<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ReadCamp &#187; ชนชั้นกลาง</title>
	<atom:link href="http://readcamp.org/tag/%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%87/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://readcamp.org</link>
	<description>ทุกอย่างอ่านได้</description>
	<lastBuildDate>Fri, 28 May 2010 07:22:04 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0.1</generator>
		<item>
		<title>คนมองหนัง : ภาพตัวแทน แม่พลอย และ เปา บุ้น จิ้น</title>
		<link>http://readcamp.org/2008/11/ploy-bao-zheng-returns/</link>
		<comments>http://readcamp.org/2008/11/ploy-bao-zheng-returns/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 10 Nov 2008 05:11:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator>bact&#39;</dc:creator>
				<category><![CDATA[น่าอ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[cultural politics]]></category>
		<category><![CDATA[กาเหว่าที่บางเพลง]]></category>
		<category><![CDATA[ชนชั้นกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[ละครโทรทัศน์]]></category>
		<category><![CDATA[สี่แผ่นดิน]]></category>
		<category><![CDATA[อัสนี-วสันต์]]></category>
		<category><![CDATA[เกราะกายสิทธิ์]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กเลี้ยงแกะ]]></category>
		<category><![CDATA[เปาบุ้นจิ้น]]></category>
		<category><![CDATA[แม่พลอย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://culturelab.in.th/readcamp/?p=170</guid>
		<description><![CDATA[คนมองหนัง มองละครโทรทัศน์ กับภาพฉายสังคมการเมืองร่วมสมัย ความคาดหวังและโลกทัศน์ของผู้คนในสังคม ที่ปรากฏอยู่บนจอโทรทัศน์ ใน การกลับมาของ “แม่พลอย” และ “เปา บุ้น จิ้น” &#8211; การกลับมาของ แม่พลอย และ เปา บุ้น จิ้น: วิถีการต่อสู้ทางการเมืองวัฒนธรรมในบริบททางสังคมการเมืองไทยร่วมสมัย ความก้าวหน้าของละครโทรทัศน์ไทยยุคใหม่ ในระยะหลัง ๆ มานี้ ผมไม่ค่อยได้ดูหนัง (หมายความรวมทั้ง ภาพยนตร์ที่ฉายตามโรง และ ดีวีดีหรือวีซีดีของภาพยนตร์ที่ฉายตามโรง) สักเท่าไหร่ ทว่าสิ่งที่ผมกำลัง ติด อยู่ในปัจจุบัน กลับเป็นละครโทรทัศน์ในทุก ๆ ช่วงเวลา แท้จริงแล้ว ผมได้ห่างเหินจากละครโทรทัศน์ไปนานพอสมควร แต่เมื่อหวนกลับมาดูละครเหล่านี้อีกครั้งหนึ่ง ก็ทำให้ผมได้พบเห็นสิ่งที่น่าสนใจจำนวนมากปรากฏอยู่ใน ละครน้ำเน่า ตามสายตาชนชั้นสูงและชนชั้นกลางระดับสูงจำนวนน้อยในสังคมไทย จากมุมมองของผม สื่อบันเทิงบ้าน ๆ ที่มีสถานะเป็นวัฒนธรรมป๊อป อันถูกมองเป็นอุตสาหกรรมบันเทิงแบบสามัญ ไปจนถึง แบบสามานย์ กลับกลายเป็นผลงานวัฒนธรรมร่วมสมัยที่มีเนื้อหาทางสังคมก้าวล้ำไปไกลมาก หากเทียบกับผลงานวัฒนธรรมร่วมสมัยที่มีสถานะเป็นงานศิลปะมากกว่า อย่าง ภาพยนตร์ หรือ แม้กระทั่งหนังสือ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>คนมองหนัง มองละครโทรทัศน์ กับภาพฉายสังคมการเมืองร่วมสมัย ความคาดหวังและโลกทัศน์ของผู้คนในสังคม ที่ปรากฏอยู่บนจอโทรทัศน์ ใน <strong><a href="http://konmongnang.exteen.com/20060811/entry">การกลับมาของ “แม่พลอย” และ “เปา บุ้น จิ้น”</a></strong><br />
&#8211;</p>
<h3>การกลับมาของ แม่พลอย และ เปา บุ้น จิ้น: วิถีการต่อสู้ทางการเมืองวัฒนธรรมในบริบททางสังคมการเมืองไทยร่วมสมัย</h3>
<h4>ความก้าวหน้าของละครโทรทัศน์ไทยยุคใหม่</h4>
<p>ในระยะหลัง ๆ มานี้ ผมไม่ค่อยได้ดูหนัง (หมายความรวมทั้ง ภาพยนตร์ที่ฉายตามโรง และ ดีวีดีหรือวีซีดีของภาพยนตร์ที่ฉายตามโรง) สักเท่าไหร่ ทว่าสิ่งที่ผมกำลัง ติด อยู่ในปัจจุบัน กลับเป็นละครโทรทัศน์ในทุก ๆ ช่วงเวลา</p>
<p>แท้จริงแล้ว ผมได้ห่างเหินจากละครโทรทัศน์ไปนานพอสมควร แต่เมื่อหวนกลับมาดูละครเหล่านี้อีกครั้งหนึ่ง ก็ทำให้ผมได้พบเห็นสิ่งที่น่าสนใจจำนวนมากปรากฏอยู่ใน ละครน้ำเน่า ตามสายตาชนชั้นสูงและชนชั้นกลางระดับสูงจำนวนน้อยในสังคมไทย</p>
<p>จากมุมมองของผม สื่อบันเทิงบ้าน ๆ ที่มีสถานะเป็นวัฒนธรรมป๊อป อันถูกมองเป็นอุตสาหกรรมบันเทิงแบบสามัญ ไปจนถึง แบบสามานย์ กลับกลายเป็นผลงานวัฒนธรรมร่วมสมัยที่มีเนื้อหาทางสังคมก้าวล้ำไปไกลมาก หากเทียบกับผลงานวัฒนธรรมร่วมสมัยที่มีสถานะเป็นงานศิลปะมากกว่า อย่าง ภาพยนตร์ หรือ แม้กระทั่งหนังสือ (เช่น นวนิยายที่เข้ารอบรางวัลซีไรต์หลายเล่มซึ่งผมมีโอกาสได้อ่าน)</p>
<p>ประเด็นเรื่องเพศสภาพ (gender) ในละครเรื่อง เรือนนารีสีชมพู ได้เดินทางไปไกลมาก ๆ เกินกว่าที่ ภาพยนตร์เรื่อง แก๊งชะนีกับอีแอบ จะเดินทางไปถึง<br />
<span id="more-170"></span><br />
เพราะอย่างน้อย ป่าน ซึ่งเป็นชายรักร่วมเพศใน เรือนนารีสีชมพู ก็ยังสามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับบรรดาเพื่อนๆ ผู้หญิงของเธอในเรือนนารีได้อย่างมีความสุขและมีตัวตนในตอนจบของละครเรื่องดังกล่าว</p>
<p>ผิดกันอย่างลิบลับกับชายรักร่วมเพศใน แก๊งชะนีกับอีแอบ ที่ชีวิตของเขาต้องถูกกีดกันออกไปจากโลกของสาว ๆ จนกระทั่งตัวตนของชายรักร่วมเพศผู้นั้นต้องปลาสนาการหายไปจากจอภาพยนตร์ในที่สุด เมื่อภาพยนตร์ดังกล่าวเดินเรื่องมาถึงบทสรุปช่วงท้าย</p>
<p>ขณะที่โครงเรื่องของละครจักร ๆ วงศ์ ๆ ที่เรตติ้งกำลังกระฉูดอย่าง เกราะกายสิทธิ์ ก็ถือเป็นการพลิกกลับทางอุดมการณ์และเป็นการทำลายโครงเรื่องแบบเดิม ๆ ของละครจักร ๆ วงศ์ ๆ ทางโทรทัศน์อย่างมีรากฐานสำคัญ</p>
<p>ไม่เคยมีครั้งใด ที่ตัวร้ายในละครจักร ๆ วงศ์ ๆ จะข้ามพ้นจากความเป็นอมนุษย์ เช่น ยักษ์ หรือจากความเป็นมนุษย์ที่มีจิตใจชั่วร้าย เช่น มเหสีฝ่ายซ้ายขี้อิจฉา ไปสู่ความเป็นเทพที่ยิ่งใหญ่ทว่าเลวร้ายอย่างสุด ๆ ด้วยการแทรกแซงความเป็นไปบนโลกมนุษย์เพื่อปกป้องผลประโยชน์ส่วนตนอยู่ตลอดเวลา ดังที่ปรากฏใน เกราะกายสิทธิ์</p>
<p>ไม่เพียงแต่สร้างให้มายาคติประเภท เทพ คือ ความดี ยักษ์มาร คือ ความชั่ว ถูกกลับหัวกลับหางอย่างสิ้นเชิง โครงเรื่องของ เกราะกายสิทธิ์ ยังส่งผลให้เส้นขอบเขตของการจัดแบ่งคู่ตรงข้ามระหว่างฝ่ายธรรมะ กับ อธรรม ในละครจักร ๆ วงศ์ ๆ แบบเก่าพลอยพร่าเลือนไปด้วย</p>
<p>นอกจากเทพในละครเรื่องนี้จะชั่วร้ายอย่างสุด ๆ แล้ว เทพผู้สูงส่งก็ยังมีบริวารเป็นแม่มด กับ ค้างคาวผี ขณะที่ฝ่ายตรงข้าม คือ พระเอกนางเอกของเรื่อง ก็มีพันธมิตรเป็นทั้งแม่มด ผีโครงกระดูก อมนุษย์ครึ่งคนครึ่งสัตว์ หรืออาจรวมกระทั่งถึง ผีปอบสาว เส้นแบ่งระหว่างธรรมะ กับอธรรม ที่เคยถูกจำแนกได้อย่างเด่นชัดจากลักษณะภายนอกของตัวละครในละครจักร ๆ วงศ์ ๆ แบบเก่า จึงถูกทำให้เลือนรางและสับสนปนเปไปหมดอย่างน่าสนใจ</p>
<p>แม้รูปลักษณ์ภายนอกของละครจักร ๆ วงศ์ ๆ ยุคใหม่อย่าง เกราะกายสิทธิ์ จะหนีห่างไปจากความเป็นละครพื้นบ้านแบบไทย ๆ และค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นละครแฟนตาซีมากยิ่งขึ้นทุกวัน แต่เนื้อหาที่ละครดังกล่าวนำเสนอ กลับมีความสมจริงอย่างยิ่งเมื่อนำมาเทียบเคียงกับสภาพของสังคมการเมืองในยุคปัจจุบัน</p>
<h4>การย้อนกลับหลังของละครโทรทัศน์ไทยในยุคปัจจุบัน</h4>
<p>อย่างไรก็ตาม โลกของละครโทรทัศน์ไทยในยุคปัจจุบัน ไม่ได้มีเพียงมิติของความก้าวหน้าอย่างน่าสนใจเท่านั้น หากแต่ยังมีมิติของการย้อนกลับหลังอย่างน่าสนใจเช่นกัน</p>
<p>ปรากฏการณ์อันน่าสนใจที่กำลังเกิดขึ้นกับสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ในขณะนี้ น่าจะพอบ่งบอกถึงมิติการย้อนกลับหลังของละครโทรทัศน์ไทยได้เป็นอย่างดี</p>
<p>ทั้งการหวนกลับคืนสู่จอโทรทัศน์ของละครเรื่อง สี่แผ่นดิน ฉบับจินตหรา-ฉัตรชัย และละครจีนเรื่อง เปา บุ้น จิ้น ที่เคยโด่งดังเมื่อกว่าสิบปีที่แล้ว ในเวลาที่ใกล้เคียงกัน</p>
<p>แต่มิติของการย้อนกลับหลังดังกล่าวก็ไม่น่าจะมีนัยยะหมายถึง ความล้าหลังตกต่ำ การไม่มีอะไรขาย จนต้องขุดของเก่าขึ้นมาขาย ในทางกลับกัน มันอาจมีนัยยะหมายถึง การหวนกลับคืนไปสู่อดีตอันรุ่งเรือง และ ดีงาม อีกครั้งหนึ่ง</p>
<p>ซึ่งเราจะไม่สามารถมองเห็นความสัมพันธ์ระหว่าง แม่พลอย และ เปา บุ้น จิ้น กับ ภาพอดีตอันรุ่งเรืองดีงามได้เลย หากเราละเลยที่จะนำสภาพสังคมการเมืองไทยในปัจจุบันมาซ้อนทับเทียบเคียงกับ การหวนคืนจอของละครจากอดีตกาลทั้งสองเรื่องดังกล่าว</p>
<h4>เมื่อผลงานทางวัฒนธรรมไม่อาจแยกขาดจากบริบททางสังคมร่วมสมัย</h4>
<p>ผมคิดว่า เราไม่สามารถจะพิจารณาผลงานทางวัฒนธรรมใด ๆ ทั้งหนัง ละคร หนังสือ เพลง ฯลฯ ในฐานะของพื้นที่ซึ่งมีอิสระโดยสมบูรณ์ในตัวเองและแยกขาดออกจากบริบททางสังคมอย่างสิ้นเชิงได้ หากแต่ผลงานทางวัฒนธรรมในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ ย่อมต้องมีความสัมพันธ์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งกับวิถีทางที่กำลังดำเนินไปของสังคมในช่วงเวลานั้น ๆ</p>
<p>ตัวอย่างที่ดีกรณีหนึ่ง ซึ่งจะชี้ให้เห็นถึงทางสองแพร่งของการพิจารณาผลงานทางวัฒนธรรมไทยร่วมสมัย ว่าจะมีฐานะเป็นพื้นที่อิสระซึ่งแยกขาดออกจากบริบททางสังคมอย่างสิ้นเชิง หรือ จะมีฐานะเป็นผลิตผลของสภาพสังคมในยุคนั้น ๆ ก็ได้แก่ การวิจารณ์ผลงานเพลงอัลบั้มล่าสุดของอัสนีและวสันต์ โชติกุล ที่มีชื่อว่า เด็กเลี้ยงแกะ อย่างแตกแยกออกจากกันชัดเจนเป็นสองมุมมองของนักวิจารณ์เพลงไทยสากลร่วมสมัย</p>
<p>โดย พรเทพ เฮง จากผู้จัดการ และ วิภว์ บูรพาเดชะ จากแฮมเบอร์เกอร์ มองว่า เนื้อหาของเพลงจำนวนมากและการจัดวางตำแหน่งเพลงในอัลบั้มชุดล่าสุดของ พี่น้องจากจังหวัดเลยคู่นี้ มีนัยยะที่กระทบกระเทียบและเตือนใจผู้นำทางการเมืองไทยคนปัจจุบันได้อย่าง แหลมคม</p>
<p>แต่นักวิจารณ์ในสายนิตยสารสีสัน อย่าง วิรัตน์ โตอารีย์มิตร (เขียนวิจารณ์งานเพลงชุดนี้ในเนชั่น สุดสัปดาห์) รุ่งฟ้า ลิ้มหัสนัยกุล (เขียนวิจารณ์งานชุดนี้ในเนชั่น สุดสัปดาห์เช่นกัน) และวรเศรษฐ์ เพชรมี (เขียนวิจารณ์งานชุดนี้ในสีสัน) กลับมองงานเพลงชุดล่าสุดของอัสนี-วสันต์ ว่า เป็นงานเพลงที่ไม่มีอะไรใหม่ในทางดนตรี และซ้ำทางกับงานชุดเก่า ๆ โดยทั้งสามคนแทบจะไม่พิจารณาผลงานเพลงชุดนี้ในบริบทของสังคมการเมืองไทยร่วมสมัย นอกจากนั้น นรเศรษฐ หมัดคง ดีเจและนักวิจารณ์ดนตรี ผู้มักจะชอบแสดงความคิดเห็นทางการเมืองอยู่เสมอในงานเขียนของเขา ยังเขียนวิจารณ์งานเพลงชุดหนึ่งของวงดนตรีรุ่นเก๋าจากต่างประเทศวงหนึ่งลงใน สีสันว่า เป็นงานที่แสดงให้เห็นถึงความเก๋าของฝีมือ ไม่เหมือนกับ เด็กเลี้ยงแกะ แถว ๆ เมืองไทย</p>
<p>จากบทสัมภาษณ์อัสนีและวสันต์ โดยรุ่งฟ้า ที่ตีพิมพ์ลงในนิตยสารสีสัน จะสังเกตเห็นได้ว่ารุ่งฟ้าพยายามสอบถามถึงนัยยะของชื่ออัลบั้มและชื่อเพลง เด็กเลี้ยงแกะ ว่ามีความหมายถึงสภาพการเมืองไทยในปัจจุบันหรือไม่ อัสนีผู้พี่ตอบอย่างเด่นชัดว่า งานเพลงชุดนี้ไม่มีนัยยะอันเกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองเลย</p>
<p>อย่างไรก็ตาม การที่ผู้สร้างผลงานทางวัฒนธรรมพยายามปฏิเสธว่า ผลงานของตนไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรเลยกับเรื่องการเมืองนั้น หมายความว่า เขาจะไม่กล่าวถึงประเด็นทางการเมืองใด ๆ ในผลงานของตนเองเลยหรือ?</p>
<p>คำถามดังกล่าว ทำให้ผมหวนคิดไปถึงเมื่อครั้งที่ตนเองได้เรียนวิชานวนิยายกับการเมือง ซึ่งสอนโดยนักปรัชญาการเมืองผู้ยึดมั่นกับแนวทางสันติวิธีอย่างไม่เสื่อมคลาย ในสมัยยังเรียนปริญญาตรีอยู่ที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นวนิยายเล่มหนึ่งที่นักศึกษาจะต้องอ่านในวิชานั้น ก็คือ นวนิยายเรื่อง กาเหว่าที่บางเพลง ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช</p>
<p>คึกฤทธิ์พยายามเขียนไว้ในคำนำของหนังสือว่า นวนิยายเรื่องนี้ไม่ได้ความเกี่ยวข้องใด ๆ เลยกับเรื่องการเมือง จากคำนำดังกล่าว ส่งผลให้เกิดวิวาทะขึ้นระหว่างผู้เรียนในชั้น ฝ่ายหนึ่งเชื่อว่า ยิ่งผู้เขียนพยายามระบุว่านวนิยายของตนไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองมาก ขึ้นเท่าใด นวนิยายเล่มดังกล่าวก็ยิ่งต้องมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองมากขึ้น เท่านั้น และเป็นหน้าที่ของผู้อ่านนวนิยายที่จะต้องพยายามค้นหานัยยะทางการเมืองที่ ซุกซ่อนอยู่ในหนังสือให้พบ ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งกลับเชื่อตามคึกฤทธิ์ว่า เมื่อผู้เขียนบอกว่านวนิยายของตนไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง ก็ย่อมแสดงว่า นวนิยายเรื่องนี้ไม่มีนัยยะทางการเมืองใด ๆ แฝงอยู่ ดังนั้น เราจึงควรอ่านนวนิยายเล่มนี้ให้สนุก โดยไม่ต้องไปคิดถึงเรื่องการเมืองใด ๆ</p>
<p>ภายหลังจากการถกเถียงเกี่ยวกับคำนำ การเดินทางไปสู่ตัวบทของ กาเหว่าที่บางเพลง อย่างละเอียดรอบคอบพอสมควร และการพิจารณาถึงบริบททางสังคมการเมืองที่รายรอบนวนิยายเรื่องนี้แล้ว บท สรุปของผู้เรียนในชั้นจึงมีความเห็นค่อนข้างจะพ้องต้องกันว่า นวนิยายเรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกับการเมืองอย่างไม่ต้องสงสัย โดยเฉพาะสภาพสังคมการเมืองไทยในยุคที่พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ยังดำรงอยู่ คือ เด็ก ๆ เชื้อสายมนุษย์ต่างดาว ก็เปรียบเสมือนบรรดาสมาชิกของพคท. ที่มีวิถีคิด อุดมการณ์ไม่เหมาะสมกับบางเพลง อันเปรียบเสมือนสังคมไทยจำลอง และในที่สุดเด็ก ๆ เหล่านั้นก็ต้องล้มตายหายจากไปจากบางเพลง ดุจเดียวกันกับการล่มสลายลงของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย</p>
<p>แต่บทเรียนสำคัญยิ่งอีกประการหนึ่งที่ผมได้รับจากนวนิยายเรื่อง กาเหว่าที่บางเพลง ก็คือ เพียงแค่ผู้เขียนกล่าวปฏิเสธว่านวนิยายของเขาไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง นั่นก็ถือเป็นเรื่องการเมืองอย่างยิ่งแล้ว เนื่องจากประโยคปฏิเสธดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า นวนิยายดังกล่าวไม่สามารถหลุดพ้นไปจากความสัมพันธ์กับเรื่องการเมืองได้ (แม้จะสัมพันธ์แบบไม่เกี่ยวข้องก็ตามที) และการเมืองก็น่าจะถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งต่อการมองโลกของผู้เขียน จนถึงกับต้องกล่าวปฏิเสธว่านวนิยายของตนไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องสำคัญดัง กล่าวในส่วนของคำนำ</p>
<p>ด้วยเหตุนี้ ผมจึงเห็นว่า หากเราฟังผลงานเพลงชุดล่าสุดของอัสนี-วสันต์ อย่างเทียบเคียงกับบริบททางสังคมการเมืองไทยร่วมสมัยอย่างถี่ถ้วนแล้ว เราก็จะพบว่าเนื้อหาของหลาย ๆ เพลงในผลงานชุดนี้ มีนัยยะที่สะท้อนให้เห็นถึงสภาพสังคมการเมืองไทยร่วมสมัยอย่างชัดเจนและน่าสนใจ ทั้งที่สะท้อนผ่านนิทานอีสปอย่างเด็กเลี้ยงแกะ ผ่านเพลงที่มีเนื้อหาจริงจังอย่าง ดิน น้ำ ลม ไฟ ผ่านเพลงรักอย่าง เจ็บแต่ดี ผ่านเพลงประกอบละครอย่าง ยืนหยัด ยืนยง ไปจนกระทั่งสะท้อนผ่านเพลงเก่าที่ถูกนำมาทำใหม่อย่าง ยิ่งสูงยิ่งหนาว แม้ว่าตัวเจ้าของผลงานจะแสร้งทำเป็นกล่าวว่า งานเพลงของตนไม่มีความเกี่ยวข้องกับการเมืองเลยก็ตาม</p>
<p>ดังนั้น เมื่อเราลองหันกลับมาพิจารณาสภาพสังคมการเมืองไทยในปัจจุบัน โดยเฉพาะในมุมมองของคนชั้นกลางและชนชั้นนำส่วนหนึ่งในสังคม เราก็จะเห็นได้ว่า มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ แม่พลอย และ เปา บุ้น จิ้น จะต้องหวนกลับคืนมาสู่จอโทรทัศน์ไทยอีกครั้งหนึ่ง</p>
<h4>วิกฤตการณ์ของสังคมการเมืองไทยในสายตาคนชั้นกลางและชนชั้นสูงจำนวนหนึ่ง กับ การกลับมาของ แม่พลอย และ เปา บุ้น จิ้น</h4>
<p>การบริหารราชการแผ่นดินที่ผิดพลาดจำนวนมากของรัฐบาลทักษิณ เช่น เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนในประเด็นต่าง ๆ ดังที่คนชั้นกลางและชนชั้นนำฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลมักจะกล่าวถึงกัน เพราะพวกเขามองว่านี่เป็นความผิดฉกรรจ์ของรัฐบาลชุดนี้ และเรื่องการใช้อำนาจสัมบูรณาญาสิทธิ์ของรัฐบาลที่มีเสียงข้างมากอย่าง เด็ดขาดจัดการกับชีวิตของคนดังราวกับว่า รัฐไทยไม่ได้มีสถานภาพเป็น นิติรัฐ ทั้งการฆ่าตัดตอนในสงครามปราบปรามยาเสพติด มาจนกระทั่งถึง เหตุการณ์ที่มัสยิดกรือเซะและโศกนาฏกรรมที่ตากใบ ซึ่งเป็นเรื่องที่คนชั้นกลางและชนชั้นนำฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลไม่ให้ความสนใจสัก เท่าไหร่ บ่งบอกถึงอาการที่ไม่ค่อยดีของสังคมการเมืองไทยร่วมสมัยได้เป็นอย่างดี</p>
<p>จากมุมมองของคนชั้นกลางในกรุงเทพฯและตามหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศ รวมทั้งชนชั้นนำของสังคมไทยที่ยึดโยงตนเองอยู่กับขั้วอำนาจซึ่งตรงกันข้าม กับทักษิณ ชินวัตร และพรรคไทยรักไทย สภาพสังคมการเมืองไทยในตอนนี้ถือได้ว่าอยู่ในสภาวะวิกฤตหนัก จึงเป็นธรรมดาที่คนชั้นกลางผู้มีความอ่อนไหวง่ายในทางการเมือง และชนชั้นนำส่วนหนึ่งในสังคมที่รู้สึกว่าอำนาจและผลประโยชน์ต่าง ๆ เริ่มจะห่างหายจากตนเองไปมากขึ้นทุกที จะต้องโหยหาหลักยึดทางการเมืองที่มั่นคงและทรงพลานุภาพยิ่งกว่าทักษิณและไทย รักไทย</p>
<p>พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ หลักยึดทางการเมืองที่มั่นคงและทรงพลานุภาพดังกล่าว ทั้งในความคิดของคนชั้นกลางและชนชั้นนำเหล่านั้น และในสภาพความเป็นจริงของสังคมการเมืองไทย</p>
<p>คนชั้นกลางและชนชั้นนำไทยจำนวนหนึ่งจึงพยายามทำให้สถานะที่อยู่ เหนือ การเมืองขององค์พระมหากษัตริย์ มีความหมายว่า ทรงมีตำแหน่งแห่งที่อยู่ ณ ส่วนยอดสุดของสังคมการเมืองไทย และทรงสามารถจะมีบทบาทในทางการเมืองได้โดยตรงภายในสังคมการเมืองดังกล่าว มิใช่หมายความว่า ทรงอยู่นอกเหนือไปจากสังคมการเมืองไทย และไม่สามารถจะทรงมีบทบาททางการเมืองอย่างตรงไปตรงมาดุจดังนักการเมือง ธรรมดาได้</p>
<p>พวกเขาพยายามตีความรัฐธรรมนูญมาตรา 7 ให้ สอดคล้องกับจุดประสงค์ทางการเมืองของตนเอง แต่แล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงปฏิเสธว่า พระองค์ไม่สามารถจะใช้พระราชอำนาจตามรัฐธรรมนูญมาตราดังกล่าวได้</p>
<p>ทว่าพระองค์ทรงเลือกใช้พระราชอำนาจผ่านทางสถาบันตุลาการ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในอำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย ให้เข้ามาแก้ไขปัญหาวิกฤตทางสังคมการเมืองไทยที่กำลังเกิดขึ้น</p>
<p>พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสถาบันตุลาการซึ่งมีหน้าที่รับสนองพระราชดำรัสในการแก้ไขปัญหาของสังคม การเมืองไทยยุคปัจจุบัน จึงเปรียบได้เป็นหลักยึดทางการเมืองที่มั่นคงและทรงพลานุภาพยิ่งของคนชั้น กลางและชนชั้นนำจำนวนหนึ่งในสังคมการเมืองไทย</p>
<p>ดูเหมือนว่า หลักยึดทางการเมืองดังกล่าวจะมีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น และคล้ายว่าจะมากยิ่งกว่าอำนาจของทักษิณและพรรคไทยรักไทย ดังจะเห็นได้จากพลังของฝูงชนจำนวนมากที่ถวายความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวโรกาสที่ทรงครองราชย์ครบ 60 ปี พลังของฝูงชนที่แสดงความห่วงใยอย่างยิ่ง เมื่อทราบข่าวว่าพระเจ้าแผ่นดินของพวกเขาทรงกำลังรับการรักษาอาการประชวร อยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช และพลังทางการเมืองของศาลต่าง ๆ ที่เริ่มแสดงบทบาทอันตรงกันข้ามกับรัฐบาลไทยรักไทยอย่างมากยิ่งขึ้นเป็น ลำดับ</p>
<p>ขณะเดียวกัน ข่าวคราวความขัดแย้งไม่ลงรอยกันระหว่างทักษิณกับสถาบันหลักของชาติไทยก็คล้ายจะถูกแพร่กระจายออกสู่สังคมมากยิ่งขึ้น</p>
<p>แน่นอนว่า โลกของโทรทัศน์ ย่อมเป็นโลกที่ถูกจับจ้องโดยสายตาของคนจำนวนมากในสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนชั้นล่างผู้ยากจน (ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักในนโยบายประชานิยมของรัฐบาลไทยรักไทย) แต่ความเป็นไปของโลกดังกล่าวกลับไม่ได้ถูกกำหนดโดยอำนาจของคนชั้นล่างส่วน ใหญ่ในสังคมแต่อย่างใด อำนาจที่จะกำหนดความเป็นไปในโลกของโทรทัศน์ กลายเป็นอำนาจของคนชั้นกลางและชนชั้นนำ ซึ่งเป็นปัญญาชนผู้มีอำนาจครอบครองและกำหนดทิศทางของสื่อมวลชนแขนงต่าง ๆ ภายในสังคม รวมถึงโทรทัศน์</p>
<p>ความแตกต่างในประเด็นเรื่องชนชั้นระหว่างสถานีโทรทัศน์ก็เป็นสิ่งสำคัญอีกประการ หนึ่งที่เราพึงพิจารณา เมื่อโลกของสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 เป็น โลกที่ถูกจับจ้องโดยสายตาของคนชั้นกลางในสังคมไทยในอัตราที่ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7</p>
<p>ด้วยเหตุนี้ โลกทัศน์ของคนชั้นกลางและชนชั้นนำจำนวนหนึ่งในสังคมไทยที่มีต่อสภาพสังคม การเมืองร่วมสมัย จึงถูกแสดงออกผ่านทางการหวนคืนกลับมาสู่จอโทรทัศน์อีกครั้งของละครเรื่อง สี่แผ่นดิน และ เปา บุ้น จิ้น โดยไทยทีวีสีช่อง 3</p>
<p>เมื่อคนชั้นกลางและชนชั้นนำจำนวนหนึ่งในสังคมไทยกำลังทนทุกข์ว่า สังคมการเมืองไทยที่วิกฤตหนักขณะนี้ กำลังต้องการพระบารมีขององค์พระมหากษัตริย์มาเป็นที่พึ่งและช่วยค้ำจุนอย่าง เร่งด่วน อะไรเล่าจะช่วยรักษาอาการทนทุกข์ดังกล่าวของพวกเขาได้ดีกว่า ภาพของอดีตอันรุ่งเรืองดีงามที่แผ่นดินสยามถูกปกครองโดยองค์พระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีในละครเรื่อง สี่แผ่นดิน</p>
<p>ถึงแม้ว่าสองแผ่นดินหลังในชีวิตของ แม่พลอย อำนาจในการปกครองประเทศจะตกมาอยู่ในมือของคณะราษฎร และวันสิ้นชีวิตของ แม่พลอย จะเป็นวันเดียวกับวันสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8 แต่ก็ต้องยอมรับว่า นวนิยายเรื่อง สี่แผ่นดิน ที่แต่งโดยนักการเมืองฝ่ายกษัตริย์นิยมผู้เปรื่องปราดอย่าง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนวนิยายที่สร้างภาพอันงดงามยิ่งใหญ่ให้แก่สถาบันพระมหากษัตริย์ในสมัย สมบูรณาญาสิทธิราชย์ และสร้างภาพอันโศกเศร้าเคล้ารันทดหดหู่เมื่ออำนาจการปกครองประเทศตกไปอยู่ใน มือของคณะราษฎร ผู้ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี พ.ศ. 2475</p>
<p>นวนิยายเรื่อง สี่แผ่นดิน จึงทำหน้าที่อย่างสำคัญยิ่งในการตอกย้ำให้สังคมไทยเห็นถึงความสำคัญของ สถาบันพระมหากษัตริย์ ผ่านภาพอดีตที่รุ่งเรืองดีงามในชีวิตวัยเยาว์และวัยสาวของแม่พลอย</p>
<p>นอกจากนี้ แม้ว่าวันสุดท้ายของชีวิต แม่พลอย อันเป็นวันสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8 ด้วย นั้นจะนำความโศกเศร้ามาสู่ผู้ดูละครและผู้อ่านนวนิยายจำนวนมาก แต่เราคงไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ภายหลังจากวันอันโศกเศร้าดังกล่าว ท้องฟ้าอันมืดครึ้มก็พลันเปลี่ยนสีเป็นสว่างสดใส เมื่อพระมหากษัตริย์องค์ใหม่ได้ขึ้นครองราชย์ และต่อมาจนถึงปัจจุบัน พระองค์จะทรงกลายเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ทรงอำนาจและมีพระบารมีมากที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย</p>
<p>ภาพอดีตอันงดงามรุ่งเรืองในละครเรื่อง สี่แผ่นดิน ที่เชื่อมโยงอย่างนวลเนียนกับสถานะอันสูงส่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน จึงถือเป็นโอสถอันมีประสิทธิภาพยิ่งสำหรับคนชั้นกลางและชนชั้นนำในสังคมไทย ที่กำลังทนทุกข์อยู่กับโรคภัยร้ายแรงที่พวกเขาเชื่อว่าเกิดขึ้นจากระบอบทักษิณ</p>
<p>ตามความเห็นของผม การหวนกลับคืนมาสู่จอโทรทัศน์อีกครั้งหนึ่งของละครจีนเรื่อง เปา บุ้น จิ้น ก็มีที่มาอันเชื่อมโยงกับการหวนคืนของ สี่แผ่นดิน และสภาวะวิกฤตของสังคมการเมืองไทยในสายตาของคนชั้นกลางและชนชั้นนำบางส่วน อย่างไม่อาจแยกขาดจากกันได้</p>
<p>เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระราชดำรัสให้สถาบันตุลาการเข้ามาทำหน้าที่คลี่คลายวิกฤตทางการเมืองที่เกิดขึ้น ความหวังทั้งมวลในการรักษาโรคภัยร้ายแรงอันเกิดจากระบอบทักษิณที่คนชั้นกลาง และชนชั้นนำบางส่วนกำลังประสบอยู่ จึงถูกถ่ายโอนไปยังบุคลากรฝ่ายศาลจนเกือบหมด</p>
<p>อาจกล่าวได้ว่า อำนาจของสถาบันตุลาการได้กลายเป็นความใฝ่ฝันอันงดงามครั้งใหม่ของคนชั้นกลาง และชนชั้นนำบางส่วนในสังคมการเมืองไทย ซึ่งความใฝ่ฝันครั้งใหม่ดังกล่าวก็ถูกสะท้อนผ่านการปรากฏตัวขึ้นใหม่ของ เปา บุ้น จิ้น แห่งศาลไคฟง</p>
<p>เมื่อคนจำนวนหนึ่งของสังคมไทยโหยหาบุคลากรฝ่ายตุลาการผู้มีความซื่อสัตย์ สุจริต ยุติธรรม เพื่อให้เขาเข้ามาแก้ไขปัญหาร้ายแรงของชาติ แล้วใครเล่าที่จะเป็นภาพตัวแทนของอาการโหยหาตงฉินและความใฝ่ฝันครั้งใหม่ได้ ดีเท่ากับ เปา บุ้น จิ้น</p>
<p>น่าสนใจว่า เมื่อคนในสังคมไทยจำนวนหนึ่งหวังพึ่งพระบารมีของพระมหากษัตริย์ พวกเขาอาจนึกถึงละครเรื่อง สี่แผ่นดิน รวมทั้ง ละครและหนังไทยอิงประวัติศาสตร์เรื่องอื่น ๆ ได้อีกมากมาย แต่เมื่อพวกเขาหวังพึ่งพาความใฝ่ฝันครั้งใหม่หรือความหวังใหม่อย่างสถาบัน ตุลาการ ภาพตัวแทนความใฝ่ฝันของพวกเขากลับต้องลอยละล่องไปไกลถึงเมืองจีน อันอาจบ่งบอกได้ถึง ตำแหน่งแห่งที่อันเพิ่งจะปรากฏอย่างชัดเจนเป็นครั้งแรกของสถาบันดังกล่าวใน สังคมการเมืองไทย จนหลายคนเป็นห่วงว่า บุคลากรฝ่ายตุลาการอาจมีประสบการณ์ไม่มากพอ เมื่อต้องรับภาระอันหนักอึ้งในการแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์ทางการเมือง</p>
<p>จึงสามารถกล่าวได้ว่า ในความทรงจำทางการเมืองของผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมไทยแล้ว บทบาทของสถาบันตุลาการแทบไม่เคยปรากฏมาก่อน (ถึงแม้จะเคยปรากฏ ก็เป็นการปรากฏในฐานะส่วนตัวไม่ใช่ในฐานะสถาบัน คือ มีบุคลากรฝ่ายตุลาการบางคนที่เคยได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทว่า บุคคลเหล่านั้นก็ไม่ได้มีฐานะเป็นผู้นำทางการเมืองที่เป็นต้นแบบสักเท่าไหร่ บางคนถูกมองว่าอ่อนเกินไปเหมือนมะเขือเผา ส่วนบางคนก็มีอุดมการณ์ทางการเมืองที่ขวาเกินไป จนอยู่ในตำแหน่งได้ไม่นาน) เมื่อไร้ซึ่งตัวตนในความทรงจำของผู้คน ผู้คนจึงไม่สามารถค้นหาภาพตัวแทนที่เป็นสัญลักษณ์ของตุลาการผู้เที่ยงธรรม แบบไทย ๆ ได้อย่างง่ายดาย จนสุดท้ายแล้ว ภาระหนักจึงต้องตกไปอยู่ที่ เปา บุ้น จิ้น อีกครั้ง</p>
<p>การหวนกลับคืนสู่จอโทรทัศน์อีกครั้งของละครอย่าง สี่แผ่นดิน และ เปา บุ้น จิ้น หรือ การย้อนกลับมาของภาพอดีตอันรุ่งเรืองดีงาม จึงอาจเป็นการต่อสู้ทาง การเมืองวัฒนธรรม (cultural politic) อีกรูปแบบหนึ่งของคนชั้นกลางและชนชั้นนำบางส่วนซึ่งยึดกุมสื่อมวลชนบางแขนงอยู่ในมือ ที่มีต่อผู้นำประเทศอย่าง ทักษิณ ชินวัตร</p>
<h4>ความชุลมุนวุ่นวายไม่รู้จบของการแย่งชิงเกราะกายสิทธิ์ และ การต่อสู้ทางการเมืองที่แนบเนียนยิ่งขึ้นในทุกขณะ</h4>
<p>แม้บางคนอาจจะมองว่า ตระกูลของผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 นั้น มีความสัมพันธ์อันแนบชิดกับรัฐบาลไทยรักไทย จนถึงกับมีคนในตระกูลดังกล่าวได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้</p>
<p>อย่างไรก็ตาม การต่อสู้ แย่งชิงผลประโยชน์ในทางการเมืองนั้น ไม่เคยแบ่งอะไรออกเป็นสองขั้วอย่างง่ายดายและชัดเจน ชีวิตของผู้คน ทั้งคนใหญ่คนโต หรือ คนเล็กคนน้อย ในสังคมการเมือง ต่างสามารถแทงกั๊กทางการเมืองได้เสมอ เช่น เขาอาจเลือกตั้งผู้นำทางการเมืองคนหนึ่ง ขณะเดียวกัน เขาก็อาจจะแสดงความรักต่อผู้นำทางการเมืองอีกคนซึ่งอยู่ฝ่ายตรงกันข้ามกับ ผู้นำทางการเมืองที่เขาเลือก ตราบใดที่การแทงกั๊กดังกล่าวจะให้ประโยชน์และคุ้มครองชีวิตของพวกเขาได้</p>
<p>เช่นเดียวกันกับ นักการเมืองบางคน ที่ในบางเวลา เขาอาจทำงานและทุ่มเทเงินทุนจำนวนมากให้กับพรรคการเมืองต้นสังกัด ตราบ ใดที่หัวหน้าพรรคการเมืองดังกล่าวยังมีอำนาจยิ่งใหญ่ และสามารถบันดาลผลประโยชน์บางอย่างให้แก่เขาได้ แต่เมื่อใดที่หัวหน้าพรรคของเขาเริ่มมีวี่แววจะสูญสิ้นวาสนาหรือจวนเจียนจะ หมดอำนาจ นักการเมืองคนนั้น รวมถึงวงศ์ตระกูลของเขา ก็ย่อมจะสามารถตีตัวออกห่าง กระทั่งทำตัวเป็นศัตรูลับ ๆ ต่อหัวหน้าพรรคของตนได้เสมอ</p>
<p>ธรรมชาติของสังคมการเมืองจึงดำเนินไปอย่างสับสนปนเปและมีการต่อสู้ในมิติต่าง ๆ ที่ชุลมุนวุ่นวายตลอดมา เพราะการแบ่งสรรผลประโยชน์ของผู้คนทั้งหลายในสังคมการเมืองนั้นไม่เคยมีวัน ลงตัว หรือ อาจกล่าวได้ว่าเป็นโครงการที่ไม่มีวันจบ</p>
<p>ความสับสนปนเปและความชุลมุนวุ่นวายดังกล่าว ก็คงคล้าย ๆ กับสิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อทั้งเทพ ผี อมนุษย์ แม่มด กษัตริย์ ข้าราชบริพาร สามัญชนคนธรรมดา ตลอดจนมนุษย์ต่างดาว? (จากบุรีปลายฟ้า) ได้มีชะตากรรมเข้ามาเกี่ยวพันกันในการแย่งชิง เกราะกายสิทธิ์ หากแต่ความสับสนวุ่นวายใน เกราะกายสิทธิ์ คงต้องถึงจุดจบสิ้นลงในสักวันหนึ่ง (แม้ว่าละครจะถูกยืดเรื่องอย่างเห็นได้ชัดก็ตาม) ขณะที่ความสับสนวุ่นวายของสังคมการเมืองคงจะไม่มีวันสิ้นสุด และการต่อสู้ทางการเมืองในรูปแบบใหม่ ๆ ก็ย่อมเกิดขึ้นมาอยู่ตลอดเวลา</p>
<p>ทั้งนี้การต่อสู้ทางการเมืองในหลาย ๆ มิตินั้น ได้ถูกซุกซ่อนอยู่อย่างแนบเนียนกับวิถีชีวิตประจำวันอันดูคล้ายจะธรรมดาสามัญของผู้คนในสังคมการเมือง จนบางครั้ง เราไม่ทันได้สังเกตเห็นมัน กระทั่งเราอาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าแนวคิดทางการเมืองบางแนวคิดได้ค่อย ๆ ซึมซาบเข้าสู่ความคิดของตนเอง และกลายเป็นตัวกำหนดวิธีการมองโลกของเราไปเรียบร้อยแล้ว</p>
<p>&#8211;<br />
ที่มา &#8211; <a href="http://konmongnang.exteen.com/20060811/entry">การกลับมาของ “แม่พลอย” และ “เปา บุ้น จิ้น”</a>, more than cinemas, 11 สิงหาคม 2549</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://readcamp.org/2008/11/ploy-bao-zheng-returns/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>อธิป : เสือและสิงห์ / กระทิงและแรด</title>
		<link>http://readcamp.org/2008/11/tiger-lion-bull-rhino/</link>
		<comments>http://readcamp.org/2008/11/tiger-lion-bull-rhino/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 08 Nov 2008 11:12:39 +0000</pubDate>
		<dc:creator>bact&#39;</dc:creator>
				<category><![CDATA[นักอ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[Structuralism]]></category>
		<category><![CDATA[Zizek]]></category>
		<category><![CDATA[ฉลาก]]></category>
		<category><![CDATA[ชนชั้นกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[สัตว์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://culturelab.in.th/readcamp/?p=131</guid>
		<description><![CDATA[อธิปกับ &#8216;ภาพ&#8217; บนฉลากวิสกี้และสาโท &#8211; หน้าที่ของนักสังคมศาสตร์ที่มีต่อเสือสิงห์กระทิงแรด “บทความ ชิ้นนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้น ไม่เกี่ยวข้องกับ บุคคล องค์กร หรือ เหตุการณ์จริงแต่ประการใดทั้งสิ้น ในกรณีที่บางส่วนของบทความนี้ไปพ้องกับ บุคคล องค์กร หรือ เหตุการณ์จริงจึงเป็นเรื่องบังเอิญเท่านั้น” ในปกหนังสือการ์ตูนสักเล่ม เมื่อเร็วๆ นี้ผมได้มีโอกาสได้เข้าไปค้นหาคลิปวีดีโอเกี่ยวกับ ชิเชค[1] ใน YouTube แล้ว พบว่ามีคลิปวีดีโอสั้นๆคลิปหนึ่งเกี่ยวกับชิเชคที่น่าสนใจไม่หยอกเลย[2] ผมสันนิษฐานว่าคลิปดังกล่าวนั้นเป็นบางส่วนของหนังที่ชื่อว่า Zizek! ที่ นำแสดงโดยตัวเขาเอง (ผมไม่แน่ใจว่าเรียกมันว่าสารคดีได้หรือเปล่า แต่เขาเล่นเป็นตัวเองแน่ๆ) เพราะ ผมคิดว่าโทนของคลิปมันคล้ายๆ กับ ตัวอย่างหนังดังกล่าวที่ผมเคยดู (ให้ตายเหอะ ผมอยากดูเป็นบ้าเลยไม่รู้จะหาดูที่ไหน) ในคลิปสั้นๆ นั้นชิเชคได้โผล่ข้อเสนออันน่าสนใจของเขาไว้ตั้งแต่ประโยคแรกๆ ว่า “หน้าที่ของปรัชญาไม่ใช่การแก้ปัญหา แต่เป็นการระบุปัญหาใหม่” (The duty of Philosophy is not to solve problems, but to redefine problems.)[3] [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://fxxknoevil.wordpress.com/">อธิป</a>กับ &#8216;ภาพ&#8217; บนฉลากวิสกี้และสาโท<br />
&#8211;</p>
<h3>หน้าที่ของนักสังคมศาสตร์ที่มีต่อเสือสิงห์กระทิงแรด</h3>
<blockquote><p>
<em>“บทความ ชิ้นนี้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้น ไม่เกี่ยวข้องกับ บุคคล องค์กร หรือ เหตุการณ์จริงแต่ประการใดทั้งสิ้น ในกรณีที่บางส่วนของบทความนี้ไปพ้องกับ บุคคล องค์กร หรือ เหตุการณ์จริงจึงเป็นเรื่องบังเอิญเท่านั้น”</em><br />
ในปกหนังสือการ์ตูนสักเล่ม
</p></blockquote>
<p>เมื่อเร็วๆ นี้ผมได้มีโอกาสได้เข้าไปค้นหาคลิปวีดีโอเกี่ยวกับ ชิเชค[1] ใน YouTube แล้ว พบว่ามีคลิปวีดีโอสั้นๆคลิปหนึ่งเกี่ยวกับชิเชคที่น่าสนใจไม่หยอกเลย[2]  ผมสันนิษฐานว่าคลิปดังกล่าวนั้นเป็นบางส่วนของหนังที่ชื่อว่า <em>Zizek!</em> ที่ นำแสดงโดยตัวเขาเอง (ผมไม่แน่ใจว่าเรียกมันว่าสารคดีได้หรือเปล่า แต่เขาเล่นเป็นตัวเองแน่ๆ) เพราะ ผมคิดว่าโทนของคลิปมันคล้ายๆ กับ ตัวอย่างหนังดังกล่าวที่ผมเคยดู (ให้ตายเหอะ ผมอยากดูเป็นบ้าเลยไม่รู้จะหาดูที่ไหน)</p>
<p>ในคลิปสั้นๆ นั้นชิเชคได้โผล่ข้อเสนออันน่าสนใจของเขาไว้ตั้งแต่ประโยคแรกๆ ว่า “หน้าที่ของปรัชญาไม่ใช่การแก้ปัญหา แต่เป็นการระบุปัญหาใหม่” (The duty of Philosophy is not to solve problems, but to redefine problems.)[3]  และ ต่อจากนั้นตอนกลางๆ คลิปเขาก็พูดเรื่องการตั้งคำถามของนักปรัชญาอีกในทำนองที่ว่า  นักปรัชญาไม่ถามคำถามโง่ๆ ทำนอง ความความจริงมีอยู่หรือเปล่า หรือ พระเจ้ามีอยู่หรือเปล่าหรอก นักปรัชญาถามคำถามที่ว่า “เราหมายความอย่างไร เมื่อเราบอกว่า มันมีความจริงอยู่” ต่างหาก (อันนี้คร่าวๆ นะครับ)<br />
<span id="more-131"></span><br />
แน่นอนนะครับ เราไม่สามารถเข้าใจข้อความเหล่านี้อย่างตรงตัวได้แน่ๆ โดยที่ไม่เข้าใจเขาผิด ซึ่งนี่ยังไม่รวมไปถึงรายละเอียดต่างๆ ที่เขาพูดนะครับ ที่เราจะสับสนอย่างไม่มากก็น้อยแน่ๆ ถ้าเราไม่เข้าใจว่าเขาเคลมสิ่งเหล่านั้นจาก พื้นฐานทางความคิดแบบไหน ประโยคต่างๆ นั้นเราต้องเข้าใจมันภายใต้บริบทความคิดหรือการเอื้อนเอ่ย (enunciation) อยู่ตลอดเวลาเพื่อความไม่สับสน อาทิเช่น เรา (ในฐานะปัญญาชน) ไม่สามารถ เคลมไปดื้อๆ ว่า “ชิเชค บอกว่าไม่มีนักปรัชญาที่ไหน เขาถามว่ามีความจริงหรือเปล่าหรอก” เพราะ นั่นเป็นการดึงข้อมความมาลอยอันชวนให้เข้าใจผิดเป็นที่สุด เพราะ หัวใจของข้อความดังกล่าวอยู่ที่ประโยคหลังที่ว่า “เราหมายความอย่างไร เมื่อเราบอกว่า มันมีความจริงอยู่” ต่างหาก</p>
<p>จริงอยู่ประโยคแรกนั้นอาจจะเป็นการกล่าวเวอร์เกินจริง (exaggerate) แต่ เมื่อมันประสานกับประโยคหลังแล้ว เราก็จะเข้าใจได้ง่ายว่า ชิเชคนั้นเล่นกับประเด็นอะไร ซึ่งเทคนิคเหล่านี้ก็ทำให้งานชิเชคนั้นอ่านง่ายกว่าเมื่อเทียบกับหลายๆ คนโดยเฉพาะ พวกฝรั่งเศส[4]</p>
<p>… แล้วมันเกี่ยวอะไรกับชื่อบทความนี้???</p>
<p>ก็ต้องให้เรื่องมันดำเนินต่อมาสักนิด</p>
<p>หลังจากที่ผมได้รับชมคลิปดังกล่าวของชิเชคแล้ว ผมก็ได้ไปพบปะสังสรรค์กับเพื่อนฝูง โดยนั่งล้อมวงกันบริโภคของเหลวสีเหลืองที่มียี่ห้อเป็นสัตว์ตระกูลแมวยี่ห้อหนึ่ง (ซึ่งแน่นอนรายได้ส่วนหนึ่งก็ได้ไหลรินไปสู่องค์กรทางสุขภาพองค์กรหนึ่ง ซึ่งมีนโยบายการต่อต้านแหล่งรายได้ของตนอย่างจริงจัง)</p>
<p>ผมก็นั่งๆ ทอดอารมณ์ไปตามประสาคนที่นานๆ จะได้สังสรรค์กับเพื่อนฝูง (ด้วยอารมณ์ที่สมัยนี้เขาคงเรียกกันว่า “ชิลๆ” กระมัง แต่ผมไม่นิยมใช้) ….</p>
<p>… แต่ในที่สุดความสงสัยและปัญหาตามเรื่องตามราวของผมมันก็บังเกิดขึ้นจนได้ (แต่ผมว่าสนุกนะ)</p>
<p>ผมกราดสายตาไปรอบๆ และ เห็นฉลากของเครื่องดื่มดังกล่าวบนขวดสีน้ำตาลเข้มของมัน</p>
<p>… ผมนึกในใจ “เสือ”</p>
<p>และคำว่า “สิงห์กระทิงแรด” มันก็พร้อมใจกันตามมาโดยไม่ได้นัดหมาย</p>
<p>… ผมนั่งวิเคราะห์อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอาเรื่องนี้ไปเสนอที่ประชุม</p>
<p>“บ้านเรามันชอบเอาชื่อพวกเดรัจฉานมาเป็นเครื่องดื่มพรรค์นี้กันเยอะเนอะ ว่าแต่มันมีเสือสิงห์กระทิงแรด ครบหรือเปล่าวะ?” ผมเปิดประเด็น</p>
<p>ด้วยความที่ผมพูดไปคิดไป และ ยังไม่มีใครเสริมประเด็นอย่างเป็นลำเป็นสันผมจึงเสริมต่อไปว่า “เสือก็ไอ้ที่เราแดกอยู่ สิงห์ก็มีเห็นๆ อยู่แล้ว แต่กระทิงกับแรดนี่ไม่มีเน้นๆ ว่ะ … แต่ถ้าจะเอาคล้ายๆ ก็พอมีสาโทที่ยี่ห้อ กระซู่กับกูปรี ไม่รู้มันจะพอแทนกระทิงหรือแรดได้หรือเปล่าว่ะ”</p>
<p>ผมพูดเสร็จก็รู้สึกปิ๊งถึงข้อสังเกตที่ตนพึ่งตั้งได้โดยบังเอิญ จึงถามต่อไปว่า</p>
<p>“มันมีนัยยะอะไรหรือเปล่าวะที่ไอ้ เสือ กับ สิงห์ มันเป็นยี่ห้อเบียร์ แต่ กระซู่ กับ กูปรี มันดันเป็นยี่ห้อสาโท”</p>
<p>ด้วยความฉับไว เพื่อนร่วมวงของผมคนหนึ่งเสริมมาว่า “กระซู่ กับ กูปรี มันเข้ากันได้กับท้องนา มันสอดคล้องกับความเป็นชาวบ้าน มันถึงสอดคล้องกับการเป็นยี่ห้อสาโทไง”</p>
<p>แต่แล้วสักพักมันก็บอกว่าที่มันว่าไปนั้นเป็นการวิเคราะห์ที่เลยเถิดไป ซึ่งผมแย้งว่า “มัน ต้องไปให้มันเลยเถิดอย่างนั้นสิวะ เป็นนักสังคมศาสตร์ ต้องวิเคราะห์ให้เลยเถิด เราต้องหาความสัมพันธ์ของสิ่งที่ดูไม่เกี่ยวข้องกันสิวะ พวกที่ดังๆ มันก็ทำอย่างนั้นทั้งนั้นแหละ มึงดูฟรอยด์สิ[5] เรื่องเพศมันเกี่ยวห่าอะไร กับสิ่งที่ฟรอยด์เอาไปโยง มันเกี่ยวห่าอะไรกับความฝัน ในกระบวนทัศน์แบบชาวบ้านไทย ความฝัน มันเป็นห่าอะไรนอกจาก เลขเด็ด Interpretation of Dreams มันคือห่าอะไรนอกจาก การตีความเลขเด็ดจากความฝัน …”</p>
<p>… และประเด็นก็หลุดไปเป็นประเด็นอื่น (ตามระเบียบ เพราะ นี่คือวงสังสรรค์ ไม่ใช่เรียงความตามจารีต)</p>
<p>อย่างไรก็ ดีประเด็นเหล่านี้ก็ยังเป็นสิ่งที่น่าสนใจสำหรับผมอยู่ดี ผมจึงมาขบคิดมันต่อมาในภายหลัง เพราะ ผมถือว่า มันเป็น หน้าที่ของนักสังคมศาสตร์ที่ดีที่จะไม่ปล่อยปรากฏการณ์ทางสังคมที่ตนรู้สึก ว่าน่าสนใจและน่าจะมีนัยยะหลุดไปจากการพิจารณา</p>
<p>และ ผมก็พยายามนั่งวิเคราะห์ ความเป็นชนชั้นกลางของเครื่องดื่มอย่าง เสือ และ สิงห์ และ ความเป็นชนชั้นล่าง (หรือชาวบ้าน) ของ กระทิง และ แรด อย่างพอขำๆ ด้วย กรอบแบบ โครงสร้างนิยม (Structuralism) ได้ผลราวๆ นี้ครับ</p>
<p>คู่ตรงข้ามของสัตว์ทั้งสองกลุ่มเป็นดังนี้</p>
<p><em>เสือและสิงห์/ กระทิงและแรด</em></p>
<p>โจมตีด้วยการกัดและและเล็บ/ โจมตีด้วยการขวิด</p>
<p>มีเขี้ยวเล็บเป็นอาวุธ/ มีเขาหรือนอเป็นอาวุธ</p>
<p>ไม่มีเขา/ มีเขา</p>
<p>ปีนต้นไม่ได้/ ปีนต้นไม้ไม่ได้</p>
<p>กินเนื้อสัตว์/ กินพืช</p>
<p>… เอาแค่นี้ก่อนแล้วกัน ต่อไปเป็นบทวิเคราะห์</p>
<p>ประการแรก ถ้าจะพูดถึงอาวุธของสัตว์ทั้งสองกลุ่ม เราอาจจะสื่อความได้ไม่ตรงประเด็นนัก ตรง นี้เราขอตีความถึงการมีเขาและไม่มีเขาของสัตว์ทั้งสองกลุ่ม จะตรงกว่า เราจะสังเกตุได้ว่าสัตว์ที่ปรากฎบนเครื่องดื่มของชนชั้นกลาง (ไม่อยากใช้คำนี้เท่าไรเพราะไม่ตรงนัก แต่คิดหาคำที่ดีกว่านี้และไม่รุงรังเกินไปไม่ได้) เป็นสัตว์ที่ไม่มีเขา (แน่นอนมีข้อยกเว้นแต่เราจะไม่นำมาพิจารณาในที่นี้) ในขณะที่สัตว์ที่ปรากฏบนเครื่องดื่มของชาวบ้านนั้นเป็นสัตว์ที่มีเขา</p>
<p>ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?</p>
<p>คำตอบคร่าวๆ คือ ชนชั้นกลางนั้นไม่คุ้นชินจนถึงขั้นกระอักกระอ่วนต่อสัตว์ที่มีเขา ในขณะที่ชาวบ้านจะไม่เป็น เราจะสังเกตได้ว่า สัตว์ที่มีเขาอย่างวัวและควายนั้นเป็นสัตว์ที่สำคัญและเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของชาวบ้านในสังคมเกษตรอย่างแน่นแฟ้น ชาวบ้านจะไม่รู้สึก “เป็นอื่น” กับสัตว์เหล่านี้ ในขณะเดียวกันสัตว์พวกนี้ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตประจำวันของชนชั้นกลางทั่วๆ ไป[6] จึงไม่แปลกอะไรที่ชนชั้นกลางจะรู้สึก “เป็นอื่น” กับมัน ไปจนถึงมีทรรศนะคติทางลบกับมัน อันเห็นได้จากการใช้ชื่อสัตว์มีเขาบางชนิดเป็นคำสบถ เป็นต้น</p>
<p>ประการที่สอง การปีนต้นไม้ได้ ของสัตว์ที่ปรากฏอยู่บนเครื่องดื่มของชนชั้นกลางนั้นอาจสื่อความได้ถึงการเลื่อนขั้นทางชนชั้นอันเป็นทรรศนะคติของชนชั้นกลาง ไม่ว่าจะเป็นการเลื่อนขั้นขึ้นมาจากชนชั้นล่าง ไปจนถึงการพยายามไต่ขึ้นไปให้สูงอันเป็นทรรศคติที่เห็นได้ดาษดื่นในชนชั้น กลาง ในขณะเดี่ยวกันนั้น การเลื่อนขั้นทางชนชั้นนั้นไม่ใช่สิ่งที่ปรากฏขึ้นอย่างเป็นล่ำเป็นสันต์ใน ทรรศนศติทั่วๆ ไปของชาวบ้านแบบดั้งเดิม (ถึงชาวบ้านอาจมีความคิดอย่างนี้อยู่บ้าง แต่อย่างน้อยๆ ถ้าเทียบความเข้มข้นของทรรศนะคติแบบนี้ในชาวบ้านกับชนชั้นกลาง ก็น่าจะพบว่า ความข้นมันต่างกันหลายขุม)</p>
<p>ประการที่สาม การเป็นสัตว์กินเนื้อ กับ การเป็นสัตว์กินพืช นั้นก็เป็นความต่างที่เทียบเคียงทั้งสองชนชั้นได้อย่างน่าสนใจเช่นกัน โดยปกติแล้วชาวบ้านในสังคมเกษตรนั้นจะบริโภคเนื้อสัตว์น้อยกว่า ชนชั้นกลางในสังคมเมืองอยู่แล้ว ในหลายๆ พื้นที่นั้นการบริโภคเนื้อสัตว์นั้นถือว่าเป็นสิ่งสิ้นเปลืองด้วยซ้ำ อาหารหลักของชาวบ้านนั้นอาจมีเนื้อสัตว์ปนอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้มีจำนวนมาก และ มีถี่เหมือนชนชั้นกลางในสังคมเมืองที่อาหารมื้อไหนไม่มีเนื้อสัตว์ก็ต้องมี ศัพท์ชนิดพิเศษมาเรียกว่า มื้อนั้น “กินมังฯ” หรือ “กินเจ” ซึ่งน่าจะแสดงให้เห็นสถาวะอันไม่ใช่ภาวะมาตรฐานของการบริโภคได้ (เพราะต้องมีคำพิเศษมาเรียก)</p>
<p>ดังนั้นเมื่อพิจารณาในเชิงสัมพัทธ์แล้ว ชนชั้นกลางนั้นมีความเป็น “สัตว์กินเนื้อ” มากกว่าชาวบ้านซึ่งเป็น “สัตว์กินพืช” ในเชิงสัมพัทธ์มากนัก ซึ่งก็สอดคล้องกลับสัตว์ที่เป็นยี่ห้อของเครื่องดื่มที่พวกเขาดื่ม</p>
<p>โดยสรุปแล้ว เราจะได้เห็น ความคล้ายคลึงกันหลายๆ อย่าง ของความแตกต่างระหว่าง เสือสิงห์ กับ กระทิงแรด และความต่างระหว่าง ชนชั้นกลาง กับชาวบ้าน เบื้องต้นในสามประการที่ผมกล่าวมานี่เอง</p>
<p>ในระดับหนึ่งแล้วผมก็งงตัวเองเหมือนกันนะเนี่ยว่าวิเคราะห์มาถึงอย่างนี้ได้ อย่างไร เรียกว่าวิเคราะห์ไปตื่นเต้นไปเหมือนกันว่ามันโผล่มาได้ไง หลายๆ  ข้อสังเกตผมว่าเหลือเชื่อใช้ได้เลยนะเนี่ย</p>
<p>อ่านมาถึงตรงนี้แล้วก็คงได้คำตอบแล้วนะครับว่า ชื่อบทความมาจากไหน</p>
<p>… แต่หลายๆ คนอาจจะสงสัยนะครับ ว่าส่วนแรกของงานชิ้นนี้ที่เกี่ยวกับคลิปของชิเชค ใน YouTube มันเกี่ยวอะไรด้วยกับเนื้อหาส่วนอื่นๆ ของบทความนี้? เมื่อไม่เกี่ยวทำไมไม่เอามันออก? ฯลฯ</p>
<p>คำตอบของผมคือ มันเป็นเบื้องหลังการถ่ายทำของบทความนี้ครับ ผมเชื่อว่าถ้าผมไม่ได้ดูมัน ผมคงไม่เกิดไอเดียบรรเจิดจนได้ประสบพบเจอกับคำถามเกี่ยวกับ เสือสิงห์กระทิงแรด ไปจนถึงการวิเคราะห์มันออกมาเป็นคุ้งเป็นแควเป็นแน่ครับ</p>
<p>นอกจากนี้แล้วคลิปดังกล่าวยังตรงไปตรงมามากๆ กับ หน้าที่เกี่ยวกับ “คำถาม” ของนักปรัชญา ในโลกที่หลายๆ คนเอาแต่จะหา “คำตอบและวิธีแก้ไข” (ที่ น่าจะได้จากหนังสือฮาวทูสักเล่มน่าจะมีมากกว่าหนังสือปรัชญาสักเล่ม) ชิเชคกล่าวอย่างตรงไปตรงมาเลยว่านั่นไม่ใช่หน้าที่ของนักปรัชญา เพราะ เหนือสิ่งอื่นใดแล้วหน้าที่ของนักปรัชญา คือการตั้งคำถาม และ การปรับปรุงคำถาม (หรือ ระบุปัญหาใหม่ [redefine problem] ในถ้อยคำของชิเชค) มากกว่า</p>
<p>… และเหนือสิ่งอื่นใดแล้ว การเผชิญหน้ากันของนักสังคมศาสตร์กับเสือสิงห์กระทิงแรด ในครั้งนี้ มันก็ไม่ได้แก้ปัญหาใดๆ (ใน sense แบบคนทั่วๆไปที่หมายถึงปัญหาที่จับต้องได้) ไม่ใช่หรือครับ</p>
<p>ถ้าจะตั้งคำถามให้มันยอกย้อนไปอีกในที่นี้ ก็ต้องถามว่า “การไม่ได้แก้ปัญหาใดๆ นั้นมันเป็นปัญหาอย่างไร?” ซึ่งก็จะมีคนย้อนมาด้วยแนวคิดในเชิงปฏิบัตินิยม (Pragmatism) อีกมากมาย (ที่ผมว่าถ้าเขาอยากแก้ปัญหาจริงๆ ก็ออกไปแก้เลยครับ มานั่งตีฝีปากกับนักปรัชญาทำไม เสียเวลาเปล่า) ซึ่งทำให้ตำแหน่งแห่งที่ของนักปรัชญาในสังคมนั้นมีปัญหาไม่น้อยเลย</p>
<p>… ในโลกอย่างนี้นี่เองแหละครับที่ การออกมาพูดว่า “หน้าที่ของนักปรัชญาไม่ใช่การแก้ปัญหา” นั้นสามารถสร้างแรงบันดาลใจได้ไม่น้อยเลย</p>
<p>&#8212;-</p>
<p>[1] Slavoj Zizek เป็นนักปรัชญาสาย Lacanian-Hegelian ที่โด่งดังมากๆ (ผมขอกล่าวแค่นี้นะเพราะ ผมกล่าวไว้ที่อื่นมากแล้วหากสนใจลองไปดูที่ <a href="http://www.lacan.com/zizekchro.htm">http://www.lacan.com/zizekchro.htm</a> ก็ได้แล้วก็ลองลิงก์ไปลิงก์มาในนั้นแหละข้อมูลเพียบ)</p>
<p>[2] สนใจเข้าไปดูได้ที่ <a href="http://www.youtube.com/watch?v=WDNXS3NrVdE">http://www.youtube.com/watch?v=WDNXS3NrVdE</a> ตรง นี้ผู้เขียนต้องขอบคุณ นันทวัฒน์ ฉัตรอุทัย ที่แจ้งให้ผู้เขียนทราบถึงการมีอยู่ของคลิปวีดีโอดังกล่าวซึ่งต้องทำให้ผู้เขียนต้องประเมิน YouTube ใหม่กันยกใหญ่ที่เดียว</p>
<p>[3] ผู้เขียนแปลคำว่า redefine problems ว่า “ระบุปัญหาใหม่” ไม่ใช่ “นิยามปัญหาใหม่” เพราะคำว่า นิยาม ในภาษาไทยนั้นโดยทั่วไปแล้วเป็นคำแปลของทั้งคำว่า define และ definition ซึ่งคำหลัง ผู้เขียนนิยมแปลว่า “คำจำกัดความ” ซึ่งตรงทีเดียวเพราะ การจำกัดความนั้นมี sense ของการลากเส้นแบ่ง ซึ่งต้องมีความชัดเจนจะคลุมเครือไม่ได้ (เขาจึงชอบพูดกันว่า คำ “จำกัด” ความ เพราะถ้าไม่ “จำกัด” ความ แล้วมีความหมายคลุมเครือ มันก็ไม่ใช่คำจำกัดความ) แต่ในที่นี้คำว่า redefine นั้นไม่ได้มี sense ที่สำคัญเกี่ยวกับการลากเส้น หรือ “จำกัด” แต่มี sense ถึงการ ระบุ หรือ ชี้ให้เห็นมากกว่า ผู้เขียนจึงเลือกที่จะแปล redefine problems ว่า ระบุปัญหาใหม่</p>
<p>[4] พวกฝรั่งเศสนั้นลือชื่อด้านการถกเถียงกับคู่สนทนาซึ่งไม่ปรากฏในงานเขียนมากๆ ซึ่งถ้ากล่าวง่ายๆ ก็คือ พวกนี้มักจะเขียนข้อความที่สามารถมีนัยยะในเชิงวิพากษ์ แต่ดันไม่บอกว่ากำลังวิพากษ์ใคร ซึ่งตรงนี้สร้างความสันสนให้คนอ่านที่ไม่เข้าใจบริบทของข้อถกเถียง (arguement) นั้นๆ ได้ไม่น้อย</p>
<p>[5] ประเด็นนี้ผมได้มาจาก ปรีดีโดม พิพัฒน์ชูเกียรติ์ (บทสนทนาส่วนตัว)</p>
<p>[6] แน่นอนนะครับผมพูดถึงสัตว์เหล่านี้เป็นตัวๆ ไม่ได้พูดถึงเนื้อของมัน ชิเชคได้พูดถึงมิติทางชนชั้นของคำศัพท์ที่ใช้เรียก หมู (pig) และ เนื้อหมู (pork) ไว้อย่างน่าสนใจว่า คำว่า pork นั้นเป็น ศัพท์ Saxon โบราณของพวก ชาวนา Saxon  ผู้ซึ่งเลี้ยง “หมู” ในขณะที่คำว่า pork นั้นมากจากภาษาฝรั่งเศสคำว่า Porque ซึ่งเป็นศัพท์ที่นักรบชาวชาวนอร์มังใช้ ซึ่งนักรบเหล่านี้ไม่ได้ทำการเลี้ยง “หมู” แต่เป็นผู้บริโภค “เนื้อหมู”  ที่ชาวนาเป็นคนเลี้ยง ดู Slavoj Zizek, “The Paralax of Political Economy” ในเชิงอรรถที่ 11 เข้าไปดูได้ที่ <a href="http://www.lacan.com/zizparallax3.htm">http://www.lacan.com/zizparallax3.htm</a></p>
<p>&#8211;<br />
ที่มา &#8211; fxxknoevil, <a href="http://fxxknoevil.wordpress.com/2006/09/12/%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95e/" title="fxxknoevil.wordpress.com">หน้าที่ของนักสังคมศาสตร์ที่มีต่อเสือสิงห์กระทิงแรด</a>, … another socio-cultural space for non anti-relativism, 12 กันยายน 2549</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://readcamp.org/2008/11/tiger-lion-bull-rhino/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>guopai : ‘รงค์ ความจน ชนชั้นกลาง</title>
		<link>http://readcamp.org/2008/11/rong-poverty-middleclass/</link>
		<comments>http://readcamp.org/2008/11/rong-poverty-middleclass/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 05 Nov 2008 19:36:49 +0000</pubDate>
		<dc:creator>bact&#39;</dc:creator>
				<category><![CDATA[นักอ่าน]]></category>
		<category><![CDATA['รงค์ วงษ์สวรรค์]]></category>
		<category><![CDATA[middle class]]></category>
		<category><![CDATA[poverty]]></category>
		<category><![CDATA[ชนชั้นกลาง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://culturelab.in.th/readcamp/?p=111</guid>
		<description><![CDATA[โดราเอมอน เอ๊ย รี้ดแคมป์ วันนี้เสนอ ‘รงค์ วงษ์สวรรค์ กับการเข้าถึงแก่นของความจนและรวยด้วยสายตาของชนชั้นกลาง จาก @guopai ซึ่งก็จะไปเจอพวกเรากันในวันที่ 29 พ.ย. นี้เช่นกัน &#8211; ‘รงค์ วงษ์สวรรค์ กับการเข้าถึงแก่นของความจนและรวยด้วยสายตาของชนชั้นกลาง งานนวนิยายของ ‘รงค์ วงษ์สวรรค์มีความพิเศษ ตรงที่ตัวละครในเรื่องคือชนชั้นล่างที่สุดและชนชั้นสูงที่สุด แต่เขียนให้ผู้อ่านส่วนมากซึ่งเป็นคนชั้นกลางอ่าน หลังจากอ่าน “บ้านนี้มีห้องแบ่งให้เช่า” จบ ผมเริ่มอ่าน “ผู้ดีน้ำครำ” ที่ยาวเกือบ 1,000 หน้าจนจบภายในเวลาไม่กี่วัน งานของ ‘รงค์ อ่านสนุกจนไม่อยากให้จบ แต่นอกเหนือจากความบันเทิง ผมคิดว่าคุณค่าของงานเขียนเหล่านี้กำลังปรากฏในห้วงเวลาที่ช่องว่างระหว่าง คนจนที่สุดกับรวยที่สุดกำลังเพิ่มห่าง และชนชั้นกลางเริ่มถูกสถานการณ์แวดล้อมบีบให้ต้องเลือกเข้าข้างใดข้างหนึ่ง ‘รงค์ นำเสนอภาพสะท้อนและแรงจูงใจของคนทั้งสองชนชั้น ที่มีทั้งความต่างสุดขั้วและความเหมือนจนน่าตกใจ คนรวยถูกผลักดันด้วยอำนาจเงินและผลประโยชน์ ทำทุกอย่างให้รวยขึ้น ส่วนคนจนถูกผลักดันด้วยความหิวและความฝันทำทุกอย่างให้ตนเองรวยขึ้น จะเห็นว่าแรงผลักดันของคนจนและคนรวยนั้นมีความเชื่อมต่อกันเป็นสายเดียว เพราะมนุษย์ต่างเริ่มต้นชีวิตโดยต้องการเพียงปัจจัยพื้นฐาน โดยเฉพาะสิ่งที่ทำให้หายหิว พอกินอิ่มแล้ว สัญชาติญาณรักชีวิตก็ทำให้มนุษย์ต้องแสวงหาความปลอดภัย โดยการเริ่ม “สะสม” หลังจากนั้น มนุษย์ที่มีสัญชาติญาณไม่หยุดนิ่งและชอบสบายจึงขยายฐานทุกและทรัพยากรของ ตนเองเพื่อตอบสนองความต้องการที่ไม่มีสิ้นสุดไปเรื่อยๆ ความเข้าใจพื้นฐานนี้นำไปสู่การที่ชนชั้นกลางธรรมดาๆ อย่างเราๆ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>โดราเอมอน เอ๊ย รี้ดแคมป์ วันนี้เสนอ <a href="http://guopai.wordpress.com/2008/10/23/%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C-%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%A9%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%8C-%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80/">‘รงค์ วงษ์สวรรค์ กับการเข้าถึงแก่นของความจนและรวยด้วยสายตาของชนชั้นกลาง</a> จาก <a href="http://twitter.com/guopai">@guopai</a> ซึ่งก็จะไปเจอพวกเรากันในวันที่ 29 พ.ย. นี้เช่นกัน <img src='http://readcamp.org/wp-includes/images/smilies/icon_smile.gif' alt=':)' class='wp-smiley' /><br />
&#8211;</p>
<h3>‘รงค์ วงษ์สวรรค์ กับการเข้าถึงแก่นของความจนและรวยด้วยสายตาของชนชั้นกลาง</h3>
<p>งานนวนิยายของ ‘รงค์ วงษ์สวรรค์มีความพิเศษ ตรงที่ตัวละครในเรื่องคือชนชั้นล่างที่สุดและชนชั้นสูงที่สุด แต่เขียนให้ผู้อ่านส่วนมากซึ่งเป็นคนชั้นกลางอ่าน</p>
<p>หลังจากอ่าน “บ้านนี้มีห้องแบ่งให้เช่า” จบ ผมเริ่มอ่าน “ผู้ดีน้ำครำ” ที่ยาวเกือบ 1,000 หน้าจนจบภายในเวลาไม่กี่วัน งานของ ‘รงค์ อ่านสนุกจนไม่อยากให้จบ แต่นอกเหนือจากความบันเทิง ผมคิดว่าคุณค่าของงานเขียนเหล่านี้กำลังปรากฏในห้วงเวลาที่ช่องว่างระหว่าง คนจนที่สุดกับรวยที่สุดกำลังเพิ่มห่าง และชนชั้นกลางเริ่มถูกสถานการณ์แวดล้อมบีบให้ต้องเลือกเข้าข้างใดข้างหนึ่ง</p>
<p>‘รงค์ นำเสนอภาพสะท้อนและแรงจูงใจของคนทั้งสองชนชั้น ที่มีทั้งความต่างสุดขั้วและความเหมือนจนน่าตกใจ คนรวยถูกผลักดันด้วยอำนาจเงินและผลประโยชน์ ทำทุกอย่างให้รวยขึ้น ส่วนคนจนถูกผลักดันด้วยความหิวและความฝันทำทุกอย่างให้ตนเองรวยขึ้น<br />
<span id="more-111"></span><br />
จะเห็นว่าแรงผลักดันของคนจนและคนรวยนั้นมีความเชื่อมต่อกันเป็นสายเดียว เพราะมนุษย์ต่างเริ่มต้นชีวิตโดยต้องการเพียงปัจจัยพื้นฐาน โดยเฉพาะสิ่งที่ทำให้หายหิว พอกินอิ่มแล้ว สัญชาติญาณรักชีวิตก็ทำให้มนุษย์ต้องแสวงหาความปลอดภัย โดยการเริ่ม “สะสม” หลังจากนั้น มนุษย์ที่มีสัญชาติญาณไม่หยุดนิ่งและชอบสบายจึงขยายฐานทุกและทรัพยากรของ ตนเองเพื่อตอบสนองความต้องการที่ไม่มีสิ้นสุดไปเรื่อยๆ</p>
<p>ความเข้าใจพื้นฐานนี้นำไปสู่การที่ชนชั้นกลางธรรมดาๆ อย่างเราๆ ที่พอจะเข้าใจสภาพและแรงจูงใจทั้งความจนและความรวย จะสามารถคิดใตร่ตรองอย่างรอบคอบเพื่อกำหนดการกระทำและจุดยืนทั้งทางสังคมและ การเมือง เช่นการเข้าใจว่าคนชนบทมีเหตุผลเต็มที่ที่จะสนับสนุนนโยบายประชานิยม และชนชั้นนำก็มีเหตุผลเต็มที่ที่จะรักษาสถานะและอำนาจของตน เพราะคนเราไม่ว่าจะยากดีมีจน ต่างมีชีวิตที่ถูกขับเคลื่อนด้วยสายธารของความต้องการในขั้นต่างๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้</p>
<p>มันจึงเปล่าประโยชน์ที่จะเรียกร้องให้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นผู้กำหนด และนำสังคม เพราะการกระทำเช่นนั้นจะไม่มีวันได้รับการยอมรับจากคนอีกกลุ่มหนึ่ง สิ่งที่น่าทำยิ่งกว่า คือการเรียกร้องให้คนแต่ละกลุ่ม “เข้าอกเข้าใจ” คนอีกกลุ่ม ให้คนแต่ละกลุ่มยอมรับว่าคนอีกกลุ่มมีแรงผลักดันและความต้องการเพราะเขาเกิด มาในสภาพอย่างนั้นและกำลังอยู่ในช่วงของสายธารความต้องการที่เหมาะสมกับ ตนเอง</p>
<p>ความเข้าอกเข้าใจอย่างจริงจังดังกล่าวคือการที่คนแต่ละกลุ่มมองเห็นโลก ที่ “กว้าง” ขึ้น และเริ่มเปิดใจยอมที่จะรอมชอมและตัดสินใจบนพื้นฐานของผลประโยชน์ของคนทุก กลุ่ม</p>
<p>และนี่ไม่ใช่หรือคือพื้นฐานของประชาธิปไตย ที่เป็นระบอบการปกครองที่ทุกคนมีส่วนร่วม ที่ต้องฟังเสียงคนส่วนใหญ่ และเคารพเสียงคนส่วนน้อย</p>
<p>&#8211;<br />
ที่มา &#8211; guopai, <a href="http://guopai.wordpress.com/2008/10/23/%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C-%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%A9%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%8C-%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80/">‘รงค์ วงษ์สวรรค์ กับการเข้าถึงแก่นของความจนและรวยด้วยสายตาของชนชั้นกลาง</a>, Entangled, 23 ตุลาคม 2551</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://readcamp.org/2008/11/rong-poverty-middleclass/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
<!-- WP Super Cache is installed but broken. The path to wp-cache-phase1.php in wp-content/advanced-cache.php must be fixed! -->