลับจากอาคิฮาบาระ &#8230; หรือเรื่องมันเริ่มจริง ๆ บนอินเทอร์เน็ต เมื่อผู้คนบนเว็บบอร์ด ช่วยกัน &#8216;ตีความ&#8217; &#8216;ถ้วยกาแฟคู่ยี่ห้อ Hermes&#8217; และสารพัดนัยยะที่ &#8216;คุณ Hermes&#8217; แสดง &#8230; <a href="http://blogazine.prachatai.com/user/carousal/post/798">สุดสัปดาห์กับการ์ตูน</a> ชวนอ่านการ์ตูนที่สร้างจากเรื่องจริง ที่เกิดบนโลกออฟไลน์ด้วยความช่วยเหลือจากโลกออนไลน์ <em>Densha Otoko</em><br />
&#8211;</p>
<h3>Chat รักหนุ่มรถไฟ &#8211; มิตรภาพแห่งโลกไร้ตัวตน</h3>
<p>เวลาที่คุณนั่งลงตรงหน้าเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ตแล้ว คุณทำอะไรกันบ้างคะ?</p>
<p>เมื่อปี 2004 ตำนานแห่งโลกอินเทอร์เน็ตบทหนึ่งได้เริ่มต้นขึ้นบนกระดานหนุ่มโสดแห่ง <a href="http://th.wikipedia.org/wiki/2channel" title="นิชันเนะรุ">2channel</a> (กระดานข่าวที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น คงทำนองเดียวกันกับ pantip.com ของบ้านเรา) เมื่อชายหนุ่มคนหนึ่งได้โพสต์กระทู้เล่าเรื่องราวที่เขาเพิ่งประสบมาบนรถไฟ ระหว่างทางกลับจากอาคิฮาบาระ เรื่องราวน่าตื่นเต้น ที่เขาคิดว่ามันคงจะมีชีวิตอยู่เพียงชั่ววัน และมีอายุอยู่ในใจเขานานกว่านั้นอีกเพียงนิดหน่อย กลับกลายเป็นเพียงจุดเริ่มต้นจุดเล็ก ๆ ของตำนานที่น่าประทับใจซึ่งถูกนำมาถ่ายทอดเป็นหนังสือ หนังสือการ์ตูน และละครโทรทัศน์ในที่สุด</p>
<p>ใช่แล้วค่ะ ฉันกำลังพูดถึง <em><a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Densha_Otoko">Densha Otoko</a></em> หรือ <em>Chat รักหนุ่มรถไฟ</em> นั่นเอง</p>
<p><img src="http://blogazine.prachatai.com/upload/carousal/carousal_20080601-023426.jpg" alt="ปก Chat รักหนุ่มรถไฟ" width="172" height="250" border="0" /><br />
<span id="more-227"></span><br />
ถ้าคุณเคยเล่นเว็บบอร์ด คุณคงทราบว่า นอกจากการถาม – ตอบปัญหาต่าง ๆ เพื่อเพิ่มพูนความรู้ให้แก่กันและกันแล้ว บางเว็บบอร์ดยังเป็นสถานที่สำหรับพูดคุยหรือบอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ที่ตัวเองประสบมาให้กับเพื่อน ๆ ร่วมบอร์ด อาจเพียงเพื่อความสนุกสนาน เพื่อเป็นอุทธาหรณ์ หรือเพื่อขอคำปรึกษา เช่นเดียวกัน ในคำคืนวันหนึ่ง บน ‘กระดานหนุ่มโสด’ ของ 2ch ‘หนุ่มรถไฟ’ โอตาคุหนุ่มวัยยี่สิบสองปีผู้อยู่นอกกระแสโลก และใช้ชีวิตบนอินเทอร์เน็ตอย่างมีชีวิตชีวายิ่งกว่าชีวิตจริง ก็นำเรื่องราวน่าตื่นเต้นที่เขาเพิ่งประสบมาโพสต์เล่าให้อ่านกัน</p>
<p>เรื่องเริ่มต้นขึ้นบนรถไฟในขณะที่เขากำลังกลับบ้าน ชายขี้เมาคนหนึ่งได้อาละวาดและเกือบจะทำร้ายหญิงสาวผู้หนึ่ง ตัวหนุ่มรถไฟนั้น ทั้ง ๆ ที่กลัวจนตัวสั่น แต่อารมณ์รักความยุติธรรมชั่ววูบที่เข้าครอบครองสติสัมปชัญญะ ทำให้เขาลุกขึ้นขวางหน้าและยับยั้งการกระทำของขี้เมาคนนั้นอย่างที่ตัวเองก็ ยังไม่อยากเชื่อเลยว่าจะทำลงไปได้ เมื่อเหตุการณ์คลี่คลาย หนุ่มรถไฟก็ได้รับคำขอบคุณจากบรรดาผู้โดยสารรถไฟโบกี้นั้น เขาถูกขอที่อยู่ไป เพื่อที่คนเหล่านั้นจะได้ส่งของขวัญมาตอบแทนเขาในภายหลัง</p>
<p>หนุ่มรถไฟกล่าวถึงความประทับใจเล็ก ๆ ที่เขามีต่อหญิงสาวที่เขาช่วยเหลือ แล้วก็คิดว่าทุกอย่างคงจะจบลงแต่เพียงเท่านั้น แต่เปล่า กงล้อแห่งโชคชะตาของเขากำลังเริ่มหมุนต่างหาก</p>
<p>หลังจากนั้นไม่นาน หนุ่มรถไฟก็ได้รับของขอบคุณจากหญิงสาวคนนั้น มันเป็นถ้วยกาแฟคู่ยี่ห้อ Hermes เขาได้นำเรื่องนี้ไปโพสต์ลงกระดานหนุ่มโสดอีกครั้ง และด้วยการตีความ การอนุมาน การสรุปผลอย่างขาดบ้างเกินบ้างจากมุมมองของเหล่าหนุ่มโสดที่มีระยะเวลาไร้แฟนเทียบเท่าช่วงเวลาที่มีชีวิต หนุ่มรถไฟ ก็ถูกลูกยุให้เดินหน้าเข้าหาหญิงที่เขาประทับใจ ซึ่งถูกตั้งนามแฝงให้เองเรียบร้อยโดยเหล่าหนุ่มโสดว่า คุณ Hermes</p>
<p>หนุ่มรถไฟ โอตาคุตัวกลั่น ซึ่งมักจะถูกมองในแง่ไม่ค่อยดีนักในสายตาสังคมญี่ปุ่น ได้พยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างมากมาย ทั้งบุคลิกลักษณะภายนอก จากหนุ่มแว่นเชย ๆ ใส่เสื้อผ้าล้าสมัยไม่แคร์สังคม มาเป็นหนุ่มเฟี้ยวตามแฟชั่น และทิ้งทัศนคติแบบโอตาคุ ๆ ซึ่งหมกมุ่นวนเวียนแต่กับการ์ตูนและอนิเมที่ชอบ ไม่สนใจสิ่งต่าง ๆ รอบตัว และไม่ค่อยกล้าพูดกับชาวบ้าน ให้มีความกล้า เพื่อคุณ Hermes ที่เขาประทับใจ หนุ่มรถไฟได้รับกำลังใจและคำแนะนำมากมายจากเพื่อนฝูงหนุ่มโสดจาก 2ch ที่ตอนแรกก็คงคิดว่านี่เป็นแค่เรื่องสนุกแก้เซ็งธรรมดา ๆ แต่ตอนหลังก็ผูกพันจนกลายเป็นการเอาใจช่วยแบบเอาลมหายใจตัวเองเข้าพนัน หนุ่มรถไฟรายงานทุกสิ่งทุกอย่างที่ตัวเองทำและปฏิกิริยาจากคุณ Hermes แบบ update แทบจะนาทีต่อนาที (ยกเว้นตอนไปเดทนอกสถานที่) แล้วเพื่อน ๆ หนุ่มโสดก็ช่วยกันตีความ ให้คำแนะนำ พร้อมกับกำลังใจให้ก้าวหน้าต่อไป</p>
<p>ด้วยกำลังใจล้นหลาม และคำแนะนำจากเพื่อนพ้องหนุ่มโสด หนุ่มรถไฟก็เริ่มใกล้ชิดสนิทสนมกับคุณ Hermes มากขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งในที่สุด กระดานสนทนาของ 2ch ก็แทบแตกจากการเฉลิมฉลอง เมื่อในที่สุดคุณ Hermes ก็ตอบตกลงเป็นแฟนกับหนุ่มรถไฟ &#8211; ผู้ชายที่เคยคิดว่าโอตาคุไร้ความกล้าอย่างตัวเองคงจะต้องดำรงสถานะความโสดไป จนชั่วชีวิต</p>
<p>จากเรื่องจริงในวันนั้น ได้ถูกนำมาถ่ายทอดเป็นหนังสือในชื่อ Densha Otoko โดย Hitori Nakano และได้นำมาวาดต่อเป็นการ์ตูนโดยนักเขียนการ์ตูนหลายคน ที่ได้นำมาตีพิมพ์ในรูปแบบภาษาไทยแบบมีลิขสิทธิ์มีอยู่ 3 เวอร์ชั่น วาดโดย Wataru Watanabe, Daisuke Douke และ Machiko Ocha ซึ่งเป็นของสำนักพิมพ์บงกชทั้งหมดค่ะ</p>
<p>สิ่งที่น่าประทับใจในเรื่องนี้ มีสองประเด็นด้วยกัน หนึ่งคือตัวหนุ่มรถไฟเอง มีคนจำนวนมากในสังคมปัจจุบันที่เป็นเหมือนหนุ่มรถไฟ&#8230;ไม่รู้สึกถึงศักยภาพ ในตัวเอง ไม่คิดว่าตัวเองมีความกล้า และกลัวความผิดหวัง&#8230;การเปลี่ยนแปลงตัวเอง หากว่ากันตามทฤษฎีแล้ว มันอาจจะไม่ใช่เรื่องยากเท่าไรนัก แต่ความยากของมันอยู่ที่ก้าวแรก คือการเปลี่ยนความคิดของตัวเอง ผลักความหวาดกลัวออกไป ลืมอดีตที่เลวร้ายจากการเข้าหาผู้คน แล้วเริ่มต้นใหม่กับความเชื่อมั่น การต่อสู้กับตัวเองนี่แหละคือสิ่งที่ยากที่สุด เป็นโชคของหนุ่มรถไฟที่คุณ Hermes ซึ่งเป็นผู้ตัดสินผลจากการเปลี่ยนแปลงตัวเองของเขา ไม่ได้ทำให้ความพยายามของหนุ่มรถไฟต้องสูญเปล่า เธอยิ้มให้เขา ตอบรับเขา และเข้าใจว่ากว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ เขาต้องพยายามมากมายเหลือเกิน</p>
<p>และอีกประเด็นหนึ่งคือเรื่องของมิตรภาพในอินเทอร์เน็ต</p>
<p>หลายต่อหลายครั้งเมื่อมีกรณีการล่อลวงกัน โดยคู่กรณีรู้จักกันผ่านอินเทอร์เน็ต ผู้สื่อข่าวหรือนักวิพากษ์วิจารณ์มักสรุปว่า นอกจากความไว้เนื้อเชื่อใจอย่างมิพักไตร่ตรองแล้ว อินเทอร์เน็ตเองก็มีส่วนผิด เพราะมันเป็นสังคมที่ไม่มีการมองเห็นหน้าตาเนื้อตัว ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร หรือน่าเชื่อถือแค่ไหน</p>
<p>แต่ในความรู้สึกของฉัน อินเทอร์เน็ตเป็นเพียงประตูอีกบานหนึ่ง ที่เปิดสู่โลกอีกใบหนึ่งที่เดินคู่กันไปกับโลกที่แท้จริง โลกใบนี้กว้างกว่าโลกที่เราอยู่ แต่ในขณะเดียวกันมันก็แคบเสียจนเราสามารถไปที่ไหนก็ได้ที่เราต้องการ กฎเกณฑ์ของโลกใบนี้ไม่ถูกกำหนดด้วยอายุ การศึกษา หรือหัวโขนที่ผู้คนนับหน้าถือตา แต่มันถูกกำหนดด้วยระดับของความคิด</p>
<p>แน่นอนว่าสังคมทุกสังคมย่อมมีทั้งส่วนที่ดีและส่วนที่เลวร้าย มีทั้งลานโล่งที่สว่างสดใสและซอกหลืบที่แสงสาดส่องเข้าไปไม่ถึง โลกอินเทอร์เน็ตเองก็มิได้ยกเว้น มันขึ้นอยู่กับว่า คุณเลือกที่จะเดินเข้าไปหาเงาหรือเข้าไปท่ามกลางแสงต่างหาก</p>
<p>การตัดสินใจเป็นของคุณเอง ไม่ใช่ประตู</p>
<p>เช่นเดียวกับกำลังใจที่ล้นหลามจนก่อเกิดตำนานอันน่าประทับใจของหนุ่มรถไฟกับสาว Hermes มีเรื่องราวของมิตรภาพอีกมากมายในอินเทอร์เน็ต ทั้งที่โด่งดังเป็นที่รู้กันทั่วไป อย่างเรื่องของคุณไปยาลใหญ่แห่ง pantip.comไปจนถึงเรื่องราวเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่จำเป็นต้องถูกบันทึกไว้ที่ไหนนอกจากในความทรงจำของผู้ที่ได้รับความประทับใจนั้น</p>
<p>ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ฉันอยู่ในอินเทอร์เน็ต ฉันเคยได้รับทั้งคำแนะนำ ความช่วยเหลือ และอะไรต่อมิอะไรมากมายจากเพื่อนในเน็ต บางคนไม่เคยแม้แต่จะเห็นหน้า และอีกบางคนก็ไม่เคยสนทนาวิสาสะกันมาก่อน เราเพียงแต่อยู่ในสังคมเดียวกัน เข้าใจกัน และช่วยเหลือกัน เมื่อคนหนึ่งเคยได้รับไมตรีมาจากคนแปลกหน้า เขาก็จะส่งไมตรีนั้นสู่คนแปลกหน้าต่อไปเรื่อย ๆ เหมือนไม้ผลัดที่ไม่มีที่สิ้นสุด พร้อม ๆ กับที่ความแปลกหน้าก็จะกระชับเข้ามาจนกลายเป็นมิตรภาพที่แน่นแฟ้นในกาลต่อไป</p>
<p>หากคุณไม่เคยลิ้มรสชาติของมิตรภาพในอินเทอร์เน็ต ลองเปิดเว็บบอร์ดสักแห่ง อ่านเรื่องที่คุณไม่เคยคิดอยากอ่าน เรื่องของคนที่คุณไม่เคยรู้จัก ละวางความเข้มแข็งที่มีอยู่มากมายในตัวคุณเสีย แล้วเอาใจช่วยไปด้วยกันกับเรื่องราวของเขา แล้วคุณจะรับรู้ถึงความรู้สึกแบบเดียวกับเพื่อน ๆ ของหนุ่มรถไฟ และเข้าใจว่า มิตรภาพที่แท้จริงเกิดขึ้นได้แม้ในโลกที่ไร้ตัวตน</p>
<p>&#8211;<br />
ที่มา- Carousal, <a href="http://blogazine.prachatai.com/user/carousal/post/798" title="blogazine.prachatai.com/user/carousal/">Chat รักหนุ่มรถไฟ &#8211; มิตรภาพแห่งโลกไร้ตัวตน</a>, สุดสัปดาห์กับการ์ตูน, 1 มิ.ย. 2551. เผยแพร่ตาม<a href="http://cc.in.th/wiki/by_thai_f">สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ ประเภทแสดงที่มา (CC by)</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://readcamp.org/2008/11/densha-otoko/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>มาช่วยกันยำหน่อย พ่อแม่พี่น้องเอ๊ย~</title>
		<link>http://readcamp.org/2008/11/send-in-your-fav-reads/</link>
		<comments>http://readcamp.org/2008/11/send-in-your-fav-reads/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 14 Nov 2008 06:07:25 +0000</pubDate>
		<dc:creator>bact&#39;</dc:creator>
				<category><![CDATA[น่าอ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[ประกาศ]]></category>
		<category><![CDATA[ReadCamp]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://culturelab.in.th/readcamp/?p=215</guid>
		<description><![CDATA[ช่วงสัปดาห์สองสัปดาห์ที่ผ่านมา เราพยายามจะหาเรื่องอ่านที่เราคิดว่าน่าสนใจมาเสนอกันผ่านบล็อกนี้ เป็นการ &#8216;โหมโรง&#8217; ไปเล็ก ๆ
เรื่องอ่านที่ผ่านมามีทั้ง หนัง เรื่องสั้น ละครทีวี นิยาย เสื้อยืด ยี่ห้อเหล้า ชื่องานเทศกาล กลอน เพลงรับน้อง &#8230;
แต่เท่านั้นมันยังไม่พอ!!
ส่งเรื่องที่คุณคิดว่าโดน ไม่ว่าจะเป็นของคุณเอง หรือของใครก็ตาม (ถ้าขออนุญาตเขาซะก่อนหน่อยนึงก็น่ารักดี) มาแชร์กันในบล็อกนี้ครับ
มีอีกเยอะแยะเลยที่เราอ่านกันได้ (อยากเห็นใครอ่านอะไร/จะมาอ่านอะไร บอกมา ๆ &#8211; ทั้งทางเมลกลุ่มและทางเว็บบอร์ด)
อ้อ เรามีเว็บบอร์ดกันแล้วนะครับ เป็นอีกช่องทางการสื่อสาร (ดูเมนูตรงด้านบนครับ)   แล้วก็ฝาก ๆ กันประชาสัมพันธ์ด้วยครับ
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ช่วงสัปดาห์สองสัปดาห์ที่ผ่านมา เราพยายามจะหาเรื่องอ่านที่เราคิดว่าน่าสนใจมาเสนอกันผ่านบล็อกนี้ เป็นการ &#8216;โหมโรง&#8217; ไปเล็ก ๆ</p>
<p>เรื่องอ่านที่ผ่านมามีทั้ง หนัง เรื่องสั้น ละครทีวี นิยาย เสื้อยืด ยี่ห้อเหล้า ชื่องานเทศกาล กลอน เพลงรับน้อง &#8230;</p>
<p><strong>แต่เท่านั้นมันยังไม่พอ!!</strong></p>
<p>ส่งเรื่องที่คุณคิดว่าโดน ไม่ว่าจะเป็นของคุณเอง หรือของใครก็ตาม (ถ้าขออนุญาตเขาซะก่อนหน่อยนึงก็น่ารักดี) มาแชร์กันในบล็อกนี้ครับ</p>
<p>มีอีกเยอะแยะเลยที่เราอ่านกันได้ (อยากเห็นใครอ่านอะไร/จะมาอ่านอะไร บอกมา ๆ &#8211; ทั้งทาง<a href="http://groups.google.com/group/readcamp">เมลกลุ่ม</a>และทาง<a href="http://culturelab.in.th/forum/forum/1">เว็บบอร์ด</a>)</p>
<p>อ้อ เรามี<strong><a href="http://culturelab.in.th/forum/forum/1" title="คุยกัน">เว็บบอร์ด</a></strong>กันแล้วนะครับ เป็นอีกช่องทางการสื่อสาร (ดูเมนูตรงด้านบนครับ) <img src='http://readcamp.org/wp-includes/images/smilies/icon_smile.gif' alt=':)' class='wp-smiley' />  แล้วก็ฝาก ๆ กัน<a href="http://culturelab.in.th/readcamp/2008/11/promote-code/" title="โปรโมตรี้ดแคมป์">ประชาสัมพันธ์</a>ด้วยครับ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://readcamp.org/2008/11/send-in-your-fav-reads/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>filmsick : อ่าน &#039;อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล&#039;</title>
		<link>http://readcamp.org/2008/11/read-apichatpong/</link>
		<comments>http://readcamp.org/2008/11/read-apichatpong/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 14 Nov 2008 05:56:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator>bact&#39;</dc:creator>
				<category><![CDATA[น่าอ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[หนัง]]></category>
		<category><![CDATA[อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://culturelab.in.th/readcamp/?p=213</guid>
		<description><![CDATA[&#8216;คนป่วย&#8217; @filmsick มาร่วมรี้ดแคมป์ครั้งนี้ไม่ได้ เจ้าตัวบ่นเสียดาย เราเลยบอกเจ้าตัวว่างั้นขอหยิบบทความซักอันสองอันจากบล็อก(อันท่วมหัว)ของเขามาแชร์กันที่นี่ให้หายคิดถึงนะ filmsick บอกเอาเลยหยิบอันไหนไปก็ได้ &#8211; เราหยิบอันนี้มามองกัน &#8216;ดูหนัง&#8217; แล้ว &#8216;อ่านผู้กำกับ&#8217; อย่างไร
&#8211;
ความไม่พ้องรูปพ้องเสียง และการเล่นแร่แปรธาตุของเรื่องเล่า ในหนังสั้นของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล

เราอาจรู้จัก อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ในฐานะการเป็นผู้กำกับไทยคนเดียวที่ได้รางวัลใหญ่ ๆ จากเทศกาลหนังเมืองคานส์ หรือในฐานะเจ้าของหนังน่าเบื่อยืดยาวที่ดูเหมือนไร้จุดหมาย หรือกระทั่งในฐานะผู้กำกับหัวแข็ง ที่คัดง้างกับคณะกรรมการเซนเซอร์ด้วยการ ยอมไม่ฉายไม่ยอมตัด แสงศตวรรษ หนังเรื่องล่าสุดของเขา แต่ไม่ว่าจะในฐานะใดปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เขาคือผู้กำกับคนสำคัญที่โลกต้องจับตามอง
ย้อนกลับไปก่อนที่เขาจะกลายเป็นเจ้าของรางวัล Jury Prize จากเทศกาลหนังเมืองคานส์อภิชาตพงศ์ เริ่มต้นจากการทำหนังสั้น โดยเริ่มจาก 0116643225059 หนังสั้นที่ใช้ภาพของแม่ ซ้อนเข้ากับภาพชองชายผมยาวที่ถูกปรับแต่งจนดูเหมือนอยู่ในเงามืด และใช้เสียงการโทรศัพท์กลับบ้าน ของตัวผู้กำกับเองในการเล่าเรื่อง ตัวเลขที่เป็นชื่อเรื่องนั้นก็เอามาจากเบอร์โทรศัพท์จริง ๆ ที่ตัวผู้กำกับโทรจากเมืองนอกมาหาพ่อแม่ที่บ้าน ตัวหนังนั้นมีความเป็นส่วนตัวสูงมาก (ซึ่งในเวลาต่อมากลายเป็น ตัวตนของอภิชาติพงศ์ ที่ใช้เรื่องส่วนตัวเป็นพื้น และค่อย ๆ เลือนไปสู่การเป็นเรื่องเล่า ดังจะเห็นได้อย่างชัดเจนจาก แสงศตวรรษ) และนี่เป็นครั้งแรกที่ ภาพและเสียงในหนังของเขากลายเป็นพรมแดนของการทดลองความไม่พ้องต้องกัน แต่ในขณะเดียวกันไม่ย้อนแย้งกันและกัน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>&#8216;คนป่วย&#8217; <a href="http://twitter.com/filmsick">@filmsick</a> มาร่วมรี้ดแคมป์ครั้งนี้ไม่ได้ เจ้าตัวบ่นเสียดาย เราเลยบอกเจ้าตัวว่างั้นขอหยิบบทความซักอันสองอันจาก<a href="http://filmsick.exteen.com/" title="ดูหนังอย่างคนป่วย">บล็อก(อันท่วมหัว)ของเขา</a>มาแชร์กันที่นี่ให้หายคิดถึงนะ filmsick บอกเอาเลยหยิบอันไหนไปก็ได้ &#8211; เราหยิบอันนี้มามองกัน &#8216;ดูหนัง&#8217; แล้ว &#8216;อ่านผู้กำกับ&#8217; อย่างไร<br />
&#8211;</p>
<h3>ความไม่พ้องรูปพ้องเสียง และการเล่นแร่แปรธาตุของเรื่องเล่า ในหนังสั้นของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล</h3>
<p><img src="http://www.kochi-bunkazaidan.or.jp/~museum/apichatpong/joe-col21.jpg" border="0" width="320" height="240" /></p>
<p>เราอาจรู้จัก <a href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%A0%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%87%E0%B8%A8%E0%B9%8C_%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%A9%E0%B8%90%E0%B8%81%E0%B8%B8%E0%B8%A5">อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล</a> ในฐานะการเป็นผู้กำกับไทยคนเดียวที่ได้รางวัลใหญ่ ๆ จากเทศกาลหนังเมืองคานส์ หรือในฐานะเจ้าของหนังน่าเบื่อยืดยาวที่ดูเหมือนไร้จุดหมาย หรือกระทั่งในฐานะผู้กำกับหัวแข็ง ที่คัดง้างกับคณะกรรมการเซนเซอร์ด้วยการ ยอมไม่ฉายไม่ยอมตัด แสงศตวรรษ หนังเรื่องล่าสุดของเขา แต่ไม่ว่าจะในฐานะใดปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เขาคือผู้กำกับคนสำคัญที่โลกต้องจับตามอง</p>
<p>ย้อนกลับไปก่อนที่เขาจะกลายเป็นเจ้าของรางวัล Jury Prize จากเทศกาลหนังเมืองคานส์อภิชาตพงศ์ เริ่มต้นจากการทำหนังสั้น โดยเริ่มจาก 0116643225059 หนังสั้นที่ใช้ภาพของแม่ ซ้อนเข้ากับภาพชองชายผมยาวที่ถูกปรับแต่งจนดูเหมือนอยู่ในเงามืด และใช้เสียงการโทรศัพท์กลับบ้าน ของตัวผู้กำกับเองในการเล่าเรื่อง ตัวเลขที่เป็นชื่อเรื่องนั้นก็เอามาจากเบอร์โทรศัพท์จริง ๆ ที่ตัวผู้กำกับโทรจากเมืองนอกมาหาพ่อแม่ที่บ้าน ตัวหนังนั้นมีความเป็นส่วนตัวสูงมาก (ซึ่งในเวลาต่อมากลายเป็น ตัวตนของอภิชาติพงศ์ ที่ใช้เรื่องส่วนตัวเป็นพื้น และค่อย ๆ เลือนไปสู่การเป็นเรื่องเล่า ดังจะเห็นได้อย่างชัดเจนจาก แสงศตวรรษ) และนี่เป็นครั้งแรกที่ ภาพและเสียงในหนังของเขากลายเป็นพรมแดนของการทดลองความไม่พ้องต้องกัน แต่ในขณะเดียวกันไม่ย้อนแย้งกันและกัน ซ้ำยังเป็นการเล่นแร่แปรธาตุกับ ภาพยนตร์และกระบวนการของมัน เขาตัดรูปภาพของแม่เข้ามาใส่เป็นภาพหลักในหนังขณะที่ในบทสนทนา จะมีช่วงหนึ่งที่เขาเอ่ยถามว่าแม่ส่งรูปมาหรือยัง หากรูปที่ปรากฏคือรูปแม่ (ที่ส่งมา) ก็เท่ากับว่า เขาไม่ได้ทำหนังเรื่องนี้ในฐานะของความเป็นหนัง (ว่าด้วยภาวะ homesick แต่เล่าแบบทดลองโดยการตัดภาพแม่ และเสียงสนทนามาประกอบกันแทน) แต่การมีอยู่ของบทสนทนาเรื่องรูปกลับสร้างความหมายใหม่ นั่นคือ การที่เขาได้ ใส่กระบวนการสร้างภาพยนตร์ ลงไปในตัวภาพยนตร์ (ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม) ซึ่งนั่นเท่ากับเป็นการใส่มิติ ตัวตน ของผู้สร้าง ลงไปในหนังด้วย และผลักสถานะในการเป็น &#8211; ภาพตัวแทนของความจริง &#8211; ที่หนังพยายามเป็น ไปสู่การเป็น &#8211; ภาพแทนเรื่องเล่า &#8211; ที่เล่าเรื่องการทำหนังเรื่องหนึ่ง ซึ่งว่าด้วยความทรงจำ<br />
<span id="more-213"></span><br />
จากจุดเริ่มต้นของการะละเล่นกับเรื่องเล่า อภิชาติพงศ์ ขยายความเรื่องนี้ต่อในหนังสั้นเรื่องต่อ ๆ มาอันประกอบด้วย แม่ย่านาง (LIKE THE RELENTLESS FURY OF THE POUNDING WATER) เกาะกายสิทธิ์ (THIRD WORLD) และ มาลีและเด็กชาย (MALEEAND THE BOY) ซึ่งระหว่างนั้นคั่นด้วย WINDOWS หนังสั้นที่แตกต่างออกไป และเกิดขึ้นจากความบังเอิญ (ซึ่งจะได้กล่าวต่อไป)</p>
<p>ในหนังสั้นชุดนี้ อภิชาติพงศ์ ได้ทำการขยายความไม่พ้องรูปพ้องเสียง และการ ประสมก่อรูปเรื่องเล่าจากที่มาแตกต่างกัน และไม่ได้มีเพียงเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นสำคัญเหล่านั้น ออกมาอย่างน่าตื่นเต้น โดยเขามักหยิบเอาเรื่องเล่าเดิมที่มีอยู่มาก่อนหน้า และมักเป็นเรื่องเล่าจากความบันเทิงแบบพื้นบ้าน อย่าง ละครหลังข่าว ละครวิทยุ หรือการ์ตูนเล่มละบาท (ที่ตอนนี้มีราคาแพงกว่านั้นหลายเท่า) แล้วนำมันมาประสมเข้ากับภาพ ความทรงจำ ทำการเลื่อนไหลมันออกมาสู่โลกความเป็นจริง หรือหยอกเอินกับมันอย่างสนุกสนาน</p>
<p>ในแม่ย่างนาง หนังอาศัยละครวิทยุของคณะเกตุทิพย์ เป็นจุดเริ่มต้น (ชื่อหนังก็มาจากชื่อบทละครที่ว่า) ภาพที่เราได้เห็นในฉากแรก คือ ภาพกว้าง ๆ ของบางสถานที่และตัวหนังสือที่ขึ้นข้อความชวนฉงน เกี่ยวกับชายชื่อผัน และภาพถ่ายของเด็กสาวกับแม่ของเธอในสถานที่ที่น่าจะเป้นต่างประเทศ ก่อนที่จะตัดภาพไปยังหญิงสาวนางหนึ่งนั่งรถสองแถวไปรอบ ๆ เมือง โดยมีเสียงข้างหลังเป็น ละครวิทยุเรื่อง แม่ย่านาง เราไม่อาจรู้ได้ว่านี่คือเสียงที่มาพร้อมกับรถสองแถว หรือเสียงที่ใส่เข้าไปประกอบในหนัง แต่เสียงนี้กลับดำรงคงอยู่ไปตลอดเวลา เมื่อภาพละทิ้งหญิงสาวไปยังผู้คนอื่น ๆ ครอบครัวอื่น ๆ ราวกับว่าทุกคนฟังละครวิทยุเรื่องเดียวกันอยู่ จนกระทั่งในที่สุดเสียงของละครสาบสูญไป กลายเป็นเสียงสนทนาในบ้าน แต่หนังกลับทำซับไตเติ้ล ต่อความจากละครวิทยุเรื่องนี้ ราวกับมันดำรงคงอยู่แม่เราจะไม่ได้ยินมันอีก ภาพยังคงเลื่อนไหลไปเรื่อย ๆ และเมื่อมันวนกลับมาที่คู่ชายหญิงในรถปิคอัพ (ซึ่งเป็นผู้หญิงคนเดียวกับที่ดูรูปถ่ายในฉากแรก) ซับไตเติ้ลละครหายไป หากละครวิทยุก็ถึงขั้นเปลี่ยนรูปไหลออกไปในโลกแห่งความเป็นจริง เมื่อทั้งสองเริ่มทุ่มเถียงกันด้วยภาษาที่ราวกับหลุดออกมาจากละคร ก่อนที่ภาพจะเลื่อนไหลไปที่สตูดิโอถ่ายภาพแห่งหนึ่ง (ซึ่งกล้องเคยแวะเวียนมาก่อนหน้า) และฉายภาพผ่านไปยัง ละครโทรทัศน์ราวกับว่าในที่สุดแม่ย่านางก็เปลี่ยนรูปมาสู่ละครโทรทัศน์ ก่อนจะปิดด้วยภาพการถ่ายภาพที่มีฉากหลังเป็นวอลเปเปอร์ รูปทะเล</p>
<p>แม่ย่านาง อาจเป็นเพียงชื่อละครวิทยุ แต่ในที่นี้ ตัวของละครวิทยุเองก็ได้ทำหน้าที่ในการเป็น &#8211; แม่ย่างนาง- นำทางผู้คนเหล่านั้น ไม่ใช่สำหรับการนำพาชีวิตหรืออะไรทำนองนั้น หากเป็นการนำพาเหล่าผู้คนหลบหนีไปจากความเป็นจริง ไปสู่ดินแดนอันน่าตื่นระทึกของการเดินเรือในมหาสมุทร และภูตผีวิญญาณลึกลับ</p>
<p>แล้วเรื่องเล่าของอภิชาตพงศ์คืออะไร มันอาจคือการฉายภาพกว้าง ๆ ของผู้คนในบ่ายวันหนึ่งที่กำลังเฝ้าฟังละครวิทยุอย่างใจจดใจจ่อ หรืออาจคือการจำลองละครวิทยุมาให้ชาวบ้านรับบทบาทกันอย่างแนบเนียน หรือบางทีมันอาจคือเรื่องเล่าของการเปลี่ยนสถานะของเรื่องเล่าในชีวิตผู้คน โดยเราอาจต้องถอยการจ้องมองออกมาจากเพียงภาพหรือเสียงแต่เพียงย่างเดียว และมุ่งสนใจไปยัง -วิธีการ- ในการประกอบร่างมันขึ้นมาเพื่อนำเสนอความหมายใหม่ ในหนังเรื่องนี้เราจะไม่มีทางจับได้เลยว่าที่แท้แล้วบทละครแม่ย่านางนั้นมีเรื่องราวอย่างไร เช่นเดียวกันเราไม่มีทางจับเอาภาพชีวิตชาวบ้านเหล่านั้นมาปะติดปะต่อเพื่อสื่อความหมายใดความหมายหนึ่งได้เลย แต่เมื่อรูปไม่พ้องเสียง และเสียงไม่พ้องรูปมาอยู่ร่วมกัน มันก็ได้ฉายภาพ ของ &#8211; อำนาจของเรื่องเล่า- ที่ไม่ตายตัวและเลื่อนไหลไปในชีวิตของผู้คน ในหลากรูปแบบ ทั้งที่จับต้องได้ (ในรูปเสียง) ไปจนถึงฝังลงในการกระทำ</p>
<p>ในช่วงท้ายของหนัง (หลังจากละครวิทยุได้ไหลรวมเข้ามาในชีวิตจริง เมื่อคู่ผัวเมียในรถปิคอัพทะเลาะกันอย่างรุนแรง) เสียงของละครวิทยุหายไปแล้ว และกลายเป็นเสียงของการรายงานข่าว และ เสียงเทปสอนภาษาแบบตายซาก พูดซ้ำ ๆ (ต่างจากละครวิทยุที่เต็มไปด้วยอารมณ์ในทุกถ้อยคำ) และเมื่อภาพไหลเรื่อยไปที่ละครหลังข่าวในทีวี (ซึ่งอาจเป็นรูปแบบหนึ่งของผีแม่ย่านาง) แล้วไหลไปหาภาพในสตูดิโอ เสียงเทปสอนภาษาก็ดังขึ้นอีก ตายซาก ซ้ำไปมา ขณะที่ผีแม่ย่างนาง (เรื่องเล่า ละครวิทยุ ความบันเทิง) สามารถเปลี่ยนรูปไปได้ไม่หยุดยั้ง</p>
<p><img src="http://www.onopen.com/upload/apichatpong.jpg" border="0" width="450" height="279" /><br />
ต่อจากแม่ย่านาง อภิชาติพงศ์ ถ่ายทำ ดอกฟ้าในมือมาร หนังยาวสำหรับจบการศึกษา และระหว่างการถ่ายทำนั้น เขาเก็บฟุตเตจจากเกาะปันหยี อันเป็นสถานที่สุดท้ายที่ปรากฏใน ดอกฟ้าในมือมาร มาตัดต่อขึ้นใหม่เป็น เกาะกายสิทธิ์ ซึ่งในคราวนี้ ความไม่พ้องรูปพ้องเสียงของหนังมาในรูปแบบของการบันทึกความทรงจำเกี่ยวกับการทำหนัง โดย ใช้ภาพขาวดำของยามเช้าอันสลัวรางบนเกาะปันหยี ซ้อนเข้ากับเสียงของชายสองคนที่นอนคุยกัน ซึ่งคือตัวของ อภิชาติพงศ์กับทีมงาน เรื่องที่พวกเขาคุยนั้น ก็เป็นประเด็นสัพเพเหระทั่วไป เกี่ยวกับการหลับฝันไปของใครบางคน ความฝันเหนือจริงเกี่ยวกับทางเดินกว้างใหญ่ และผู้คนที่จ้องมอง ก่อนจะเฉไฉไปเรื่องนั้นเรื่องนี้</p>
<p>เสียงใน เกาะกายสิทธ์ สร้างเรื่องเล่าชุดหนึ่งเกี่ยวกับความฝัน ในขณะที่ภาพ ความสลัวรางยามอรุณรุ่งของเกาะปันหยี เสียงเรียกหากันในความเลือนราง สร้างเรื่องเล่าอีกชุดหนึ่ง ที่ไม่เกี่ยวข้องกัน เรื่องเล่าทั้งสองไม่ได้ประสานเป็นเนื้อเดียวกันหรือย้อนแย้งซึ่งกันและกันหากแยกขาดจากกันโดยสิ้นเชิง และมีส่วนร่วมเพียงว่ามนบังเกิดขึ้นในสถานที่เดียวกันเท่านั้น และเอาเข้าจริง ภายในชุดเรื่องเล่าทั้งคู่ก็ไม่สามารถปะติดปะต่อประกอบเป็นเรื่องเป็นราวให้จับต้องได้ ราวกับภาพที่ถ่ายจากความฝันและเสียงที่เกิดจากการละเมอ แต่ทั้งหมดทำหน้าที่ร่วมกันในการเป็น ภาพบันทึกของ การทำหนังในทะเลของผู้กำกับ แน่นอน ตัวตนของผู้สร้างหนังยังถูกเปิดเผยอย่างต่อเนื่องในงานชิ้นนี้ (เช่นเดียวกันกับใน 0116643225059 และใน ดอกฟ้าในมือมาร) เรื่องเล่าที่แท้จริงจึงเป้นเรื่องการเดินทางไปถ่ายทำหนังในเกาะปันหยีนั่นเอง ซึ่งต่อมา อภิชาติพงศ์ขยายการบันทึกความทรงจำเกี่ยวกับการทำหนังออกไปอีกครั้งใน ความทรงจำในป่า (WORLDLY DESIRE) ซึ่งจะกล่าวต่อไป</p>
<p>ถัดจาก เกาะกายสิทธ์ อภิชาติพงศ์ทำหนังสั้นที่พิเศษกว่าหนังทุกเรื่องของเขาออกมาเรื่องหนึ่งคือ WINDOWS หนังซึ่งเกิดขึ้นเนื่องจากการหยิบกล้อง (ที่เขาตั้งใจจะใช้ถ่ายสารคดีพ่อกับแม่) มาลองถ่ายแล้วพบว่ามันบังเกิดแสงสะท้อนกับกรอบหน้าต่างในห้องของเขา ซึ่งจะเกิดขึ้นเฉพาะจากการมองผ่านกล้องเท่านั้นเขาจึงบันทึกมันไว้ ภาพแสงสีขาวที่พุ่งจากกรอบหน้าต่างเกิดประกายวิบวับแม้เคลื่อนกล้องเพียงน้อยนิด อาจดูน่าเบื่อเมื่อต้องรับชมเป็นเวลานาน แต่ในขณะเดียวกันภาพที่เห็นก็ทำให้เราจินตนาการไปได้ต่าง ๆ นาน ๆ โดยเฉพาะแสงสีขาวที่ราวกับว่าทำเอฟเฟคต์จากคอมพิวเตอร์ พุ่งผ่านหน้าต่างราวกับหนังไซไฟแฟนตาซีที่หน้าต่างเรืองแสงได้ เป็นการเล่นสนุกของอภิชาตพงศ์ที่ให้ผลลัพธ์ประหลาดอยู่ไม่น้อย</p>
<p><img src="http://www.houseoftoast.ca/mediacity/images/history/mc07/apichatpong_weerasethakul.jpg" border="0"  width="288" height="216" /><br />
ถัดจาก WINDOWS อภิชาติพงศ์ กลับมาเล่นสนุกกับเรื่องเล่าภายใต้วัฒนธรรมป๊อบของสังคมไทยอีกครั้ง คราวนี้ เขาหยิบจับเอาการ์ตูนเล่มละบาทเรื่อง ซาตานหิวรัก มาใช้ และกลายเป็นหนังสั้นเรื่อง มาลีและเด็กชาย (ชื่อจริงของหนัง คือ มาลี และเด็กชาย ไมโครโฟนของเขา และ ซาตานหิวรัก) โดยตัวละครมาลีนั้นมาจาก การ์ตูนดังกล่าว ซึ่งถูกคัดเอาเฉพาะส่วนที่เป็นตัวหนังสือมาปรากฏบนจอมืดให้ได้อ่านก่อนจะซ้อนภาพ ของผู้หญิงคนหนึ่ง (ที่ดูเหมือนแอบถ่าย) กำลังพูดคุยอยู่กับใครที่เราไม่เห็นหน้า และไม่ได้ยินเสียง ราวกับว่าเธอคือ มาลี ตัวละครที่อยู่ในการ์ตูน เรื่องนั้น การ์ตูนต่อต้านบริโภคนิยมที่เล่าเรื่องสองศรีพี่น้องที่คนน้องถูกล่อลวงด้วยเพชรทองจากชายหนุ่มในห้างแต่ปฏิเสธ คนพี่เลยไปแทนแล้วค้นพบว่าที่แท้ชายหนุ่มคือซาตาน และสอนสั่งเรื่องการรักนวลสงวนตัวไปในที และหลังจากนั้นกล้องยังคงจ้องมองหน้าผู้หญิงคนเดิมขณะที่เสียงเป็นเสียงจากการติดตั้งไมโครโฟนไว้บนตัวเด็กชายอายุ 10 ขวบคนหนนึ่งและบันทึกเสียงจากสถานที่ที่เขาไป ก่อนที่กล้องจะไปบันทึกภาพที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเสียงเลยแม้แต่น้อย</p>
<p>แน่นอน หนังคือการบังเกิดของความไม่พ้องรูปพ้องเสียง โดยมีเรื่องเล่าซ้อนทับไปมาถึงสี่ห้าเรื่องอันไม่เกี่ยวข้องกัน ทั้งเรื่องของมาลีในซาตานหิวรัก เรื่องที่อยู่ภาพของหญิงสาวไม่รู้ชื่อ เรื่องเล่าที่ผ่านมาทางเสียงในไมโครโฟนของเด็กชาย (ซึ่งสามารถแบ่งเป็นเสียงของบรรยากาศภายนอก และเสียงของเด็กชายที่ในตอนท้ายที่จู่ ๆ ลุกขึ้นมาร้องเพลงประกอบชินจัง และเล่าเรื่องของตัวเองขณะกินก๋วยเตี๋ยว) ไปจนถึงภาพที่มากับกล้องของผู้กำกับเอง กลายเป็นไดอารี่บันทึกบ่ายวันหนึ่งในกรุงเทพ</p>
<p>ในคราครั้งนี้ภาพและเสียงอันไม่พ้องต้องกันได้พัฒนาไปสู่ขั้นของการสร้างความจริงใหม่ ในฉากหนึ่งเมื่อกลิ้งตัดสินใจถ่ายภาพของเด็กชายเจ้าของไมโครโฟนรอลิฟท์ เราได้ยินเสียงกดลิฟท์ เด็กชายขึ้นลิฟท์ไปแต่กล้องยังแช่อยู่หน้าลิฟท์ เสียงนั่นเลื่อนไหลไป ตามตัวคนแต่ภาพยังคงอยู่ แต่เมื่อไปสักระยะเราก็ชักไม่แน่ใจว่ามันเป็นเสียงในขณะนั้นหรื่อจริง ๆ เป็นเสียงที่หน้าลิฟท์ (ที่มาจากกล้องนั้นเอง) ภาพความจริงขิงภาพและเสียงถูกซ้อนทับ จนไม่แน่ใจว่าเราจะปักใจเชื่อให้เรื่องเล่าใดเป็นเรื่องเล่าหลักได้อีกต่อไป (เช่นเดียวกับเรื่องเล่าของมาลี ในซาตานหิวรัก กับภาพของผู้หญิงคนหนึ่งที่อาจจะเป็นภาพแทนมาลีหรือไม่ก็ได้ หรืออาจเป็นเพียงภาพแทน ห้างสรรพสินค้า (อันเป็นสถานที่เกิดเหตุ) ก็เป็นได้</p>
<p>จากการ์ตูนเล่มละบาท ไปจนถึงการ์ตูนทีวี เข้ามามีอิทธิพลกับมนุษย์ได้อย่างน่าสนใจ ซึ่งดูเหมือนอภิชาตพงศ์ สนใจเรื่อง การมีอยู่ของสื่อ มากกว่าตัวสื่อ หากนับว่าหนังของเขาเป็นสื่อ การที่เขาใส่ตัวตนของตัวเองลงไป (ในมาลีและเด็กชาย เราได้ยินเสียงทีมงานที่ติดตามเด็กชายในช่วงท้ายของหนัง) ทำให้หนังของเขาไม่ได้เพียงทำหน้าที่เป็นสื่อลอย ๆ แต่ทำหน้าที่ในการเป็นการวิพากษ์ความมีอยู่ของสื่อไปพร้อมกันด้วย การเลือกหยิบความบันเทิงพิมพ์นิยมมาใช้ &#8211; ครอบงำ- ผู้คน ดังละครวิทยุใน แม่ย่านาง การเล่าเรื่องต่อ ๆ กันใน ดอกฟ้าในมือมาร (แน่นอนเรื่องแปรผันไปตามรูปแบบสื่อที่แต่ละคนเสพมาก่อนหน้า) การ์ตูนเล่มละบาทในมาลีและเด็กชาย รวมไปถึง หนัง (หรือการทำหนัง) ในเกาะกายสิทธิ์ และ ความทรงจำในป่า ความมีอยู่ของสื่อส่งอิทธิพลต่อผู้คนไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แต่อภิชาตพงศ์ ได้ลงมือวิพากษ์ความมีอยู่ของสื่อได้อย่างเด็ดขาดและคมคายในผลงานชิ้นต่อมา นั่นคือ โปรเจคต์ บ้านผีสิง</p>
<p><img src="http://www.centrepompidou.fr/images/illustrations/M/CIN-VIDEOSTHAIES.jpg" border="0" width="200" height="160" /><br />
บ้านผีสิง (HAUNTED HOUSE) เป็นโครงการที่ว่าด้วยประเด็น การเสพติดสื่อ โดยหยิบยกเอาภาวการณ์ติดละครหลังข่าวของทั่วทุกครัวเรือนไทย (ซึ่งส่งอิทธิพลต่อชีวิตผู้คนและความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมด้วย) มาตั้งคำถามและสร้างงานใหม่ขึ้นมา โดย โปรเจคต์แรกคือการ หยิบ บทละครโทรทัศน์ เรื่อง ทองประกายแสด ลงไปให้ชาวบ้านในหมู่บ้านของจังหวัดขอนแก่น เล่น โดยแต่ละหมู่บ้านเล่นต่อกันไปเรื่อย ๆ นั่นหมายความว่าตัวละครหลักของหนังจะเปลี่ยนคนเล่นไปเรื่อย ๆ ฉากหลังภาพบ้านก็เปลี่ยนไปตามสภาพของหมู่บ้านแต่ละแห่งนั้น (จริง ๆ แล้วในช่วงหนึ่งของ ดอกฟ้าในมือมาร อภิชาติพงศ์ ก็ใช้วิธีการนี้มาก่อนแต่ไม่ได้ใช้ทั้งเรื่องเหมือนในครั้งนี้)</p>
<p>จากหมู่บ้านหนึ่งสู่หมู่บ้านหนึ่งทองประกาย ท่านนายพล และคุณหญิงเปลี่ยนคนไปเรื่อย ๆ ภาพของคนชั้นสูงที่รวยล้นฟ้า ถูกถ่ายทอดผ่านการแสดงของชาวบ้านยากจนที่อยู่เรือนไม้หลังคาสังกะสี ในทางหนึ่งมันคือการเสียดสี ชีวิตไฮโซเหล่านั้นอย่างมีอารมณ์ขัน อย่างไรก็ดี หากทำพลาดแม้นิดเดียว บ้านผีสิงก็มีโอกาสจะกลายเป็นการเสียดเย้ยคนชั้นล่างด้วยดวงตาหมิ่นแคลน ได้อย่างง่าย แต่นับเป็นโชคที่ อภิชาติพงศ์กลับปฏิบัติต่อผู้คนเหล่านั้นด้วยดวงตาในระดับเดียวกัน เขาปล่อยให้นักแสดงทำท่าเคอะเขิน และถ่ายให้เห็นฝูงชนที่มามุงดูการถ่ายทำ รวมทั้งการใช้สถานที่จริงในทุกฉาก และการให้นักแสดงพูดภาษาถิ่น ตามถนัด</p>
<p>ละครทองประกายแสดฉบับของอภิชาตพงศ์จึงออกมาอย่างน่ารักและเป็นธรรมชาติ หากยังวิพากษ์ วัฒนธรรมเสพติดสื่อได้อย่างแหลมคม เพราะโทรทัศน์นี้เองที่นำพาละครเหล่านี้มาถึงในบ้านของทุกคน นำพาชีวิตคนชั้นสูง ที่เต็มไปด้วยเรื่องของชีวิตหรูหรา ฟุ้งเฟ้อ เข้ามาสิงสู่ผู้คนในวิมานคนยากบรรดาผู้คนที่มาเล่นเป็นตัวละครในหนังเรื่องนี้ ลึก ๆ ก็เฝ้าฝันถึงรูปแบบชีวิตเช่นนี้ ความพาฝันสร้างความอยากได้อยากมีได้อย่างเท่าเทียม ในประชาชนทุกลำดับชั้น ภาพคนยากที่พูดถึงรถคันใหม่ซึ่งกลายเป็นซาเล้งเก่า ๆ นั้น โยฉาบฉวยอาจดูน่าขัน (โดยต้องไม่ลืมว่าอารมณ์ขันอันเกิดจากความผิดที่ผิดทางนั้นมักมีรากอยู่จากการแบ่งแยกทางชนชั้นนั่นเอง) แต่ลึก ๆ มันสะท้อนความพาฝันของสังคมไทยที่อยู่ภายใต้ &#8211; ผี &#8211; ที่คือละครหลังข่าวนั่นเอง</p>
<p>ละครหลังข่าวใน บ้านผีสิง ในทางหนึ่งจึงคือภาพแทน การมีอยู่ของสื่อ ที่เข้าครอบงำผู้คน สื่อทำหน้าที่ไม่ต่างจากภูติผี (แม่ย่านาง, ซาตานหิวรัก และ บ้านผีสิง) เข้าสิงสู่ชาวบ้านร้านตลาดส่งอิทธิพลต่อชีวิตผู้คนในทางใดทางหนึ่ง ทั้งการเล็ดลอดออกามาปนกับความจริงใน แม่ย่านาง การกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน (เช่นเดียวกับเด็กชายที่รีบกลับบ้านไปดูชินจัง) หรือกระทั่งกลายเป็นสุดยอดของความปรารถนา ในบ้านผีสิง</p>
<p>และในขณะเดียวกัน ความมีอยู่ของสื่อก็สะท้อนกลับไปยังผู้สร้างสื่อนั้นเสียเอง โดยในที่นี้มาในรูปแบบของสื่อเพื่อบันทึกความทรงจำดังเช่นใน 0116643225059 หรือ เกาะกายสิทธิ์ และ ภาพยนตร์ เรื่องต่อมา นั่นคือ ความทรงจำในป่า (WOLRDLY DESIRE)</p>
<p><img src="http://www.international.ucla.edu/cms/images/silver%20lake-lrg.jpg" border="0" width="375" height="299" /><br />
ความทรงจำในป่าเป็นหนังที่สร้างขึ้นเพื่อ เฉลิมฉลอง การทำหนังในป่า หลังจากการถ่ายทำ สุดเสน่หา และ สัตว์ประหลาด! ซึ่งเดินเรื่องแทบจะทั้งหมดในป่า และคราวนี้ อภิชาติพงศ์ เลือกใช้ หนังไทย ในการเป็นเรื่องเล่า ใหญ่ (ที่ไม่ใช่เรื่องเล่าหลัก) รวมไปถึงการแสดงภาพ ความมีอยู่ของสื่อได้อย่างเบ็ดเสร็จ โดยให้ทีมงานของเขาเขียนบทภาพยนตร์เรื่อง ราตรีสีเลือด จากนั้นให้คุณ พิมพกา โตวิระ ผู้กำกับอีคนมากำกับหนังเรื่อง ราตรีสีเลือด แล้วตามไปถ่าย บรรยากาศเบื้องหลังการถ่ายทำเพื่อนำมาใช้ต่อไป</p>
<p>รูปแบบของ หนัง ราตรีสีเลือดนั้น ดูราวกับอ้างอิงจากหนังไทยโบราณ ไม่ว่าจะเป็นภาพชายหญิงสองคนวิ่งหนีอยู่ในป่า ตัวเรื่องที่ว่าด้วยรักที่ถูกขัดขวางจากพ่อแม่จนต้องหนีเข้าไปในป่า ที่ว่ากันว่าเป็นป่าศักดิ์สิทธ์ ในยามค่ำคืนจะมีเสียงร้องเพลง (ซึ่งคือเหล่าสาว ๆ ที่ออกมาร้องเพลงเต้นระบำราวกับเป็นวีซีดีคาราโอเกะ) หรือบทสนทนาแบบโบราณ ไปจนถึงการถ่ายทำแบบ DAY FOR NIGHT</p>
<p>ความทรงจำในป่านั้นตามเก็บบรรยากาศของการถ่ายหนังในป่า ออกมาอย่างเรียบเรื่อย ราวกับดูดดึงเอาบรรยากาศประหลาก ของมนุษย์กับเครื่องไม่เครื่องมือ ที่ไปติดอยู่ในป่ากว้างใหญ่ ขณะเดียวกันก็ย้ำความมีอยู่ของสื่อ ในการถ่ายทำหนัง ราตรีสีเลือด (เราเห็นกล้อง และไฟ กระทั่งในฉากร้องเพลง) และในขณะเดียวกัน หนังก็ใส่มุกล้อเล่นกับหนังเก่า ๆ ที่เคยเข้าไปถ่ายทำในป่ามาก่อน</p>
<p>ทั้งหมดนี้เป็นเพียงบางส่วนของหนังสั้น และวีดีโออาร์ต ของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ซึ่งพอจะสรุปให้เห็นภาพรวมเกี่ยวกับความสนุกสนานของการเล่นกับ ธาตุหลักของภาพยนตร์ อย่างเช่น ภาพ เสียง และเรื่องเล่า อย่าสนุกสนนาน คมคาย และนำของเก่าที่มีอยู่ในสังคมไทยมายาวนาน มาเล่นแร่แปรธาตุ สร้างความหมายใหม่ และสำรวจตรวจสอบ คุณค่าทางนัยยะของสิ่งเหล่านั้นอย่างจริงจัง ซึ่งมีผู้กำกับไทยน้อยคนนักที่จะทำ</p>
<p><img src="http://www.onopen.com/upload/_Appichatpong%20cover.jpg" border="0" width="216" height="250" /></p>
<p>หมายเหตุ : อ่านเกี่ยวกับอภิชาติพงศ์ ได้อย่างละเอียดใน สัตว์วิกาล (UNKNOWN FORCES) ของสนพ.โอเพ่น ครับ</p>
<p>กราบขอบพระคุณ ธัญสก พันสิทธิวรกุล และ<a href="http://thaiindie.com/">ชาวไทยอินดี้</a> ที่หอบหนังมาใหดูถึงที่ครับ!</p>
<p>&#8211;<br />
ที่มา &#8211; filmsick, <a href="http://filmsick.exteen.com/20071224/entry">ความไม่พ้องรูปพ้องเสียง และการเล่นแร่แปรธาตุของเรื่องเล่า ในหนังสั้นของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล</a>, ดูหนังอย่างคนป่วย, 27 ธันวาคม 2551</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://readcamp.org/2008/11/read-apichatpong/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ปราชญ์ วิปลาส : The Village วาทกรรมบงการ</title>
		<link>http://readcamp.org/2008/11/the-village-les-corps-dociles/</link>
		<comments>http://readcamp.org/2008/11/the-village-les-corps-dociles/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 12 Nov 2008 13:01:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator>bact&#39;</dc:creator>
				<category><![CDATA[น่าอ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[The Village]]></category>
		<category><![CDATA[หนัง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://culturelab.in.th/readcamp/?p=208</guid>
		<description><![CDATA[ปราชญ์ วิปลาส คุยหนัง &#8220;The Village&#8221; คุยรอบตัว &#8220;หมู่บ้าน&#8221; (เก็บความและเพิ่มเติมจากกิจกรรมนั่งดูหนังด้วยกันเมื่อสองสามเดือนก่อน)
&#8211;
หมีดูหนัง: The Village (2004)
บทเพิ่มเติมและตกหล่นจากเสวนาวิชาการว่าด้วยภาพยนตร์เรื่อง The Village (2004) ในแง่มุมทางสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา
ปราชญ์ วิปลาส
เพราะมีโอกาสได้เป็นผู้นำการเสวนาดังกล่าว และรู้สึกว่ายังมีหลายอย่างที่ไม่ได้พูด ทั้งเรื่องที่พูดไปแล้วก็รู้สึกว่ายังพูดไม่ชัดเจน เลยเป็นที่มาของบทความนี้ เผื่อว่าจะมีความชัดเจนมากขึ้น รวมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้ที่ไม่ได้เข้าร่วมการเสวนาเข้ามาแลกเปลี่ยนความคิด เห็นกันด้วย
***SPOILER***
โดยส่วนตัว เมื่อดูหนังแล้วผมจะเกิดการเปรียบเทียบสิ่งที่ปรากฏในหนังกับความเป็นจริง (หรืออาจจะเรียกว่าประสบการณ์ก็ได้) และผมเชื่อว่า การเปรียบเทียบสิ่งที่ปรากฏในหนังกับความเป็นจริง/ประสบการณ์ นั้นเกิดขึ้นกับทุกคน เห็นได้ชัดและง่ายที่สุดจากการที่เราดูหนังสักเรื่องแล้วบอกว่าชอบหรือไม่ ชอบหรือรู้สึกอย่างไรกับมัน นั่นเกิดจากการเปรียบเทียบสิ่งที่เห็นในหนังเข้ากับความเป็นจริง/ประสบการณ์ของเรา แล้วสื่อสารออกมาว่าหนังกับความเป็นจริง/ประสบการณ์ของเรานั้นมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างไร
ผมปฏิเสธที่จะดูหนังแล้วคิดว่ามันก็เป็นแค่หนัง แค่เรื่องที่แต่งขึ้น เป็นเพียงจินตนาการ เพราะมันเป็นเรื่องที่เกิดจากจินตนาการ เกิดขึ้นจากความคิด และความคิดของมนุษย์เกิดจากการมี “สัมพันธ์” กับสังคม เช่นนั้นแล้ว ผมจึงมองว่า หนังเป็นการยกระดับความคิดจากการที่มีอยู่แต่เพียงในหัวผู้สร้างสู่การมี “ปฏิสัมพันธ์” กับสังคม เป็นการสะท้อนว่าสังคมได้ฉายภาพความคิดแบบไหนลงไปในหัวผู้สร้างหนังบ้าง

เพราะฉะนั้น สำหรับผมแล้ว จะเป็นหนังที่หลุดโลกไปเลยมาก ๆ หรือต่อให้เป็นหนังที่ใครต่อใครตราหน้าว่ามันห่วยเห่ยยับเยิน (ไม่ว่าจะทางอารมณ์ความรู้สึกหรืออย่างเป็นศาสตร์การผลิต) ขนาดไหน หนังทุกประเภทล้วนฉายออกมาซึ่งสิ่งที่มีอิทธิพลต่อความคิดของผู้สร้าง ซึ่งเป็นภาพสะท้อนของสังคมที่ขัดเกลาผู้สร้างหนัง และในขณะเดียวกัน สิ่งที่เราได้จากการดูหนังก็สะท้อนถึงสิ่งที่มีอิทธิพลต่อความคิดของเรา ซึ่งสะท้อนภาพของสังคมที่ขัดเกลาตัวเราเช่นกัน
ผมดูหนังของ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://babbirdbird.wordpress.com/">ปราชญ์ วิปลาส</a> คุยหนัง &#8220;The Village&#8221; คุยรอบตัว &#8220;หมู่บ้าน&#8221; (เก็บความและเพิ่มเติมจากกิจกรรมนั่งดูหนังด้วยกันเมื่อสองสามเดือนก่อน)<br />
&#8211;</p>
<h3>หมีดูหนัง: The Village (2004)</h3>
<p><em>บทเพิ่มเติมและตกหล่นจากเสวนาวิชาการว่าด้วยภาพยนตร์เรื่อง The Village (2004) ในแง่มุมทางสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา</em></p>
<p>ปราชญ์ วิปลาส</p>
<p>เพราะมีโอกาสได้เป็นผู้นำการเสวนาดังกล่าว และรู้สึกว่ายังมีหลายอย่างที่ไม่ได้พูด ทั้งเรื่องที่พูดไปแล้วก็รู้สึกว่ายังพูดไม่ชัดเจน เลยเป็นที่มาของบทความนี้ เผื่อว่าจะมีความชัดเจนมากขึ้น รวมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้ที่ไม่ได้เข้าร่วมการเสวนาเข้ามาแลกเปลี่ยนความคิด เห็นกันด้วย</p>
<p><em>***SPOILER***</em></p>
<p>โดยส่วนตัว เมื่อดูหนังแล้วผมจะเกิดการเปรียบเทียบสิ่งที่ปรากฏในหนังกับความเป็นจริง (หรืออาจจะเรียกว่าประสบการณ์ก็ได้) และผมเชื่อว่า การเปรียบเทียบสิ่งที่ปรากฏในหนังกับความเป็นจริง/ประสบการณ์ นั้นเกิดขึ้นกับทุกคน เห็นได้ชัดและง่ายที่สุดจากการที่เราดูหนังสักเรื่องแล้วบอกว่าชอบหรือไม่ ชอบหรือรู้สึกอย่างไรกับมัน นั่นเกิดจากการเปรียบเทียบสิ่งที่เห็นในหนังเข้ากับความเป็นจริง/ประสบการณ์ของเรา แล้วสื่อสารออกมาว่าหนังกับความเป็นจริง/ประสบการณ์ของเรานั้นมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างไร</p>
<p>ผมปฏิเสธที่จะดูหนังแล้วคิดว่ามันก็เป็นแค่หนัง แค่เรื่องที่แต่งขึ้น เป็นเพียงจินตนาการ เพราะมันเป็นเรื่องที่เกิดจากจินตนาการ เกิดขึ้นจากความคิด และความคิดของมนุษย์เกิดจากการมี “สัมพันธ์” กับสังคม เช่นนั้นแล้ว ผมจึงมองว่า หนังเป็นการยกระดับความคิดจากการที่มีอยู่แต่เพียงในหัวผู้สร้างสู่การมี “ปฏิสัมพันธ์” กับสังคม เป็นการสะท้อนว่าสังคมได้ฉายภาพความคิดแบบไหนลงไปในหัวผู้สร้างหนังบ้าง<br />
<span id="more-208"></span><br />
เพราะฉะนั้น สำหรับผมแล้ว จะเป็นหนังที่หลุดโลกไปเลยมาก ๆ หรือต่อให้เป็นหนังที่ใครต่อใครตราหน้าว่ามันห่วยเห่ยยับเยิน (ไม่ว่าจะทางอารมณ์ความรู้สึกหรืออย่างเป็นศาสตร์การผลิต) ขนาดไหน หนังทุกประเภทล้วนฉายออกมาซึ่งสิ่งที่มีอิทธิพลต่อความคิดของผู้สร้าง ซึ่งเป็นภาพสะท้อนของสังคมที่ขัดเกลาผู้สร้างหนัง และในขณะเดียวกัน สิ่งที่เราได้จากการดูหนังก็สะท้อนถึงสิ่งที่มีอิทธิพลต่อความคิดของเรา ซึ่งสะท้อนภาพของสังคมที่ขัดเกลาตัวเราเช่นกัน</p>
<p>ผมดูหนังของ <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/M._Night_Shyamalan">M. Night Shyamalan</a> ในเวทีฮอลลีวูดทุกเรื่อง สำหรับ The Village ผม ได้ดูเป็นครั้งแรกเมื่อปีที่แล้ว และเป็นแรงบันดาลใจให้อยากดูหนังของผู้ชายคนนี้ทุกเรื่องตลอดไป อย่างน้อยความรู้สึกนั้นก็เป็นจริงในตอนนี้</p>
<p>ตอนที่ดู The Village ครั้งแรก ผมดูทั้ง ๆ ที่รู้มาก่อนแล้วว่ามันเป็นหนังที่จบแบบหักมุม รู้กระทั่งว่าหักมุมที่ว่ามันหักยังไง ปรกติแล้ว การดูหนังประเภทจบหักมุมด้วยความรู้ก่อนดูแบบนั้นน่าจะทำลายอรรถรสของหนังไป แต่ทั้งที่รู้อย่างนั้นความตื่นเต้นของผมกลับไม่ลดลงไปแม้แต่น้อย กลับกัน การที่รู้จุดจบของเรื่องมาก่อนทำให้ผมตั้งคำถามต่อเนื้อหาในเรื่องใหม่ แทนที่จะถามว่า “อะไร” ผมกลับถามว่า “ทำไม” และ “อย่างไร”</p>
<p>The Village คือเรื่องราวของคนเก้าคนที่สูญเสียคนสำคัญในชีวิตไปเพราะสิ่งที่สังคมเรียกว่า “อาชญากรรม” (crime) ทำให้เกิดการตั้งคำถามถึงคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ พวกเขาได้พบเจอกันใน “ศูนย์ให้คำปรึกษา” (Counseling Center) แบ่งปันแลกเปลี่ยนความเจ็บปวดจากการสูญเสียซึ่งกันและกัน และในที่สุด Edward Walker อาจารย์สอนประวัติศาสตร์แห่ง University of Pennsylvania ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่ต้องเจ็บปวดจากการสูญเสียเช่นกันก็ได้เสนอความคิดเรื่องการหันหลังให้สังคมแล้วไปตั้งชุมชนหมู่บ้านดังที่ปรากฏในเรื่องขึ้นมา</p>
<p>สิ่งที่ผมเห็นเยอะที่สุดใน The Village ก็คือความกลัว ความกลัวอันเกิดจากวาทกรรมเรื่อง Those we do not speak of (ปีศาจชุดแดงในเรื่อง) ที่ The Elder (กลุ่มคนทั้งเก้าดังกล่าวไปแล้ว) สร้างขึ้น ความกลัวที่บังคับย่างก้าวของสมาชิกหมู่บ้านทั้งหมดไม่ให้ก้าวพ้นแนวป่าที่มีธงสีเหลือง เว้นแต่ตัว The Elder เองที่ยังต้องก้าวพ้นไปสวมบทลับล่อของ Those we do not speak of เพื่อรักษาความกลัวของหมู่บ้านไว้</p>
<p>ผมเรียกเรื่องราวของ Those we don’t speak of ว่าเป็นวาทกรรมเพราะเห็นว่านอกจากจะมีกระบวนการสร้างความหมายให้มันแล้ว The Elder ยังคงมีกระบวนการในการรักษาความหมายของมันไว้ด้วย</p>
<p>การถูกครอบงำด้วยความกลัวจากวาทกรรมดังกล่าวก่อให้เกิดสภาวะที่ <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Michel_Foucault">Michel Foucault</a> เรียกว่า Les Corps Dociles (ชื่อบทหนึ่งใน Surveiller et Punir; Discipline &#038; Punishment) หรือ เป็นภาษาไทยภายใต้สำนวนและชื่อหนังสือแปลของ ทองกร โภคธรรม ว่า “ร่างกายใต้บงการ” และในความรู้สึกของผม บางส่วนของวาทกรรมดังกล่าวยังสร้าง “มายาคติ” (Myths) ขึ้นใน The Village ด้วย</p>
<h4>สภาวะร่างกายใต้บงการ</h4>
<p>การทำงานของความกลัวที่มีต่อ Those we don’t speak of ใน The Village เป็นไปในลักษณะดังนี้</p>
<p>(1) การสร้างความเชื่อครอบงำที่ว่า “Those we don’t speak of เป็นสิ่งที่ถ้าเราไม่ล่วงล้ำเข้าไปในป่า พวกเขาก็จะไม่บุกรุกเข้ามาในหมู่บ้าน” จะเห็นได้ว่าตัวตนของ Those we don’t speak of ที่ The Elder สร้างไว้ในหมู่บ้านมีความเป็น “ปฏิปักษ์” กับหมู่บ้านแฝงอยู่ โดยความเป็นปฏิปักษ์ดังกล่าวจะแสดงออกมาเมื่อมีการล่วงล้ำเข้าไปในอาณาเขตของ Those we don’t speak of</p>
<p>(2) สร้างอัตลักษณ์ของ Those we don’t speak of ให้ดูเป็นสิ่งที่น่ากลัว เชื่อว่าเป็นไปเพื่อสนับสนุนข้อ (1) เพื่อไม่ให้มีการล่วงล้ำเข้าไปในป่า สังเกตได้จากฉากการสนทนาในห้องเรียนระหว่าง Edward Walker กับเด็ก ๆ หลังจากที่เจอลูกสัตว์ถูกฆ่าถลกหนัง เมื่อ Edward Walker ใช้คำว่า “culprit” ที่สามารถแปลได้ว่า “ผู้ร้าย” ถามนำให้เด็ก ๆ นึกว่าใครเป็นคนทำเรื่องโหดร้ายดังกล่าวแล้วเด็ก ๆ ก็นึกถึง Those we don’t speak of ขึ้นมาในทันที และเด็ก ๆ ยังพูดถึงลักษณะของ Those we don’t speak of ว่าเป็น “พวกกินเนื้อ” และ “มีกงเล็บขนาดใหญ่” ทั้งที่พวกเด็ก ๆ ไม่เคยเห็น Those we don’t speak of</p>
<p>(3) ตั้งเสาธงเหลืองที่ถือเป็น “สีปลอดภัย” (safe color) ไว้ตามชายป่าที่สุดเขตหมู่บ้านและต้องมีคนคอยไปป้ายสีเหลืองที่เสาดังกล่าว</p>
<p>(4) The Elder สวมชุด Those we don’t speak of มาปรากฏตัววับ ๆ แวม ๆ ให้เห็นแถบชายป่า</p>
<p>(5) มีการทำเสียงของ Those we don’t speak of ให้ดังออกมาจากในป่า</p>
<p>(6) ตั้งหอสังเกตการณ์ล่วงล้ำของ Those we don’t speak of เพื่อสั่นระฆังเตือนภัย</p>
<p>(7) ให้สร้างห้องใต้ดินไว้หลบภัยในกรณีที่ Those we don’t speak of บุกเข้ามาในหมู่บ้าน</p>
<p>(8) สร้างความหมายให้ “สีแดง” เป็น “สีชั่วร้าย” (bad color) โดยให้เหตุผลว่าสีดังกล่าวจะดึงดูด Those we don’t speak of เข้ามา</p>
<p>ข้อ (1) และ (2) คือวาทกรรม Those we don’t speak of เป็นส่วนของการให้ความหมายกับ Those we don’t speak of ส่วนข้อ (3) ถึง (8) ผมเห็นว่าเป็นกระบวนการรักษาความหมายของ Those we don’t speak of ภายใต้เนื้อหาของวาทกรรมที่ The Elder สร้างขึ้น</p>
<p>ในข้อ (1) ถึง (5) เป็นการบังคับร่างกายของสมาชิกในหมู่บ้านไม่ให้เดินทางออกนอกเขตหมู่บ้าน ในข้อ (6) และ (7) ทันทีที่เสียงระฆังเตือนว่า Those we don’t speak of บุกเข้ามาในหมู่บ้าน ชาวบ้านทุกคนก็รีบเข้าบ้านและลงไปซ่อนตัวในห้องใต้ดิน ข้อ (8) ฉากชาวบ้านสองคนกวาดลานบ้านตอนต้นเรื่อง ทันที่พวกเธอเห็นช่อลูกเบอรี่สีแดงพวกเธอก็รีบเอามันไปฝังในทันที</p>
<p>ทั้งหมดคือร่างกายใต้บงการภายใต้วาทกรรม Those we don’t speak of ที่ผมมองเห็นใน The Village</p>
<h4>มายาคติ</h4>
<p>ในข้อ (3) และ (8) ชาวบ้านถูกทำให้เชื่อว่าสีแดงนั้นเป็นสีชั่วร้ายตามธรรมชาติ ความชั่วร้ายเป็น “nature” ของสีแดง ในทางกลับกัน ความปลอดภัยก็เป็น “nature” ของสีเหลือง ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วนั่นไม่ใช่ “nature” หากแต่เป็น “nurture” หรือเป็นธรรมชาติที่ถูกสร้างขึ้น เกิดจากการปลูกฝัง ไม่ใช่ธรรมชาติจริง ๆ ของสีทั้งสอง แลความน่ากลัวทั้งหมดของ Those we don’t speak of ก็ไม่ใช่เรื่องจริง หากแต่เป็นความจริงที่ถูกสร้างขึ้นและทำให้เชื่อว่าเป็นจริงตามธรรมชาติ ทำให้สีทั้งสองมีความหมายมากกว่าความเป็นสี หากแต่มีความหมายในเชิงค่านิยมหรืออุดมการณ์ ซึ่งถ้าจะยกตัวอย่างอย่าง <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Roland_Barthes" title="โรลองด์ บาร์ทส์">Roland Barthes</a> ผู้เขียนเรื่อง “มายาคติ” ก็คล้ายกับการที่เราให้เด็กเล่นของเล่นที่จำลองจากสิ่งที่มีอยู่ในสังคมมานานจนเหมือนว่าเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่ง แล้วเด็กก็เชื่อว่านั่นคือธรรมชาติของสังคม เป็นการจำกัดกรอบความคิด (อาจโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ได้ แต่ใน The Village ตั้งใจ)</p>
<p><center>………………………………………………………</center></p>
<p>ต่อคำถามที่ว่าแล้วทั้งวาทกรรมและมายาคติดังกล่าวมีไว้เพื่ออะไร ก็ต้องดูถึงสาเหตุที่คนทั้งเก้าหันหลังให้สังคมเมืองมาสร้างหมู่บ้านของตัวเอง ซึ่งก็คือความเจ็บปวดจากการสูญเสียคนสำคัญไปทำให้พวกเขากลัวที่จะต้องกลับไป มีปฏิสัมพันธ์กับสังคมอีกนั่นเอง</p>
<p>ที่น่าสนใจ จากผู้ก่อตั้งเพียงเก้าคนและ Lucius Hunt ในวัยเด็กซึ่งเป็นลูกชายของ Alice Hunt หนึ่ง ในกลุ่มผู้ก่อตั้ง ผู้ก่อตั้งก็ยังผลิตลูกหลานออกมาอีก นั่นหมายความว่า ความตั้งใจของกลุ่มผู้ก่อตั้งไม่ได้มีแค่ปิดขังตัวเองจากโลกภายนอกหรือสังคม ที่ตัวเองไม่อาจอยู่ร่วมได้ หากแต่ยังปรารถนาจะสร้างโลกแบบใหม่ขึ้นมาในพื้นที่ปิดล้อมนั้น โลกแบบที่ตัวเองเชื่อว่าดีกว่า และปรารถนาที่จะให้ทุกคนใช้ชีวิต (ถูกกักขัง?) อยู่ในโลกที่ดีในความคิดตัวเองที่ว่า</p>
<p>ซึ่งวาทกรรมและมายาคติดังกล่าวก็มีไว้เพื่อเหตุผลนั้นนั่นเอง…</p>
<p>มาถึงตรงนี้ ผมมองว่าเส้นแบ่งระหว่าง “พื้นที่” ของความต้องการที่จะรักษาชีวิตที่ตนคิดว่าดีไว้ให้ลูกหลานกับ “พื้นที่” ของความกลัวที่ว่าตนจะต้องสูญเสียอำนาจในการควบคุมความเป็นไปในหมู่บ้านให้ เป็นไปอย่างตั้งใจได้พร่าเลือนจนทำให้พื้นที่ทั้งสองหลอมรวมเป็นพื้นที่เดียวกัน กลายเป็นความกลัวว่าจะรักษาวิถีชีวิตที่ตัวคิดว่าดีเอาไว้ไม่ได้ และถามว่าปัจจัยอะไรที่จะทำให้ชีวิตที่ตนคิดว่าดีนั้นสลายไป คำตอบก็คือการติดต่อกับสังคมนั่นเอง</p>
<p>ถ้ามองในแง่ดีโดยไม่ต้องคิดถึงว่าวิถีชีวิตใหม่นั้นมันดีจริงหรือเปล่า นั่นก็เป็นเจตนาดีของคนกลุ่มนั้น แต่ถ้ามองในแง่ร้าย (ซึ่งผมชอบ ไม่เชื่อก็ดูคำโปรยที่หัวบล็อก) นั่นก็แค่ความกลัวที่ตัวเองจะต้องสูญเสียอำนาจในการควบคุมหรือปกครองทุกสิ่ง ให้เป็นอย่างที่ตนตั้งใจไป</p>
<p>ในกรณีนี้ แรงขับดันในความกลัวดังกล่าวได้ทำให้ผู้ก่อตั้ง [ต่อไปจะเรียกว่า “ผู้ปกครอง” (ไม่ใช่พ่อแม่นะครับ)] สร้างความกลัวชุดใหม่ขึ้นมาเป็น “อำนาจ” ในการควบคุมสรรพสิ่งในธรรมชาติที่ตัวเองสร้างขึ้น และมันออกมาในรูปวาทกรรมและมายาคติเกี่ยวกับ Those we don’t speak of ดังกล่าวไปแล้ว</p>
<h4>The Village ในโลกแห่งความเป็นจริง: กรณี “ประเทศ” และ “ชาติ” ไทย</h4>
<p>ในโลกแห่งความเป็นจริง เอาเฉพาะใน “ชาติ” ไทย ผู้ปกครองมีการสร้างวาทกรรมความกลัวหลากหลายรูปแบบขึ้นมาเพื่อรักษาอำนาจของ ตัวเองในการควบคุมวิถีชีวิต (ระบอบการปกครองเป็นต้น) ที่ตัวเองคิดว่าดีไว้ เช่นในสมัยรัชกาลที่หก เมื่อตระหนักดีถึงอิทธิพลของกลุ่มคนจีนในประเทศก็ได้มีการสร้างวาทกรรมลูกจีนที่ทำให้คนจีนดูเป็นอะไรที่ “ไม่ดี” ขึ้นมา หรือในช่วงต้นของรัชกาลปัจจุบัน วาทกรรมความกลัวหลักคงไม่พ้นเรื่องคอมมิวนิสต์ และถ้าเอาที่ใกล้ตัวเข้ามาอีกก็ไม่พ้นวาทกรรมเรื่องหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ทั้งนี้ทั้งนั้นล้วนเป็นไปเพื่อรักษาวิถีชีวิตที่ผู้ปกครองคิดว่าดีและปรารถนาให้ผู้ใต้ปกครองได้มีใช้ต่อไปเอาไว้ทั้งนั้น และที่น่ากลัวก็คือ วาทกรรมเหล่านั้นทำให้ผู้ใต้ปกครองตกอยู่ในสภาวะร่างกายใต้บงการจนนอกจากจะไม่ทำในสิ่งที่จะทำให้ตนได้ชื่อว่าหลงผิดแล้ว บ่อยครั้งยังเอาวาทกรรมที่ว่ามาใช้ในการฟาดฟันกันเองด้วย</p>
<p>การสร้างหมู่บ้านหรือชุมชนใน The Village หากมองดี ๆ แล้วจะเห็นว่าอยู่บนกฎอันแข็งแกร่งบนฐานความคิดแยกขั้วความเป็น “พวกเขา/พวกเรา” คือ “คนในหมู่บ้าน/Those we don’t speak of” และ “หมู่บ้าน/เมืองอื่น” ซึ่งดูจะเป็น concept ประการ หนึ่งของความเป็นชุมชน กล่าวคือเป็นการระบุพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นภูมิศาสตร์จริง ๆ หรือภูมิศาสตร์อัตลักษณ์หรือภูมิศาสตร์วัฒนธรรม ใน The Village พวกตัวละครอาศัยอยู่ในหมู่บ้านติดป่าคัฟวิงตั้นวู้ด และในป่าคัฟวิงตั้นวู้ดมี Those we don’t speak of อาศัยอยู่ และเพื่อยึดโยงจิตใจของคนในหมู่บ้านให้คงอยู่ในชุมชนให้ได้ก็ต้องมีการทำให้เมืองอื่นดูไม่ดี ดังที่ในเรื่อง Finton Coin (ตัวละครตัวหนึ่ง) พูดถึงเมืองอื่นว่าเป็น “Wicked places where wicked people live” หรือ “เมืองชั่วร้ายที่มีคนชั่วร้ายอาศัยอยู่” ทั้งที่จริง ๆ แล้ว ด้วยวาทกรรมที่ครอบงำหมู่บ้านอยู่ Finton Coin ย่อมไม่เคยก้าวผ่านคัฟวิงตั้นวู้ดไปถึงเมืองอื่น เพราะฉะนั้น ลักษณะของเมืองอื่นที่เขาเชื่อว่าเป็นจริงจนพูดออกมาอย่างนั้นย่อมต้องมาจาก การปลูกฝังของผู้ใหญ่ในหมู่บ้าน และนั่นคือความเชื่อที่ตกทอดมาจากความคิดของผู้ปกครอง (The Elder) ใน หมู่บ้านนั่นเอง ซึ่งนั่นหมายความว่า ในขณะที่ผู้ปกครองกระทำสิ่งต่าง ๆ เพื่อยืนยันถึงการมีตัวตนของความกลัวที่ตน ใช้เป็นอำนาจครอบงำ ความกลัวเหล่านั้นก็ได้รับการถ่ายทอดส่งผ่านถึงกันอย่างรุ่นต่อรุ่นด้วย ก่อเกิดเป็นการครอบงำแบบข้ามเวลาและช่วงอายุขึ้น</p>
<p>“ชาติ” ไทยเองก็มีการสร้างขึ้นบนพื้นฐานอันแข็งแกร่งของ “ความเป็นเรา/ความ เป็นอื่น” นอกจากมีขอบเขตทางภูมิศาสตร์ที่แน่นอนในเชิงพิกัดตัวเลขที่หลงเหลือมาจากยุคล่าอาณานิคม เราก็มีการสร้างศัตรูร่วมของ “ชาติ” ไทยด้วย พม่าเป็นจำเลยหลักที่คอยมารุกรานเราอยู่เรื่อยในประวัติศาสตร์กระแสหลัก คอมมิวนิสต์เป็นตัวร้ายที่ต้องการล้มล้างสถาบันหลักอยู่ช่วงเวลาหนึ่งและยังคงหลงเหลือกลิ่นอายอันชั่วร้ายนั้นอยู่ เป็นโชคดีของเขมรที่คนไทยโยนความผิดกรณีเขาพระวิหารไปให้คน “ชาติ” เดียวกันเสีย ไม่อย่างนั้นอาจมีโอกาสได้ขึ้นมาเทียบรัศมีเป็นศัตรูร่วมของ “ชาติ” ไทยในฐานะโจรแย่งชิงดิงแดนได้</p>
<p>ความที่ “ประเทศ” ไทยนั้นแม้ไม่ใหญ่มากแต่ก็ยังมากพอจะทำให้คนใน “ประเทศ” ไม่อาจเห็นหน้ากันทั่วเห็นหัวกันครบและไม่อาจ (ไม่มีวัน) รู้จักกันหมด อีกทั้งในบรรดาคนมากมายดังกล่าวนั้นก็ยังมีความแตกต่างอันหลากหลาย เพื่อยึดโยงความคิดของคนทั้งหมดอันจะนำไปสู่การสร้างสภาวะร่างกายใต้บงการ ให้เกิดแก่คนใน “ประเทศ” ได้นั้น นอกจากการสร้าง “ศัตรูร่วม” ดังกล่าวและการสร้างศูนย์รวมจิตใจอย่างสามสถาบันหลักขึ้นมาแล้ว ยังมีการสร้างวาทกรรมต่าง ๆ ขึ้นมาเพื่อระบุพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ด้านต่าง ๆ ของ คนใน “ประเทศ” (ภูมิภาค, อัตลักษณ์, วัฒนธรรม, ประเพณี ฯลฯ) เพื่อให้รู้ว่าคนแบบไหนถึงจะอยู่ใน “ประเทศ” เดียวกัน ทำให้เกิดความรู้สึกทำนองที่ว่า แม้ไม่ได้เห็นหน้าค่าตาหรือรู้จักกัน แต่เราก็รับรู้ได้ว่ามีคนอื่นที่เป็นพวกเดียวกับเราอยู่ในขอบเขตทาง ภูมิศาสตร์ที่เรียกว่า “ประเทศ” เดียวกัน รู้สึกราวกับว่าแม้ไม่เคยเจอกันแต่แท้จริงแล้วคนเหล่านั้นก็คือญาติพี่น้อง หรือคนบ้านใกล้เรือนเคียงกัน เกิดความสัมพันธ์ทางใจเหมือนหมู่บ้านหรือชุมชนใน The Village ที่ทุกคนเห็นหน้าค่าตาและรู้จักกันหมด ต่างกันตรงที่ใน The Village นั้น เห็นและรู้จักกันจริง ๆ แต่ใน “ประเทศ” ไทยนั้นเห็นและรู้จักกันอยู่ในความรู้สึก เป็นการรู้จักกันในจินตนาการ จึงอุปมาได้ว่าเป็น “ชุมชนในจินตนาการ” (<a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Imagined_communities">Imagined Community</a>) ซึ่งเป็นคำที่ <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Benedict_Anderson" title="Benedict Anderson" title="เบเนดิกต์ แอนเดอร์สัน">Ben Anderson</a> ใช้เป็นนิยามสั้น ๆ แทนความหมายของคำว่า “ชาติ” นั่นเอง</p>
<p>ในการจะดำรงความเป็น “ชาติ” หรือ “หมู่บ้าน” (ในจินตนาการ) ให้สงบราบคาบได้อย่างใจผู้ปกครอง ก็ต้องมีการกำจัดสิ่งที่เป็นภัยต่อการดำรงอยู่อันผาสุกนั้นไป ใน The Village เมื่อพบเห็นสีชั่วร้ายก็ต้องเอาไปฝัง ถามว่าจะให้กลัวอยู่แต่ในใจนั้นมิได้หรือ ในความคิดของผม เมื่อมีผู้คิดใช้ความกลัวเป็นอำนาจครอบงำเพื่อควบคุม ผู้นั้นคงมิได้ต้องการจะเห็นแค่ความกลัว แต่ต้องการเห็นการศิโรราบ/ยอมจำนนต่ออำนาจควบคุมที่ตนเองสร้างขึ้น ต้องทำให้เป็นพิธีกรรมให้เห็นเด่นชัดเพื่อแสดงว่าอำนาจนั้นยังคงมีตัวตนอยู่</p>
<p>ใน “ชาติ” ไทย เมื่อเห็นอะไรชั่วร้ายเข้าข่ายว่าหลงผิดไปจากความเป็น “ชาติ” อะไรที่ว่าชั่วร้ายนั่นก็จะถูกเอาไปฝังเช่นกัน อยู่ที่ว่าจะฝังแบบไหน แบบดินกลบหน้า แบบถีบลงเขา แบบเผาในถัง แบบหลังติดถนน ซึ่งการฝังดังกล่าวมักถูกทำให้ดูมีความชอบทำโดยอาศัยวาทกรรมความกลัว (ที่กลายเป็นอำนาจครอบงำ) ที่มีอยู่ในสังคม และเพื่อแสดงให้เห็นว่าอำนาจควบคุมนั้นยังมีอยู่ ก็ต้องมีพิธีกรรมเพื่อแสดงออกถึงการศิโรราบ/ยอม จำนนต่ออำนาจ โดยอาจอยู่ในความหมายอื่นเช่นความจงรักภักดีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง (ชาติ) ซึ่งแท้จริงแล้วก็เป็นเพียงฉากปิดบังความกลัว ในด้านผลที่มีต่อตัวผู้แสดงการศิโรราบ/ยอมจำนน นอกจากจะเป็นการสร้าง “แรงเสริมลบ” (Negative Reinforcement) คือทำให้กลัวการถูกฝังจนลดพฤติกรรมต่อต้านแล้ว ภายใต้การอำพรางการศิโรราบ/ยอมจำนนให้ปรากฏเป็นสิ่งอื่นที่ดูดีดังกล่าวที่ไม่ใช่ความกลัวยังเป็นการสร้าง “แรงเสริมบวก” (Positive Reinforcement) ให้อยากแสดงการศิโรราบ/ยอมจำนนมากขึ้นด้วย</p>
<p>ใน The Village ความตายของลูกชายของ The Elder คนหนึ่งก่อ “แรงเสริมบวก” ให้ Lucius Hunt ต้องการจะฝ่าป่าคัฟวิงตั้นวู้ดไปยังเมืองอื่นเพื่อหาตัวยาที่จะรักษาชีวิตของคนในหมู่บ้านได้ เขาเสนอความตั้งใจนั้นต่อหน้า The Elder ทั้งเก้า มองในบริบทของหนังแล้ว นั่นเป็นการประกาศเจตนาในการฝ่าฝืนกฎที่ The Elder วางไว้เพื่อรักษาวิถีชีวิตในหมู่บ้าน ทั้งยังแสดงความเชื่อมั่นว่าเจตนาที่บริสุทธิ์ของตัวเองจะทำให้ Those we don’t speak of เข้าใจและไม่ทำร้ายตน ตรงนี้สำหรับ The Elder แล้วก็คงเหมือนว่ามีคนมา “ขอฝ่าฝืนกฎเหล็กของหมู่บ้านด้วยเจตนาอันบริสุทธิ์ที่อยากเห็นชีวิตในหมู่บ้านนี้ดีขึ้น”</p>
<p>มาถึงตรงนี้ ผมก็พลันสงสัยขึ้นมาว่า ถ้ามีคนทำอย่างนั้นขึ้นมาใน “ชาติ” ไทย คนผู้นั้นจะได้รับการตอบรับแบบไหนจากผู้ปกครอง หรือคนใต้ปกครองที่มีความคิดจิตใจแบบเดียวกันกับผู้ปกครองกัน “แรงเสริมบวก” จากคนรอบข้างจะเกิดขึ้นเพราะเจตนาบริสุทธิ์ของคนผู้นั้น หรือความกลัวอันแน่นหนาที่ครอบงำจะเพิ่ม “แรงเสริมลบ” จนทำให้ต้องรีบช่วยกันเอา “คนพรรค์นั้น” ไปฝังกันแน่</p>
<p>ปล.: ขอบคุณ ม่อนและโครงการบัณฑิตศึกษาคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่มอบโอกาสในการเป็นผู้นำการเสวนาดังกล่าวให้กับผม ขอบคุณจากใจจริงครับ</p>
<p>&#8211;<br />
ที่มา &#8211; ปราชญ์ วิปลาส, <a href="http://babbirdbird.wordpress.com/2008/09/12/%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%87-the-village-2004/" title="babbirdbird.wordpress.com">หมีดูหนัง: The Village (2004)</a>, ในคอกคิดอันคับแคบของข้าพเจ้า, 12 กันยายน 2551</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://readcamp.org/2008/11/the-village-les-corps-dociles/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
<!-- WP Super Cache is installed but broken. The path to wp-cache-phase1.php in wp-content/advanced-cache.php must be fixed! -->