<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ReadCamp &#187; ชื่อ</title>
	<atom:link href="http://readcamp.org/tag/%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://readcamp.org</link>
	<description>ทุกอย่างอ่านได้</description>
	<lastBuildDate>Fri, 28 May 2010 07:22:04 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0.1</generator>
		<item>
		<title>dinya : อะไรอยู่ในชื่อพายุ ?</title>
		<link>http://readcamp.org/2008/11/whats-in-the-storm-name/</link>
		<comments>http://readcamp.org/2008/11/whats-in-the-storm-name/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 16 Nov 2008 06:34:49 +0000</pubDate>
		<dc:creator>bact&#39;</dc:creator>
				<category><![CDATA[น่าอ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[naming]]></category>
		<category><![CDATA[ชื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[พายุ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://culturelab.in.th/readcamp/?p=232</guid>
		<description><![CDATA[ชื่อทุกอย่างล้วนมีที่มา &#8211; เราอาจจะไม่รู้ มันอาจจะเก่าเกินจะสืบถึง &#8211; แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันตั้งขึ้นตามใจชอบ.. อืมม&#8230; มันอาจจะ &#8220;ตามใจชอบ&#8221; ก็ได้ ว่าแต่ ใจ &#8220;ใคร&#8221; ล่ะ ? &#8211; บล็อกเกอร์ dinya จะพาเราไปดูชื่อพายุลูกใหญ่กัน &#8211; เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับพายุ ตอนที่ 2 : ชื่อของพายุ ? หลายคนเคยบอกว่า ไม่น่าเชื่อที่ชื่อสวย ๆ อย่าง นากรี รูซา นิดา เกศนา สาลิกา คัมมุริ ฯลฯ และอีกหลายชื่อที่มีความหมายน่ารัก ๆ ถึง ต้นไม้ ดอกไม้ ภูเขา ทะเล แม่น้ำ ฯลฯ เหล่านี้จะเป็นชื่อของพายุไปได้ อาจเพราะความจริงแล้วพายุ หรือวาตภัยส่วนใหญ่นั้นมีพิษสงทำลายล้าง ทำความน่าสะพรึงกลัวกับพวกเราชาวโลกไม่น้อยนั่นเอง เรื่องน่ารู้ฯ ตอนนี้เลยอยากเอาชื่อพายุมาเล่าสู่กันฟังค่ะ ภาพเมฆฝนและพายุในจังหวัดเชียงใหม่ ปลายเดือน กรกฎาคม [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ชื่อทุกอย่างล้วนมีที่มา &#8211; เราอาจจะไม่รู้ มันอาจจะเก่าเกินจะสืบถึง &#8211; แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันตั้งขึ้นตามใจชอบ.. อืมม&#8230; มันอาจจะ &#8220;ตามใจชอบ&#8221; ก็ได้ ว่าแต่ ใจ &#8220;ใคร&#8221; ล่ะ ? <img src='http://readcamp.org/wp-includes/images/smilies/icon_smile.gif' alt=':)' class='wp-smiley' />  &#8211; บล็อกเกอร์ <a href="http://blogazine.prachatai.com/user/dinya/post/1155" title="blogazine.prachatai.com/user/dinya">dinya</a> จะพาเราไปดูชื่อพายุลูกใหญ่กัน<br />
&#8211;</p>
<h3>เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับพายุ ตอนที่ 2 : ชื่อของพายุ ?</h3>
<p><strong>หลายคนเคยบอกว่า ไม่น่าเชื่อที่ชื่อสวย ๆ อย่าง <em>นากรี รูซา นิดา เกศนา สาลิกา คัมมุริ ฯลฯ</em></strong> และอีกหลายชื่อที่มีความหมายน่ารัก ๆ ถึง ต้นไม้ ดอกไม้ ภูเขา ทะเล แม่น้ำ ฯลฯ เหล่านี้จะเป็นชื่อของพายุไปได้ อาจเพราะความจริงแล้วพายุ หรือวาตภัยส่วนใหญ่นั้นมีพิษสงทำลายล้าง ทำความน่าสะพรึงกลัวกับพวกเราชาวโลกไม่น้อยนั่นเอง เรื่องน่ารู้ฯ ตอนนี้เลยอยากเอาชื่อพายุมาเล่าสู่กันฟังค่ะ</p>
<p><center><img src="http://blogazine.prachatai.com/upload/dinya/dinya_20080811-135953.jpg" alt="ภาพเมฆฝนและพายุในจังหวัดเชียงใหม่ ปลายเดือน กรกฎาคม 2551" title="ภาพเมฆฝนและพายุในจังหวัดเชียงใหม่ ปลายเดือน กรกฎาคม 2551" height="300"><br />
ภาพเมฆฝนและพายุในจังหวัดเชียงใหม่ ปลายเดือน กรกฎาคม 2551</center></p>
<p><strong>ชื่อของพายุนั้น</strong> ว่ากันว่า เดิมทีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ตั้งชื่อพายุทั่วโลกมาโดยตลอด เพราะสมัยก่อนสหรัฐนั้นถือว่าเป็นผู้นำด้านนี้ มีอุปกรณ์พร้อมในการตรวจสภาพอากาศ ดูพายุเคลื่อนไหว ชื่อที่ใช้ตั้งในอดีตบางครั้งมาจากนักเดินเรือที่เจอพายุในทะเล ก็จะตั้งชื่อเป็นคนรักเพื่อคลายความคิดถึงแฟน ชื่อก็เลยออกมาหวาน ๆ สวย ๆ เป็นชื่อของผู้หญิงเป็นส่วนใหญ่ ฟังดูแล้วไม่รุนแรง ไม่น่ากลัวอย่างที่เป็นจริง โดยพายุโซนร้อนลูกแรกถูกตั้งชื่อว่า <em>จูเลียต</em> (Juliet)<br />
<span id="more-232"></span></p>
<p>แต่ความจริงก็คือความจริงวันยังค่ำ ต่อให้ชื่อสวยหวานแค่ไหน พายุก็มีแรงมหาศาลที่จะคร่าชีวิตผู้คนไปได้มากในแต่ละปี จนต่อมานักสิทธิสตรีในสหรัฐฯ ประท้วงว่า ชื่อพายุผู้หญิงทำให้ภาพลักษณ์ของผู้หญิงดูโหดร้ายอยู่ฝ่ายเดียว ดังนั้น ควรจะมีชื่อผู้ชายด้วยเช่นกัน</p>
<p>ปี 2000 หรือ 8 ปีที่แล้วนี้เอง ที่เริ่มมีการเสนอชื่อพายุ ให้แต่ละประเทศตั้งได้ 10 ชื่อ เป็นภาษาถิ่น รวมทั้งไทยเราด้วย พอรวมกันทั้งหมดแล้วได้ 140 ชื่อ ก็แบ่งออกได้เป็น 5 กลุ่ม คละกันไป กลุ่มละ 28 ชื่อ เรียงตามลำดับอักษร จากกัมพูชาไปจนถึงเวียดนาม ไทยอยู่อันดับที่ 12 พอใช้ครบก็วนกลับมาใช้กลุ่มต่อไปเรื่อย ๆ ซึ่งสำหรับไทยนั้น กรมอุตุนิยมวิทยาเสนอชื่อเข้าไปได้แก่ <em>พระพิรุณ ทุเรียน วิภา รามสูร เมขลา มรกต นิดา ชบา กุหลาบและขนุน</em></p>
<p><strong>มาดูวิธีการตั้งชื่อพายุกันค่ะ 5 หลักการตั้งชื่อคือ</strong></p>
<p><strong>ข้อที่ 1</strong> เมื่อมีพายุที่มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางของพายุมากกว่า 34 นอต หรือ 62 กม./ชม. พายุนั้นจะถูกตั้งชื่อ</p>
<p><strong>ข้อที่ 2</strong> ชื่อของพายุจะเริ่มใช้ที่คอลัมน์ที่หนึ่งตัวบนสุดก่อน เช่น เมื่อมีพายุเกิดขึ้นมีความเร็วลมสูงสุดใกล้จุดศูนย์กลางตามที่กำหนดในข้อ 1. เป็นตัวแรกของปี พายุนั้นจะมีชื่อว่า ดอมเรย์ (Damrey) เป็นชื่อจากกัมพูชา หรืออักษรตัวแรก (ก ไก่) มีความหมายถึง ช้าง</p>
<p><strong>ข้อที่ 3</strong> เมื่อมีพายุตัวต่อไปเกิดขึ้นอีก และมีความเร็วลมสูงสุดใกล้จุดศูนย์กลางตามที่กำหนดในข้อ 1. พายุนั้นจะใช้ชื่อที่อยู่ถัดลงมาในคอลัมน์ที่ 1 เช่น พายุตัวที่สองจะมีชื่อว่า หลงหวาง (Longwang) หมายถึง พญามังกร มาจากประเทศจีน</p>
<p><strong>ข้อที่ 4</strong> เมื่อใช้จนหมดกลุ่มแรก ก็ให้ใช้ชื่อแรกของกลุ่มถัดไป</p>
<p><strong>ข้อที่ 5</strong> เมื่อใช้จนหมดกลุ่มที่ 5 แล้ว ให้กลับมาใช้ชื่อแรกของกลุ่มที่ 1 วนแบบนี้ไปเรื่อย ๆ</p>
<p>สำหรับชื่อพายุที่เสนอเข้าไปนั้นมีถึง 140 ชื่อ ซึ่งคงมากมายเกินกว่าจะเอามาเล่าได้หมด เรามาดูเฉพาะในปี 2549-2551 ก็แล้วกันค่ะว่าพายุที่ถล่มไปประเทศไทยเรานั้น มีชื่อและความหมายถึงอะไรกันบ้าง</p>
<p><center><img src="http://blogazine.prachatai.com/upload/dinya/dinya_20080811-140027.jpg" alt="ภาพความเสียหายจากพายุทุเรียน" title="ภาพความเสียหายจากพายุทุเรียน" width="330" height="220" border="0" /><br />
ภาพความเสียหายจากพายุทุเรียน</center></p>
<p><center><img src="http://blogazine.prachatai.com/upload/dinya/dinya_20080811-140538.jpg" alt="ภาพถ่ายพายุช้างสาร" title="ภาพถ่ายพายุช้างสาร" width="330" height="330" border="0" /><br />
ภาพถ่ายพายุช้างสาร</center></p>
<p><strong>ปี 2549</strong> หรือ 2 ปีก่อน ในไทยมีพายุลูกใหญ่ 2 ลูกคือ <strong>ทุเรียน</strong> (Durain : 26 พย.-5 ธค.2550) ชื่อผลไม้ไทย ๆ ของเราเอง และ <strong>ช้างสาร</strong> (Xangsange : 25 กย.-2 ตค. 2550) ชื่อจากประเทศลาว 25 กย.-2 ตค. 2550</p>
<p><center><img src="http://blogazine.prachatai.com/upload/dinya/dinya_20080811-140550.jpg" alt="12_8_04" title="12_8_04" width="307" height="330" border="0" /><br />
<img src="http://blogazine.prachatai.com/upload/dinya/dinya_20080811-140559.jpg" alt="12_8_05" title="12_8_05" width="300" height="216" border="0" /><br />
ภาพพายุและความเสียหายจาก เพผ่า (Peipah)</center></p>
<p><strong>ปี 2550</strong> ปีที่แล้วมีก็มี 2 ลูกใหญ่ ๆ ที่ถล่มชุมพรกับระนอง คือ พายุ <strong>เพผ่า</strong> (Peipah : 3-9 พย.2550) ชื่อจากมาเก๊า หมายถึงปลาสวยงาม และ <strong>เลกีมา</strong> (Lekima : 30 กย.-3 ตค.2550) ชื่อจากเวียดนาม หมายถึงผลไม้ชนิดหนึ่ง</p>
<p><strong>สำหรับปี 2551</strong> เราเจอพายุเข้าไป 3 ลูกแล้วได้แก่ พายุ <strong>ฟงเฉิน</strong> (Fengshen) ชื่อจากจีน หมายถึง เทพเจ้าแห่งลม ถล่มไปเมื่อปลายเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา ตามด้วย พายุ <strong>ฟองวอง</strong> (Fung-wong) ชื่อจากจีน หมายถึง ยอดเขา ถล่มไปเมื่อปลายเดือนกรกฎาคม</p>
<p>และขณะนี้ต้นเดือนสิงหาคม บ้านเรากำลังได้รับอิทธิพลจากพายุที่ชื่อ <strong>คัมมุริ</strong> (Kumuri) ชื่อจากญี่ปุ่น ที่หมายถึงมงกุฎอันสวยงาม ซึ่งทำผู้เสียชีวิตไปแล้วมากกว่า 100 คนในขณะนี้</p>
<p>สำหรับชื่อของพายุ <strong>นาร์กีส</strong> ที่ก่อความเสียหายมหาศาลไปช่วงก่อนนั้น เป็นชื่อจากปากีสถาน หมายถึง ดอกไม้ ซึ่งมาจากชื่อเด็กหญิงชาวมุสลิมนั่นเอง</p>
<p><strong>ข้อมูลอ้างอิงจาก :</strong></p>
<ul>
<li><a href="http://www.usatoday.com/weather/hurricane/2006-12-05-durian-vietnam_x.htm">http://www.usatoday.com/weather/hurricane/2006-12-05-durian-vietnam_x.htm</a></li>
<li><a href="http://news.bbc.co.uk/">http://news.bbc.co.uk</a></li>
<li><a href="http://commons.wikimedia.org/">http://commons.wikimedia.org</a></li>
<li><a href="http://www.china.org/">http://www.china.org</a></li>
<li><a href="http://th.wikipedia.org/">http://th.wikipedia.org</a></li>
<li><a href="http://www.tmd.go.th/storm_tracking.php">http://www.tmd.go.th/storm_tracking.php</a> กรมอุตุนิยมวิทยา</li>
<li><a href="http://www.ketathai.com/">http://www.ketathai.com</a></li>
</ul>
<p>&#8211;<br />
ที่มา &#8211; dinya, <a href="http://blogazine.prachatai.com/user/dinya/post/1155" title="blogazine.prachatai.com/user/dinya">เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับพายุ ตอนที่ 2 : ชื่อของพายุ ?</a>, เรื่องน่ารู้ในธรรมชาติ, 12 สิงหาคม 2551. เผยแพร่ตาม<a href="http://cc.in.th/wiki/by_thai_f" title="Creative Commons Attribution License">สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ ประเภทแสดงที่มา (CC by)</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://readcamp.org/2008/11/whats-in-the-storm-name/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คนมองหนัง : แฟต อวอร์ดส ครั้งที่ 5 รางวัลดนตรีที่ &quot;พอเพียง&quot;</title>
		<link>http://readcamp.org/2008/11/self-sufficient-music-awards/</link>
		<comments>http://readcamp.org/2008/11/self-sufficient-music-awards/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 06 Nov 2008 15:36:09 +0000</pubDate>
		<dc:creator>bact&#39;</dc:creator>
				<category><![CDATA[น่าอ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[cultural politics]]></category>
		<category><![CDATA[language]]></category>
		<category><![CDATA[naming]]></category>
		<category><![CDATA[ชื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[บิดเบี้ยว]]></category>
		<category><![CDATA[พอเพียง]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษา]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่วล้อ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://culturelab.in.th/readcamp/?p=115</guid>
		<description><![CDATA[คนมองหนัง เขียนถึงรางวัลดนตรี แฟต อวอร์ดส โดยสถานีวิทยุเพลง &#8220;อินดี้&#8221; ยอดนิยม แฟต เรดิโอ ในช่วงเวลาหลังรัฐประหารหมาด ๆ ห้วงยามที่ผู้คนแทบจะสำลักกับคำว่า &#8220;พอเพียง&#8221; (ที่ได้ยินกันจน &#8220;เกินพอ&#8221;) &#8212; ข้อเขียนชิ้นนี้มาจากบล็อก cultural politics ที่เขาเขียนร่วมกับเพื่อน &#8211; จากแฟต อวอร์ดส์ ครั้งที่ 5 รางวัลดนตรีที่พอเพียง ถึงการเมืองวัฒนธรรมในยุค คมช. และรัฐบาลขิงแก่ เมื่อ สุดสัปดาห์ที่แล้ว ขณะเดินทางอยู่ในรถยนต์ที่กำลังโลดแล่นบนทางด่วนและเปิดวิทยุฟังเพลงไปด้วย หูเจ้ากรรมทั้งสองข้างของผมก็พลันได้ยินเสียงสป็อตโฆษณาทางวิทยุที่มีความ น่าสนใจ และเชิญชวนให้คนฟังอย่างผมได้อมยิ้ม จนกระทั่งเกือบหัวเราะออกมาเบา ๆ เสียด้วยซ้ำไป สป็อตโฆษณาดังกล่าว เป็นโฆษณาเกี่ยวกับการประกาศผลรางวัลทางดนตรีที่มีชื่อว่า แฟต อวอร์ดส์ ครั้งที่ 5 ซึ่งกระจายเสียงผ่านคลื่นวิทยุ 104.5 แฟต เรดิโอ โดยเนื้อหาของโฆษณาก็พยายามประชาสัมพันธ์ให้คนฟังวิทยุที่ผ่านการคัดเลือก จากทางคลื่นเดินทางไปลงคะแนนเสนอชื่อศิลปินผู้จะได้รับรางวัลในสาขาต่าง ๆ ณ สถานที่และเวลาตามที่นัดหมายไว้ สำหรับสโลแกนของแฟต อวอร์ดส์ในครั้งนี้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://konmongnang.exteen.com/">คนมองหนัง</a> เขียนถึงรางวัลดนตรี <a href="http://www.bangkokbiznews.com/2007/03/07/WW06_WW06_news.php?newsid=57795" title="แฟต อวอร์ดส ครั้งที่ 5 รางวัลดนตรีที่พอเพียง">แฟต อวอร์ดส</a> โดยสถานีวิทยุเพลง &#8220;อินดี้&#8221; ยอดนิยม <strong>แฟต เรดิโอ</strong> ในช่วงเวลาหลังรัฐประหารหมาด ๆ ห้วงยามที่ผู้คนแทบจะสำลักกับคำว่า &#8220;พอเพียง&#8221; (ที่ได้ยินกันจน &#8220;เกินพอ&#8221;) &#8212; ข้อเขียนชิ้นนี้มาจากบล็อก <a href="http://culturalpolitics.exteen.com/20070213/entry">cultural politics</a> ที่เขาเขียนร่วมกับเพื่อน<br />
&#8211;</p>
<h3>จากแฟต อวอร์ดส์ ครั้งที่ 5 รางวัลดนตรีที่พอเพียง ถึงการเมืองวัฒนธรรมในยุค คมช. และรัฐบาลขิงแก่</h3>
<p>เมื่อ สุดสัปดาห์ที่แล้ว ขณะเดินทางอยู่ในรถยนต์ที่กำลังโลดแล่นบนทางด่วนและเปิดวิทยุฟังเพลงไปด้วย หูเจ้ากรรมทั้งสองข้างของผมก็พลันได้ยินเสียงสป็อตโฆษณาทางวิทยุที่มีความ น่าสนใจ และเชิญชวนให้คนฟังอย่างผมได้อมยิ้ม จนกระทั่งเกือบหัวเราะออกมาเบา ๆ เสียด้วยซ้ำไป</p>
<p>สป็อตโฆษณาดังกล่าว เป็นโฆษณาเกี่ยวกับการประกาศผลรางวัลทางดนตรีที่มีชื่อว่า แฟต อวอร์ดส์ ครั้งที่ 5 ซึ่งกระจายเสียงผ่านคลื่นวิทยุ 104.5 แฟต เรดิโอ โดยเนื้อหาของโฆษณาก็พยายามประชาสัมพันธ์ให้คนฟังวิทยุที่ผ่านการคัดเลือก จากทางคลื่นเดินทางไปลงคะแนนเสนอชื่อศิลปินผู้จะได้รับรางวัลในสาขาต่าง ๆ ณ สถานที่และเวลาตามที่นัดหมายไว้</p>
<p>สำหรับสโลแกนของแฟต อวอร์ดส์ในครั้งนี้ ก็คือ รางวัลดนตรีที่พอเพียง เมื่อเป็น รางวัลดนตรีที่พอเพียง แล้ว สป็อตโฆษณาเกี่ยวกับแฟต อวอร์ดส์ จึงต้องเล่นกับ ความพอเพียง ตั้งแต่ต้นจนจบ น่าเสียดายที่ผู้คิดสร้างสรรค์สป็อตโฆษณาดังกล่าวพยายามเล่นกับคำมากเกินไป จนผมซึ่งมีโอกาสได้ฟังสป็อตโฆษณาชิ้นนี้เพียงแค่ครั้งเดียว ไม่สามารถจะจับใจความของมันได้อย่างครบถ้วนกระบวนความ</p>
<p>แต่เท่าที่จำได้ นอกจากรางวัลทางดนตรีรางวัลนี้จะเป็น รางวัลดนตรีที่พอเพียง แล้ว คำว่า พอดี พอใจ พอแล้ว ก็ยังถูกนำมาเล่นในสป็อตโฆษณา นอกจากนี้ความหมายที่กำกวมไม่แน่ชัดและค่อนไปทางกลาง ๆ ของคำว่า พอเพียง ก็ถูกนำมายั่วล้อในสป็อตโฆษณาดังกล่าว ผ่านการประกาศถึงเวลาและสถานที่ซึ่งเป็นที่นัดหมายของการลงคะแนนเสนอชื่อ ศิลปินที่จะได้รับรางวัล<br />
<span id="more-115"></span><br />
ผู้มีอำนาจ ตลอดจนปัญญาชนที่สนับสนุนแนวคิด เศรษฐกิจพอเพียง ทั้งหลาย คงจะต้องปวดหัวอยู่มิใช่น้อย หากได้ยินสป็อตโฆษณาชิ้นนี้ของคลื่นวิทยุขวัญใจวัยรุ่นเด็กแนวในกทม. ที่ประกาศเชิญชวนผู้ฟังของทางคลื่นให้ไปรวมตัวกันตัดสินรางวัลให้กับศิลปิน คนโปรดในเวลา ราว ๆ &#8230;นาฬิกา (ขออภัยที่จำเวลาไม่ได้) บริเวณ แถว ๆ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา</p>
<p>นอกจากนี้ สิ่งสุดท้ายที่สป็อตโฆษณาดังกล่าวกำชับกับบรรดากรรมการรางวัลแฟต อวอร์ดส์ ซึ่งเป็นผู้ฟังของคลื่น 104.5 ก็คือ ขอให้ทุกคนนำปากกาของตัวเองไปด้วย เพราะทางคลื่นไม่มีปากกาเตรียมไว้ให้</p>
<p>โดยสรุปแล้ว ความพอเพียง ที่ปรากฏอยู่ในสป็อตโฆษณารางวัลแฟต อวอร์ดส์ จึงมีความหมายถึงคำอะไรก็ตามแต่ที่ขึ้นต้นด้วย พอ&#8230; หรือ มีความหมายถึง ความรู้สึกกลาง ๆ กำกวมที่ไม่รู้ว่าจะตัดสินใจต่อเรื่องราว/ประเด็นต่าง ๆ ให้แน่ชัดไปในทิศทางใดดี ดังที่แสดงผ่านออกมาทางถ้อยคำ เช่น ราว ๆ และ แถว ๆ รวมทั้ง ยังหมายถึงการต้องมีปากกาของตัวเอง เพราะเราไม่มีปากกาให้คุณใช้</p>
<p>อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วตอนต้นบทความว่า ฉับพลันที่ได้ฟังสป็อตโฆษณาดังกล่าว ผมก็อมยิ้มจนเกือบหัวเราะออกมาเบา ๆ แต่เมื่อครุ่นคิดอะไรไปได้สักพัก ผมก็เริ่มมองเห็นมิติทาง การเมืองวัฒนธรรม ของการแย่งชิงกันนิยามความหมายของคำว่า พอเพียง ที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมไทย</p>
<p>เมื่อครุ่นคำนึงถึงสมรภูมิสู้รบที่ปราศจากรถถังและอาวุธปืนดังกล่าวแล้ว ผมก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเป็นห่วงเป็นใยรัฐบาลขิงแก่ คมช. และบรรดาปัญญาชนผู้สนับสนุนแนวคิด เศรษฐกิจพอเพียง</p>
<p>ซึ่งความห่วงใยดังกล่าวก็เพิ่มพูนทวีคูณมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะหลังจากสป็อตโฆษณาดังกล่าวจบลงไปได้ชั่วครู่ สายตาของผมก็พลันเหลือบไปเห็นแผ่นป้ายโฆษณาสินค้าขนาดใหญ่ทั้งหลายที่ตั้งเรียงรายอยู่บริเวณสองข้างของทางด่วน</p>
<p>ไม่ทราบว่าใครจะได้ทันสังเกตกันหรือไม่ถึงกระแสความคิดเรื่อง ความพอเพียง ที่แพร่กระจายไปในแผ่นป้ายโฆษณาสินค้าเหล่านั้น แทบทุกแผ่นป้ายโฆษณาล้วนกล่าวอ้างถึง ความพอเพียง ตั้งแต่แผ่นป้ายโฆษณากางเกงชั้นในชายไปจนถึงแผ่นป้ายโฆษณาโทรศัพท์มือถือ อย่างไรก็ตาม จุดประสงค์ท้ายสุดของแผ่นป้ายโฆษณาขนาดใหญ่เหล่านั้นก็คือการเชิญชวนผู้พบ เห็นให้ไปบริโภคสินค้าต่าง ๆ ที่จ่ายเงินให้แก่ผู้คิดและสร้างแผ่นป้ายโฆษณา</p>
<p>หรือว่าในยุคสมัยนี้ ความพอเพียง ก็อาจถือเป็นสินค้าทางนามธรรมชนิดหนึ่งที่ผู้คนบางกลุ่มในสังคมไทยกำลังนิยมบริโภคกัน?</p>
<p>(ล่าสุดในวันนี้ ขณะกำลังเขียนงานชิ้นนี้อยู่ หูเจ้ากรรมของผมก็พลันได้ยินสป็อตโฆษณาตัวใหม่ล่าสุดของรางวัลแฟต อวอร์ดส์ โดยในคราวนี้สป็อตโฆษณาดังกล่าวมีเนื้อหาประชาสัมพันธ์ถึงช่วงเวลาของรายการ วิทยุที่จะทำการประกาศรายชื่อศิลปินที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแฟต อวอร์ดส์ครั้งที่ 5</p>
<p>นอกจากความเป็น รางวัลดนตรีที่พอเพียง แล้ว สิ่งที่ถูกนำเสนอในสป็อตโฆษณาชิ้นล่าสุดนี้ก็คือ การขอให้ผู้ฟังตื่นเต้นกัน พอประมาณ และ ลุ้นกันอย่าง พอดี กับผลการประกาศรายชื่อศิลปินที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล โดยสป็อตโฆษณาดังกล่าวยังได้ย้ำถึงบรรยากาศที่ ค่อนข้างน่าตื่นเต้น ของการประกาศผล ซึ่งจะมีขึ้นใน ราว ๆ วันที่ 12 กุมภาพันธ์</p>
<p>มิหนำซ้ำ เมื่อถึงช่วงเวลาของการประกาศรายชื่อศิลปินที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง รางวัลดังกล่าว กลุ่มดีเจที่ทำหน้าที่ประกาศรายชื่อ ก็ยังได้ประชาสัมพันธ์ให้ผู้ที่จะเดินทางไปร่วมงานวันประกาศผลรางวัลในเดือน มีนาคม แต่งตัวกันมาแบบ พอเพียง คือ มีน้อยชิ้นที่สุด และ ไม่ต้องเลิศหรู)</p>
<p>อย่างไรก็ตาม จากเนื้อหาทั้งหมดข้างต้นดังที่ผมเขียนไปนั้น ผมไม่ได้มีเจตนาจะตำหนิผู้คิดสร้างสรรค์สป็อตโฆษณาหรือข้อความบนแผ่นป้าย โฆษณาขนาดใหญ่ทั้งหลายแต่อย่างใด ทว่าผมกำลังจะเปิดเผยให้เห็นถึง ราคาที่ผู้สนับสนุนแนวคิด เศรษฐกิจพอเพียง จำเป็นจะต้องจ่ายอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้พ้น เมื่อแนวคิดดังกล่าวถูกแพร่กระจายไปสู่วิถีชีวิตและโลกทัศน์ของผู้คนจำนวน มากที่แตกต่างหลากหลายในสังคมไทยร่วมสมัย</p>
<p>คงไม่สามารถจะปฏิเสธได้ว่า รัฐบาลชุดปัจจุบัน และคณะรัฐประหารอย่าง คมช. นั้น ได้แสดงท่าทีอย่างเด่นชัดในการผลักดันแนวคิด เศรษฐกิจพอเพียง ให้กลายเป็นอุดมการณ์หลักของผู้คนในประเทศ เพื่อต้านทานกับแนวคิด ทุนนิยม หรือ บริโภคนิยม ที่พวกเขามองว่าหลั่งไหลเข้ามาพร้อมกับกระแส โลกาภิวัตน์</p>
<p>แต่สำหรับสังคมไทยร่วมสมัยหรือสังคมของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกในยุคปัจจุบันนั้น เครือข่ายการสื่อสารที่โยงใยกันอย่างกว้างขวาง ตัวเลือกของสินค้า ความบันเทิง หรือข่าวสารที่มากมายหลากหลายประเภท ได้ส่งผลให้การครอบงำทางอุดมการณ์จากบนลงสู่ล่าง คือ จากรัฐลงสู่ผู้คนในสังคม ไม่สามารถจะกระทำกันได้ง่าย ๆ อีกต่อไป หรือ สามารถกล่าวได้ด้วยซ้ำว่า ไม่สามารถจะกระทำได้อีกต่อไปแล้ว</p>
<p>ผมคิดว่า แม้แต่รัฐบาลชุดปัจจุบัน คมช. รวมทั้งกลุ่มปัญญาชนที่สนับสนุนแนวคิด เศรษฐกิจพอเพียง ต่างก็ตระหนักได้ถึงข้อจำกัดดังกล่าว ดังนั้น การเผยแพร่แนวคิด เศรษฐกิจพอเพียง ไปสู่ผู้คนอันหลากหลายในสังคมไทยของพวกเขา จึงไม่สามารถกระทำในลักษณะการครอบงำทางอุดมการณ์จากบนลงล่างได้ ทว่าแนวคิดดังกล่าวจะต้องถูกเผยแพร่ผ่านไปทางสินค้า ความบันเทิง หรือข่าวสารนานาชนิด อันมีอิทธิพลสูงยิ่งต่อโลกทัศน์ของผู้คนภายในสังคม หรืออาจกล่าวได้ว่าแนวคิดดังกล่าวได้ถูกเผยแพร่ผ่านไปทางเครือข่ายในแนวราบ ของผู้คนในสังคมอันแตกต่างหลากหลายนั่นเอง</p>
<p>อย่างไรก็ตาม เมื่อเครือข่ายการสื่อสารดังกล่าวเต็มไปด้วยความหลายหลาก และเมื่อผู้คนจำนวนมากของสังคมไทยต่างก็มีประสบการณ์ตลอดจนวิถีชีวิตอัน หลากหลายแตกต่างกันไป แนวคิด เศรษฐกิจพอเพียง ที่ถูกเผยแพร่ผ่านเครือข่ายการสื่อสารอันหลายหลากไปสู่ผู้คนในสังคมอัน หลากหลาย โดยการกำกับควบคุมของรัฐบาล และ คมช. จึงจำเป็นจะต้องถูกสร้างขึ้นเป็นความหมายชุดหนึ่งที่มีลักษณะกว้าง ๆ ทั่วไป (generalized) เพื่อให้สามารถครอบคลุมผู้คนอันหลากหลายในสังคมได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ดังเช่นที่ พล.อ. สพรั่ง กัลยาณมิตร ผู้ช่วย ผบ.ทบ. และผู้ช่วยเลขาธิการ คมช. แสดงความเห็นไว้ว่า <strong>ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ถือเป็นหลักในการดำรงชีวิตที่สามารถนำมาใช้ได้ตั้งแต่คนจนไปถึงมหาเศรษฐี โดยคำว่าพอเพียง ไม่ใช่เป็นการลดความสามารถกับคนที่มีความสามารถ แต่ให้ดำเนินตามความสามารถที่มีอยู่</strong> (หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2550 หน้า 2) ซึ่งเราจะเห็นได้ว่า คำอธิบายแนวคิด เศรษฐกิจพอเพียง ในชุดความหมายนี้ปรากฏออกมาอย่างมากมายจากคำกล่าวของบรรดาแกนนำรัฐบาล คมช. และกลุ่มปัญญาชนที่สนับสนุนแนวคิดดังกล่าว</p>
<p>ชุดของคำอธิบายที่พยายามทำให้ความหมายของแนวคิด เศรษฐกิจพอเพียง มีลักษณะกว้าง ๆ ทั่วไปดังกล่าว ก็ราวกับเป็นการบอกไปยังผู้คนอันหลากหลายในสังคมไทยว่า สำหรับผู้ที่มีฐานะร่ำรวยอยู่แล้ว ก็ยังสามารถไปทานอาหารมื้อละหนึ่งล้านบาท หรือไปซื้อสินค้าที่ห้างสยามพารากอนได้ทุกวัน หากกำลังทรัพย์และความสามารถของคุณมีมากพอ แต่สำหรับผู้ที่มีฐานะยากจนนั้น คุณก็ต้องดำเนินชีวิตไปตามที่กำลังทรัพย์และความสามารถของคุณเองจะเอื้ออำนวย คุณไม่ควรจะไปซื้อของที่ห้างสยามพารากอน เพราะมันถือเป็นการกระทำอันไม่ พอเพียง กับกำลังทรัพย์ในกระเป๋าสตางค์ของคุณ</p>
<p>คำอธิบายในชุดความหมายนี้นี่เอง ที่ส่งผลให้บรรดาเศรษฐี ไฮโซ ชนชั้นสูง ผู้ใช้ชีวิตอย่างหรูหราฟุ่มเฟือยทั้งหลาย พากันออกมาแสดง ความพอเพียง ของตนเองกันเป็นทิวแถว โดย ความพอเพียง เหล่านั้น ก็ถือเป็นความอู้ฟู่ร่ำรวยที่คนยากจนจำนวนมากในประเทศนี้ไม่สามารถจะมี ความพอเพียง ดังกล่าวได้อย่างเพียงพอ</p>
<p>ปัญหาเช่นนี้ได้นำมาสู่คำถามในเชิงรูปธรรมอันสำคัญจำนวนมากที่หวนย้อนกลับไปยังชุดคำอธิบายที่ทำให้ความหมายของแนวคิด เศรษฐกิจพอเพียง มีลักษณะกว้าง ๆ ทั่วไป เช่น</p>
<p>การที่ผู้นำรัฐบาลหรือผู้นำ คมช. เดินทางไปชมภาพยนตร์เรื่อง ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ในโรงภาพยนตร์หรูหราบริเวณห้างสรรพสินค้าใหญ่โตใจกลางเมือง หรือ การที่บรรดาชนชั้นสูงหรือชนชั้นกลางในกทม. ไปเดินซื้อของพักผ่อนหย่อนใจตามห้างสรรพสินค้าทั้งหลายนั้น อาจถือเป็น ความพอเพียง สำหรับพวกท่าน เพราะกำลังทรัพย์และความสามารถของพวกท่านมีอยู่อย่างเพียงพอที่จะทำกิจกรรมดังกล่าว ทว่า ความพอเพียง เช่นนี้ จะถือเป็น ความพอเพียง ได้อย่างไร เมื่อกระแสไฟฟ้าจำนวนมากที่ถูกใช้ในกรุงเทพฯ เป็นกระแสไฟฟ้าที่ถูกส่งมาจากแหล่งก๊าซธรรมชาติยาดานาในประเทศพม่า ซึ่งมีผู้หญิงชนกลุ่มน้อยเป็นจำนวนมากถูกเกณฑ์ไปบังคับใช้แรงงาน รวมทั้งถูกข่มขืนและฆ่าโดยนายทหารพม่า พวกท่านสามารถกล่าวได้อย่างเต็มปากหรือ ว่าพวกท่านใช้ชีวิตอย่าง พอเพียง บนความ ไม่พอเพียง อันถูกกระชากพรากขาดของคนเล็กคนน้อยจำนวนมากเหล่านั้น หากพวกท่านสามารถกล่าวได้อย่างเต็มปากก็นับว่าพวกท่านเป็นคนเลือดเย็นเต็มทน</p>
<p>แน่นอนว่า การที่แกนนำของ คมช. บางท่านไปสังสรรค์ในงานเลี้ยงปีใหม่กับบรรดาแกนนำของกลุ่มพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตยนั้น ย่อมสามารถเป็นสิ่งที่กระทำได้ และถือเป็นความ พอเพียง ตามกำลังทรัพย์และความสามารถของพวกท่าน แต่ นายทหารที่ประจำการอยู่ ณ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งชาวบ้านมลายูมุสลิมในพื้นที่เหล่านั้น จะสามารถดำรงชีวิตอยู่อย่าง พอเพียง ได้อย่างไร ในเมื่อภายหลังจากเหตุการณ์ปล้นปืนในวันที่ 9 มกราคม 2547 ชีวิตของพวกเขาก็เปลี่ยนแปลงไปและไร้ซึ่งความปลอดภัยมากยิ่งขึ้นทุกวัน จนชีวิตของบางคนสามารถถูกพรากไปอย่างง่ายดายโดยปราศจาก ความพอเพียง</p>
<p>หรือ พวกท่านจะให้กลุ่มคนที่เคยประสบกับเหตุการณ์สังหารหมู่อย่างบ้าคลั่งกลางเมือง รู้สึกว่าชีวิตของพวกเขามีความ พอเพียง ได้อย่างไร ในเมื่อบางอย่างในชีวิตของพวกเขาได้ถูกกระชากพรากทิ้งจนขาดหายไปอย่างบอบช้ำภายใต้อำนาจอันอยุติธรรมเมื่อกว่า 30 ปีที่แล้ว</p>
<p>คำถามเหล่านี้นี่เองที่คอยตอกย้ำพร่ำเตือนถึงข้อจำกัดที่แนวคิด เศรษฐกิจพอเพียง จะต้องเผชิญหน้า อันเนื่องมาจาก สัมพันธภาพทางอำนาจอันไม่เท่าเทียมกันของผู้คนอันหลากหลายในสังคมไทย</p>
<p>จากการดำรงอยู่ของคำถามเหล่านี้ ส่งผลให้ชุดความหมายที่อธิบายถึงแนวคิด เศรษฐกิจพอเพียง ของ รัฐบาล ไม่สามารถครอบคลุมไปยังผู้คนที่แตกต่างหลากหลายในสังคมไทยได้ แม้จะพยายามบ่งชี้ความหมายในลักษณะกว้าง ๆ ทั่วไปแล้วก็ตามที ดังนั้น สิ่งที่บรรดาผู้สนับสนุนแนวคิดดังกล่าวจะต้องเผชิญเมื่อแนวคิดนี้ถูกแพร่ กระจายไปสู่ความรับรู้ของผู้คนจำนวนมากในสังคม (popularized) ก็คือ เมื่อผู้คนอันหลากหลายในสังคมไทยมีสถานภาพและประสบการณ์ทางชีวิตอันผิดแผกแตกต่างกัน พวกเขาก็ย่อมที่จะต้องนิยามความหมายของ ความพอเพียง อย่างผิดแผกแตกต่างกันด้วย จนนำไปสู่การสร้างชุดความหมายหลากหลายชุดเพื่อใช้อธิบายแนวคิดเรื่อง ความพอเพียง อันส่งผลให้ไม่มีชุดความหมายใดชุดความหมายหนึ่งที่สามารถยึดกุมอำนาจในการอธิบายแนวคิดเรื่อง ความพอเพียง ได้อย่างเด็ดขาดอีกต่อไป</p>
<p>ด้วยเหตุนี้ จึงไม่ใช่สิ่งที่น่าแปลกประหลาดใจ ว่าเหตุใดแนวคิด เศรษฐกิจพอเพียง ที่ถูกอธิบายอย่างซับซ้อนจริงจังเป็นการเป็นงานโดย สุเมธ ตันติเวชกุล ถึงถูกนำมาแปล/แปลง/แปรความหมายให้กลายเป็น ความพอเพียง ที่แลดูบิดเบี้ยวยั่วล้อ ดังที่ปรากฏในสป็อตโฆษณาของคลื่นวิทยุ 104.5 แฟต เรดิโอ หรือ ความพอเพียง ที่มีจุดหมายในทางธุรกิจ ดังที่ปรากฏในข้อความบนแผ่นป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ตามท้องถนนที่ด้านหนึ่งก็เชิดชู ความพอเพียง แต่ในอีกด้านหนึ่งก็เชิญชวนให้ผู้คนหันมาบริโภคสินค้านานาชนิด ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า ความพอเพียง ได้ค่อย ๆ ถูกกลืนกลายเข้ากับวัฒนธรรมประชานิยม (popular culture) ตลอดจนวัฒนธรรมบริโภคนิยม (consumer culture) ในสังคมไทยร่วมสมัยไปเรียบร้อยแล้ว และความหมายของ ความพอเพียง เหล่านั้น ก็จะไม่ได้มีความเป็นหนึ่งเดียว หรือ ไม่ได้อ้างอิงตัวเองกับความหมายดั้งเดิมเริ่มแรกอีกต่อไป</p>
<p>เพราะเมื่อมีผู้นำเอาความคิดที่มีความเป็นนามธรรมมาก ๆ ไปแพร่กระจายสู่ผู้คนอันหลากหลายในสังคม ผู้คนอันหลากหลายเหล่านั้นต่างก็ต้องดัดแปลงความคิดนามธรรมดังกล่าวให้กลาย เป็นรูปธรรมง่าย ๆ ที่สามารถยังประโยชน์ให้แก่วิถีชีวิตและโลกทัศน์ของแต่ละบุคคลหรือแต่ละกลุ่มคนในสังคมได้</p>
<p>การถูกแปล/แปลง/แปรความหมายนี่เอง ที่ถือเป็นราคาค่างวดอันสำคัญยิ่ง ซึ่งบรรดาผู้สนับสนุนให้มีการเผยแพร่แนวคิด เศรษฐกิจพอเพียง ออกไปสู่ผู้คนในวงกว้างของสังคม จำเป็นจะต้องจ่ายอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยง</p>
<p>ปรากฏการณ์การแย่งชิงนิยามความหมายของ ความพอเพียง โดยกลุ่มคนอันหลากหลายในสังคมไทยร่วมสมัย จึงถือเป็นมิติการต่อสู้ในทางการเมืองวัฒนธรรมที่รัฐบาลขิงแก่ และ คมช. จะต้องเผชิญหน้าและทำความเข้าใจ เพราะการต่อสู้ทางการเมืองวัฒนธรรมเช่นนี้มีความเกี่ยวพันกับผู้คนธรรมดา จำนวนมากในสังคม ซึ่งอาจถือได้ว่ามีความสำคัญยิ่งกว่าการออกมาแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลโดยอดีตนายกรัฐมนตรีหนึ่งคนที่ต้องเตร็ดเตร่อยู่ตาม ต่างประเทศ อย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เสียด้วยซ้ำไป</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนบุคคลสำคัญในรัฐบาล เช่น ม.ร.ว. ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง หรือแม้กระทั่งบุคคลสำคัญในสังคมอย่าง นพ. เกษม วัฒนชัย จะให้ความสำคัญกับการตอบโต้อดีตนายกรัฐมนตรีเสียยิ่งกว่าการต่อสู้ทางการ เมืองวัฒนธรรมที่กำลังเกิดขึ้นกับความหมายของคำว่า พอเพียง กระทั่งดีไม่ดี พวกท่านเหล่านั้น อาจจะละเลยเพิกเฉย หรือ ไม่ตระหนักรู้ด้วยซ้ำไป ว่าในขณะนี้ ได้เกิดการต่อสู้ทางการเมืองวัฒนธรรมดังกล่าวขึ้นแล้วในสังคมไทย</p>
<p>อย่างไรก็ตาม การต่อสู้เพื่อแย่งชิงกันนิยามความหมายของคำว่า พอเพียง ในสมรภูมิแห่งการเมืองวัฒนธรรมนั้น คงจะต้องดำเนินไปอย่างยอมรับความแตกต่างหลากหลายของผู้คนในสังคม รวมทั้งต้องทำความเข้าใจให้ดีว่า ไม่มีผู้ใดสามารถยึดกุมอำนาจในการนิยามความหมายของคำว่า พอเพียง ไว้แต่เพียงผู้เดียวโดยเด็ดขาดอีกต่อไป (แม้นิยามความหมายดังกล่าวจะมีลักษณะกว้าง ๆ ทั่วไปก็ตามที) ในเมื่อ ความพอเพียง ได้ถูกแพร่กระจายไปสู่การรับรู้ของผู้คนจำนวนมากในสังคมและได้ถูกแปล/แปลง/ แปรความหมายไปในท่ามกลางความหลากหลายของวิถีชีวิตและโลกทัศน์ของผู้คนเหล่า นั้นเสียแล้ว ด้วยเหตุนี้ สังคมที่เหมาะสมกับนิยามความหมายอันหลากหลายของ ความพอเพียง ดังกล่าว จึงควรจะเป็นสังคมที่เปิดกว้างและยอมรับคำวิพากษ์วิจารณ์อันเนื่องมาจาก ความคิดเห็นที่แตกต่างกัน มากกว่าจะเป็นสังคมปิดอันเต็มไปด้วยถ้อยคำซุบซิบนินทาในความเงียบงัน ถึงแม้ว่าสิ่งที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อาจจะเป็นแนวคิดเรื่อง ความพอเพียง ในชุดความหมายใดชุดความหมายหนึ่งก็ตามที</p>
<p>ดังนั้น คำกล่าวในลักษณะที่ว่า ผู้ที่นำเอาคำสอนเรื่อง ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ไปตีความในทางที่ผิดหรือตั้งแง่ต่อคำสอนดังกล่าว ถือเป็น พวกเลวทราม ระวังนรกจะกินหัว นั้น จึงถือเป็นคำกล่าวที่ไม่เข้าใจถึงสภาพของสังคมอันเต็มไปด้วยความหลากหลายของ ผู้คนและวิธีคิด จนอาจเรียกได้ว่าเป็นความอหังการที่จะโหมเพลิงนรกให้ปะทุลุกฮือขึ้นในใจของ ผู้พูดเอง มากกว่าจะเป็นการสาปแช่งให้นรกไปกินหัวผู้อื่นที่มีความคิดเห็นแตกต่างไปจาก ตน</p>
<p>&#8211;<br />
ที่มา &#8211; คนมองหนัง, <a href="http://culturalpolitics.exteen.com/20070213/entry">จากแฟต อวอร์ดส์ ครั้งที่ 5 รางวัลดนตรีที่พอเพียง ถึงการเมืองวัฒนธรรมในยุค คมช. และรัฐบาลขิงแก่</a>, cultural politics, 13 กุมภาพันธ์ 2550</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://readcamp.org/2008/11/self-sufficient-music-awards/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>อ่านคำที่ไม่ได้พูด: &quot;Unspeak ที่ Speak&quot; วรากรณ์ สามโกเศศ</title>
		<link>http://readcamp.org/2008/10/unspeak/</link>
		<comments>http://readcamp.org/2008/10/unspeak/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 27 Oct 2008 10:00:15 +0000</pubDate>
		<dc:creator>bact&#39;</dc:creator>
				<category><![CDATA[น่าอ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[unspeak]]></category>
		<category><![CDATA[การตลาด]]></category>
		<category><![CDATA[ชื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://culturelab.in.th/readcamp/?p=39</guid>
		<description><![CDATA[ไปเจอบทความโดย วรากรณ์ สามโกเศศ มา น่าสนใจ และคิดว่าเกี๊ยวเกี่ยวกับค่ายอ่านของเราเรา เรื่อง unspeak ที่ speak ความตรงไปตรงมาของคำพูดที่ดูเหมือนอ้อมค้อม &#8211; Unspeak ที่ Speak โดย วรากรณ์ สามโกเศศ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มติชนรายวัน วันที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10463 หน้า 6 บ่อยครั้งที่ชื่อของขบวนการ โครงการ เรื่องที่กระทำการ ฯลฯ สื่อความหมายเพื่อโน้มน้าวชักชวนให้เชื่อบางอย่าง โดยแอบซ่อนไว้อย่างแนบเนียน เรื่องนี้น่าสนใจเพราะเป็นเรื่องของการรู้เท่าทัน ร้านอาหารมักแถมท้ายชื่อว่าเป็น &#8220;เจ้าเก่า&#8221; &#8220;ดั้งเดิม&#8221; มีคำว่า &#8220;เยาวราช&#8221; &#8220;ฮ่องเต้&#8221; (โปรดสังเกตไม่มี &#8220;ฮองเฮา&#8221;) &#8220;สำเพ็ง&#8221; มีชื่อเมืองต่างประเทศปนอยู่ด้วย เช่น ยูนนาน นานกิง หรือคำว่า &#8220;เสวย&#8221; ฯลฯ วิธีการใช้ชื่อเหล่านี้ฝรั่งเรียกว่า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ไปเจอบทความโดย วรากรณ์ สามโกเศศ มา น่าสนใจ และคิดว่าเกี๊ยวเกี่ยวกับค่ายอ่านของเราเรา เรื่อง unspeak ที่ speak ความตรงไปตรงมาของคำพูดที่ดูเหมือนอ้อมค้อม<br />
&#8211;</p>
<p><strong>Unspeak ที่ Speak</strong></p>
<p>โดย วรากรณ์ สามโกเศศ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์  มติชนรายวัน วันที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10463 หน้า 6</p>
<p>บ่อยครั้งที่ชื่อของขบวนการ โครงการ เรื่องที่กระทำการ ฯลฯ สื่อความหมายเพื่อโน้มน้าวชักชวนให้เชื่อบางอย่าง โดยแอบซ่อนไว้อย่างแนบเนียน เรื่องนี้น่าสนใจเพราะเป็นเรื่องของการรู้เท่าทัน</p>
<p>ร้านอาหารมักแถมท้ายชื่อว่าเป็น &#8220;เจ้าเก่า&#8221; &#8220;ดั้งเดิม&#8221; มีคำว่า &#8220;เยาวราช&#8221; &#8220;ฮ่องเต้&#8221; (โปรดสังเกตไม่มี &#8220;ฮองเฮา&#8221;) &#8220;สำเพ็ง&#8221; มีชื่อเมืองต่างประเทศปนอยู่ด้วย เช่น ยูนนาน นานกิง หรือคำว่า &#8220;เสวย&#8221; ฯลฯ วิธีการใช้ชื่อเหล่านี้ฝรั่งเรียกว่า Unspeak คือไม่ได้บอกแบบตรงๆ ว่าร้านของฉันอร่อยซึ่งธรรมดาเกินไป แต่ &#8220;ไม่บอกแบบบอก&#8221; เพราะคำเหล่านี้สื่อความหมายว่าเหนือชั้น</p>
<p>ฝรั่งเองใช้ Unspeak กันมากในสงครามต่อสู้ออกกฎหมายเพื่อให้ทำแท้งได้นั้น เดิมกลุ่มต่อต้านเรียกตัวเองว่า Anti-Abortionist (พวกต่อต้านการทำแท้ง) กันตรงๆ พวกสนับสนุนเรียกตนเองว่า Abortionist ซึ่งดูไม่ดีเพราะเสมือนกับเป็นพวกฆาตกร จึงปรับตัวใหม่เรียกว่ากลุ่ม Pro-Choice (สนับสนุนให้เลือกได้) กล่าวคือการทำแท้งเป็นสิทธิของผู้หญิง เด็กอ่อนเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกาย ดังนั้นจึงเป็นเรื่องของการเลือก<br />
<span id="more-39"></span><br />
ฝ่าย Anti-Abortionist ก็เปลี่ยนชื่อเป็นกลุ่ม Pro-Life (สนับสนุนการมีชีวิต) กล่าวคือพวกตรงข้ามคือพวกไม่สนับสนุนการมีชีวิต (ซึ่งชีวิตเป็นเรื่องดี) ส่วนพวกตนคือพวกเชื่อมั่นในชีวิตมนุษย์ซึ่งเป็นเรื่องของทุกคนในโลกที่ไม่ยอมการฆ่าแกงมนุษย์ จึงมิใช่เรื่องของผู้ท้องที่จะสามารถตัดสินใจเองได้</p>
<p>ทั้ง Pro-Choice และ Pro-Life คือ Unspeak ชื่อทั้งสองสื่อความหมายที่แอบซ่อนอยู่อย่างแนบเนียน</p>
<p>ในปัจจุบัน climate change (อากาศเปลี่ยนแปลง) ก็เป็น Unspeak ที่มาแทนที่ global warming ซึ่งฟังดูแล้วน่ากลัวกว่า เช่นเดียวกับคำว่า tak, relief (ผ่อนเบาภาระภาษี) เป็น Unspeak ที่ดีของการปรับภาษีเพราะฟังดูแล้วสบายใจกว่า ทั้งที่โดยแท้จริงแล้วอาจต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้น</p>
<p>Friends of the Earth (เพื่อนของโลก) คือชื่อเครือข่ายของนักสิ่งแวดล้อมที่สื่อว่าใครไม่เป็นพวกก็คือ Enemy of the Earth (ศัตรูของโลก)</p>
<p>ชื่อของกลุ่ม Greenpeace ของนักอนุรักษ์ธรรมชาติอีกพวกก็เป็น Unspeak เช่นกัน เพราะกลุ่มนี้ชื่อสื่อทั้งความเขียว และสันติภาพ</p>
<p>ในบ้านเราชื่อของคนโดยแท้จริงแล้วก็คือ Unspeak อย่างหนึ่ง เพราะนอกเหนือจากการมีอักษรและสระที่เป็นศรีแล้ว ความหมายต้องเป็นมงคลอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อความหมายที่ดีในอาชีพ ตัวอย่างเช่นชื่อเดิมคือ &#8220;สมบุญ&#8221; ก็เปลี่ยนเป็น &#8220;ชาติชาย&#8221; และต่อมาเป็น พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ &#8220;ชุบ&#8221; ก็เป็น &#8220;กฤษณ์&#8221; ของพลเอกกฤษณ์ สีวะรา &#8220;สมจิตต์&#8221; ก็เป็น &#8220;เกรียงศักดิ์&#8221; ของ พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์</p>
<p>Unspeak ของชื่อเป็นเรื่องสำคัญ ลองจินตนาการดูว่าแพทย์ชื่อ &#8220;ปรโลก&#8221; &#8220;สัพเพสัตตว&#8221; &#8220;รอยกรรม&#8221; จะได้รับความเชื่อถือจากคนไข้เก่า &#8220;สวัสดิภาพ&#8221; &#8220;ยมทูตสยบ&#8221; &#8220;อมตะ&#8221; ไหม (ชื่อ &#8220;มงคล&#8221; สำหรับกระทรวงหมอนั้น โอ เลยครับ)</p>
<p>นักกฎหมายชื่อ &#8220;มีชัย&#8221; ย่อมเป็น Unspeak ที่ดีกว่า &#8220;ปราชัย&#8221; นักการเมืองชื่อ &#8220;เสรีภาพ&#8221; ย่อมดีกว่า &#8220;เผด็จการ&#8221; เช่นกัน</p>
<p>&#8220;คณะปฏิรูป&#8221; เป็น Unspeak ที่เข้าท่ากว่าคณะ &#8220;ปฏิวัติ&#8221; เช่นเดียวกัน &#8220;สภาความมั่นคงแห่งชาติ&#8221; ดีกว่า &#8220;สภาปฏิรูป&#8221; ในอดีต</p>
<p>การเปลี่ยน &#8220;รากหญ้า&#8221; ของไทยรักไทย เป็น &#8220;รากแก้ว&#8221; ก็เป็นความจงใจแบบ Unspeak ที่เป็นมวย เพราะ &#8220;รากหญ้า&#8221; จะสื่อเรื่องราวเกี่ยวพันกับไทยรักไทย แต่ &#8220;รากแก้ว&#8221; จะเริ่มศักราชของความหมายใหม่ &#8220;คลื่นใต้น้ำ&#8221; ฟังดูแล้วน่ารัก ถ้าจะใช้วิธีการของ Unspeak ก็ต้องเป็น &#8220;คลื่นมรณะ&#8221; หรือ &#8220;โคลนดูดอันตราย&#8221; หรือ &#8220;คลื่นมัจจุราช&#8221;</p>
<p>นักปราชญ์จีนร่วมสมัยกับพระพุทธเจ้าคือขงจื้อ (มีชีวิตอยู่ระหว่าง 551-479 ปีก่อนคริสตกาล) ถูกถามว่าถ้าได้เป็นผู้ปกครองสิ่งแรกที่จะทำคืออะไร ขงจื้อคิดสักพักและตอบว่าจะเปลี่ยนแปลงชื่อของบางสิ่ง ผู้ถามรู้สึกงุนงงว่ามันเกี่ยวอะไรกับการมีรัฐบาลที่ดี ขงจื้อตอบว่าเมื่อชื่อของบางสิ่งไม่ถูกต้องเหมาะสม คำพูดของผู้ปกครองก็ดูไม่มีเหตุมีผล และเมื่อมันไม่มีเหตุมีผล สิ่งต่างๆ ก็ไม่ถูกกระทำอย่างถูกต้อง และเมื่อกระทำกันอย่างไม่ถูกต้องแล้ว โครงสร้างของสังคมก็จะเป็นอันตราย เมื่อเป็นดังนั้นการลงโทษก็ไม่เหมาะสมกับความผิดที่ทำไป และเมื่อการลงโทษไม่สอดคล้องกับความผิด ประชาชนก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ขงจื้อสรุปว่าเรื่องสำคัญในการปกครองนั้น คำพูดมิใช่เรื่องเล่นๆ สำหรับประชาชน การเรียกชื่อ สิ่งต่างๆ จึงสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งหมดนี้ขงจื้อกำลังพูดถึงสิ่งที่เรียกว่า Unspeak ในปัจจุบัน</p>
<p>&#8220;ผู้ก่อการร้าย&#8221; เป็น &#8220;ผู้ไม่หวังดีต่อชาติ&#8221; ต่อมาก็เกิดคำว่า &#8220;ผู้พัฒนาชาติไทย&#8221; ขึ้น หลังบันทึก 66/23 จนแก้ไขปัญหาของชาติไปได้ (ปัจจุบันเรายังไม่มี Unspeak ที่เข้าท่าของ &#8220;โจรใต้&#8221; ในอดีต &#8220;โจรกระจอก&#8221; เป็น Unspeak ที่ไม่เข้าท่า เช่นเดียวกับคำว่า ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ)</p>
<p>บางครั้ง Unspeak ก็มาในรูปของการใช้อีกคำทดแทนคำเดิมที่มีความหมายแรงไป หรือไม่เหมาะสม เช่น &#8220;สิ้น&#8221; แทน &#8220;ตาย&#8221; &#8220;ปลง&#8221; แทน &#8220;เผาศพ&#8221; (คนโบราณมักใช้คำนี้เพราะ &#8220;เผาศพ&#8221; ฟังดูไม่เจริญใจ) ฝรั่งใช้ pass away แทน die (ที่จริง pass away ใช้กับบุคคลสำคัญ แต่การให้เกียรติกันไม่ใช่เรื่องเลวร้าย เมื่อครั้งพลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ ตายในต่างแดน หลังถูกจอมพลสฤษดิ์ปฏิวัติ สถานทูตไทยโทรเลขมาเป็นภาษาอังกฤษว่า General Pao passed away รัฐบาลไทยตื่นเต้นกันใหญ่เพราะมีผู้แปลเป็นข่าวว่าพลตำรวจเอกเผ่าจะผ่านมาทางนี้ เรื่องเล่านี้ไม่มีนัยอะไรทั้งสิ้น แต่บางคนอาจบอกว่าเรื่องเล่านี้เป็น Unspeak เพื่อให้ระวังเรื่องการแปลครั้งต่อไป</p>
<p>ปัจจุบันเขาใช้ &#8220;อุ้ม&#8221; แทน &#8220;ฆ่าแบบลับๆ&#8221; (ยังไงก็เป็น Unspeak ที่ไม่คุ้นหู) &#8220;ทุบ&#8221; แทน &#8220;ซ้อม&#8221; &#8220;เขาบอกมา&#8221; แทน &#8220;โผ&#8221;</p>
<p>สำหรับฝรั่งปัจจุบันคนพิการไม่ใช่ handicapped (ผู้ด้อย) หรือ disabled (ผู้ไร้ความสามารถ) แต่เป็น persons with disabilities (บุคคลผู้ขาดความสามารถบางอย่าง) ในภาษาไทยก็ไม่ควรเรียกคนตามองไม่เห็นว่า &#8220;คนตาบอด&#8221; หากควรเรียกว่า &#8220;คนตาพิการ&#8221; แทน</p>
<p>Unspeak มีความสำคัญในการสร้างความเข้าใจและมีนัยยะของการตลาด แอบซ่อนอยู่เพื่อโน้มน้าว ให้คนคล้อยตามอย่างแนบเนียน หากสังเกตว่าเห็นและทำให้รู้เท่าทันมากขึ้น</p>
<p>ในอังกฤษ Unspeak ที่กล่าวขวัญกันก็คือการใช้คำว่า Asylum Seekers (ผู้ขอสถานที่ลี้ภัย) แทน Refugee (ผู้ลี้ภัย) กล่าวคือเปลี่ยนจากการเน้นลักษณะของการหนี้ภัยมาเป็นเน้นความต้องการของผู้ขอลี้ภัยจากประเทศที่เดินทางไปถึง</p>
<p>เรื่องเล่าสุดท้ายนี้จะว่าเป็น Unspeak เพื่อประกอบความรู้ก็ยอมรับด้วย</p>
<p>&#8211;<br />
ที่มา &#8211; วรากรณ์ สามโกเศศ, Unspeak ที่ Speak, มติชนรายวัน, 2 พฤศจิกายน 2549 (คัดลอกจากเว็บ <a href="http://www.nidambe11.net/ekonomiz/2006q4/2006november02p1.htm">nidambe11</a>)</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://readcamp.org/2008/10/unspeak/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
<!-- WP Super Cache is installed but broken. The path to wp-cache-phase1.php in wp-content/advanced-cache.php must be fixed! -->