<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ReadCamp &#187; นิยาย</title>
	<atom:link href="http://readcamp.org/tag/%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a2/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://readcamp.org</link>
	<description>ทุกอย่างอ่านได้</description>
	<lastBuildDate>Fri, 28 May 2010 07:22:04 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0.1</generator>
		<item>
		<title>guopai : &#8220;ความไม่ประสงค์&#8221; ใน Bartleby .. ความหมายคือภาระของการอยู่ ?</title>
		<link>http://readcamp.org/2008/11/bartleby-meaning-existing/</link>
		<comments>http://readcamp.org/2008/11/bartleby-meaning-existing/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 08 Nov 2008 10:37:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator>bact&#39;</dc:creator>
				<category><![CDATA[นักอ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[Existentialism]]></category>
		<category><![CDATA[Herman Melville]]></category>
		<category><![CDATA[นิยาย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://culturelab.in.th/readcamp/?p=128</guid>
		<description><![CDATA[งานอีกชิ้นของ @guopai (พบเขาใน ReadCamp) อ่านถึง &#8220;ความไม่ประสงค์&#8221; (??) &#8211; Bartleby กับ “ความไม่ประสงค์” ที่แฝงอยู่ในตัวทุกคน เพิ่งอ่านนิยายขนาดสั้นเรื่อง Bartleby, the Scrivener: A Story of Wall Street แต่งโดย Herman Melville ซึ่งเป็นคนเดียวกับที่แต่ง Moby Dick อันเลื่องชื่อ ผมยังไม่ได้อ่าน Moby Dick นี่จึงเป็นงานเล่มแรกของ Melville ที่ผมได้อ่าน คำเตือน: Spoil ———————————————– Bartleby เขียนขึ้นเมื่อปี 1853 เป็นนิยายขนาดสั้นไม่ถึง 100 หน้า อ่านไม่กี่ชั่วโมงก็จบ เป็นเรื่องเล่าของ “ข้าพเจ้า” ที่เป็นเจ้าของสำนักกฎหมายบนถนน Wall Street สมัยนั้นยังไม่มีแม้แต่เครื่องพิมพ์ดีด ทนายจึงต้องใช้เสมียนเขียนสำเนาของสำนวนคดีด้วยมือ สำนักงานของ “ข้าพเจ้า” มีเสมียนอยู่สองคน พองานล้นมือก็เลยลงประกาศรับเสมียนเพิ่ม [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>งานอีกชิ้นของ <a href="http://twitter.com/guopai">@guopai</a> (พบเขาใน ReadCamp) อ่านถึง <a href="http://guopai.wordpress.com/2008/10/18/bartleby-%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A-%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C-%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88/">&#8220;ความไม่ประสงค์&#8221;</a> (??)<br />
&#8211;</p>
<h3>Bartleby กับ “ความไม่ประสงค์” ที่แฝงอยู่ในตัวทุกคน</h3>
<p>เพิ่งอ่านนิยายขนาดสั้นเรื่อง <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Bartleby_the_Scrivener">Bartleby, the Scrivener: A Story of Wall Street</a> แต่งโดย <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Herman_Melville">Herman Melville</a> ซึ่งเป็นคนเดียวกับที่แต่ง Moby Dick อันเลื่องชื่อ ผมยังไม่ได้อ่าน Moby Dick นี่จึงเป็นงานเล่มแรกของ Melville ที่ผมได้อ่าน</p>
<p>คำเตือน: Spoil</p>
<p>———————————————–</p>
<p>Bartleby เขียนขึ้นเมื่อปี 1853 เป็นนิยายขนาดสั้นไม่ถึง 100 หน้า อ่านไม่กี่ชั่วโมงก็จบ เป็นเรื่องเล่าของ “ข้าพเจ้า” ที่เป็นเจ้าของสำนักกฎหมายบนถนน Wall Street สมัยนั้นยังไม่มีแม้แต่เครื่องพิมพ์ดีด ทนายจึงต้องใช้เสมียนเขียนสำเนาของสำนวนคดีด้วยมือ สำนักงานของ “ข้าพเจ้า” มีเสมียนอยู่สองคน พองานล้นมือก็เลยลงประกาศรับเสมียนเพิ่ม จึงได้ Bartleby ซึ่งเป็นชายหนุ่มสุภาพ พูดน้อย ดูท่าทางหยิ่งนิด ๆ แต่ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน มาเป็นเสมียนคนใหม่</p>
<p>Bartleby เป็นคนทำงานดีมาก ทำงานเร็วและละเอียด และมีความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย เขาไม่เคยลงไปกินอาหารกลางวัน แต่ละฝากเงินให้เด็กส่งเอกสารไปซื้อขนมมาให้ และแบ่งขนมให้เด็กคนนั้นเป็นการตอบแทนทุกครั้ง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เป็นความประหลาดที่แท้จริงในตัว Bartleby คือบางทีถ้าถูกขอให้คัดสำนวนด่วน หรือให้ลงไปส่งจดหมาย เขาจะปฏิเสธด้วยคำพูดเพียงว่า <strong>“ผมไม่ประสงค์ที่จะทำ”</strong> โดยไม่ยอมให้เหตุผลว่าทำไมถึง “ไม่ประสงค์” ตัวนายจ้างซึ่งเป็นผู้เล่าเรื่องตอนแรกก็งง แต่อะไรบางอย่างในตัว Bartleby ทำให้เขาไม่ถือสาหาความ อาจจะเป็นเพราะความสงสารว่าถ้าทำตัวถือดีอย่างนี้ ไปเจอนายจ้างคนอื่นอาจโดนไล่ออกไปแล้ว และบุคลิกและความดูไม่ทำร้ายใครของ Bartleby ก็ทำให้ “ข้าพเจ้า” ซึ่งเป็นคนธรรมดา ๆ ที่พยายามเป็นคนดีของสังคมไม่ถือสาหาความ Bartleby<br />
<span id="more-128"></span><br />
การปฏิเสธงานของ Bartleby เป็นหนักขึ้นเรื่อย ๆ จนมาวันหนึ่งเขาประกาศว่า “ผมไม่ประสงค์จะคัดสำเนาอีกต่อไป” นายจ้างฟังดังนั้นเลยต้องขอให้ Bartleby ลาออกไป แต่ถึงแม้จะให้เงินช่วยเหลือพิเศษเพื่อเป็นทุนในการเดินทางหรือเลี้ยงชีพ แล้ว Bartleby ก็ยังยืนยันว่า “ผมไม่ประสงค์ที่จะไปจากสำนักงานนี้” นี่เป็นสิ่งที่เข้าใจไม่ได้อย่างสิ้นเชิง แต่ “ข้าพเจ้า” ก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร จะเรียกตำรวจมาลากตัวไปก็สงสาร เขาจึงปล่อยให้ Bartleby อยู่ที่สำนักงานต่อไป โดยวัน ๆ เขาจะยืนจ้องมองรูปปั้น Cicero และไม่ทำอะไรอย่างอื่น “ข้าพเจ้า” มารู้ทีหลังว่า Bartleby กินนอนอยู่ในสำนักงานของเขา เพราะเช้าวันอาทิตย์วันหนึ่งเขาแวะเข้ามาในสำนักงาน และพบ Bartleby อยู่ที่นั่น และ Bartleby กล่าวอย่างนุ่มนวลว่า “ผมไม่ประสงค์ให้ท่านเข้าไป โปรดรอสักครู่”</p>
<p>การดำรงอยู่ของ Bartleby ในสำนักงานกลายเป็นที่โจษจันและหวาดกลัว แขกที่มาธุระที่สำนักงานของ “ข้าพเจ้า” ต่างงุนงงและไม่สบายใจที่เห็น Bartleby ยืนอยู่ที่นั่นตลอดเวลาโดยไม่ทำอะไรเลย จนในที่สุด เมื่อพยายามทุกทางในการเชิญ Bartleby ออกไปแต่ไร้ผล “ข้าพเจ้า” จึงแก้ปัญหาโดยการย้ายสำนักงานออกไปเสียเอง ปล่อยให้ Bartleby อยู่ที่สำนักงานร้างนั้นคนเดียวตามยถากรรม</p>
<p>หลังจากย้ายสำนักงานได้ไม่นาน ก็มีคนมาหา “ข้าพเจ้า” และขอร้องให้ไปจัดการกับ Bartleby เพราะเขายังคงใช้ชีวิตอยู่ในสำนักงานนั้นไม่ยอมย้ายออกไปไหน “ข้าพเจ้า” จึงไปหา Bartleby และเกลี้ยกล่อมสุดตัว จนถึงกับเสนอให้ Bartleby ย้ายไปอยู่กับตน หรือเสนอที่จะออกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปยังที่ไหนก็ได้ที่ Bartleby ต้องการ แต่คำตอบที่ได้ก็ยังเหมือนเดิม คือ “ผมไม่ประสงค์ที่จะไป” โดยไม่มีคำอธิบายเพิ่มเติม</p>
<p>เมื่อไม่สามารถไล่ Bartleby ออกไปได้ และไม่รู้ที่มาที่ไปหรือญาติพี่น้อง เจ้าของสำนักงานคนใหม่จึงขอให้ตำรวจจับ Bartleby ออกไป เมื่ออยู่ในคุก “ข้าพเจ้า” ได้เข้าไปเยี่ยม Bartleby และจ่ายเงินพิเศษให้คนทำอาหารในคุกดูแล Bartleby เป็นพิเศษ</p>
<p>แต่ไม่นานต่อมา เมื่อ “ข้าพเจ้า” ไปเยี่ยม Bartleby อีกครั้ง ก็พบเขานอนตายอย่างสงบกลางสนามในคุก เป็นอันจบเรื่องราวของ Bartleby</p>
<p>———————————————–</p>
<p>เรื่องราวของ Bartleby เป็นการสะท้อนแก่นสารของปรัชญา <strong>“อัตติภาวนิยม”</strong> หรือ Existentialism ที่เห็นว่า มนุษย์อยู่ดี ๆ ก็เกิดมาเป็นตัวเป็นตนโดยที่เราไม่มีสิทธิเลือก (อยู่ดี ๆ ก็ “ดำรงอยู่” &#8211; exist) และการดำรงอยู่ของมนุษย์ก็เป็นภาระที่มนุษย์แต่ละคนที่เป็นเจ้าของชีวิตนั้น จะต้องใส่ความหมายให้กับการดำรงอยู่นั้นด้วยตนเอง ทีนี้การใส่ความหมายของแต่ละคนก็จะต่างกัน สุดแท้แต่ความต้องการและธรรมชาติของแต่ละคน แต่ในระหว่างการใส่ความหมายให้กับตนเอง (ซึ่งบ่อยครั้งมักจะหมายถึงการ “เลือก” ทำหรือไม่ทำอะไร) ความต้องการและการกระทำของแต่ละคนมักจะขัดแย้งกับความคาดหวังของสังคม จนกลายเป็นความไม่ลงรอย การสูญเสียคุณค่าในตนเอง หรือหนักที่สุดคือการที่คนแต่ละคนไม่ค้นพบความหมายที่แท้จริงของการดำรงอยู่ ของตนเองจนวันตาย นั่นคือเขาล้มเหลวที่จะใส่ความหมายให้กับการดำรงอยู่ของตนเอง</p>
<p>พฤติกรรมของ Bartleby ที่ไม่ยอมทำอะไรที่ตนไม่ต้องการโดยไม่ต้องให้เหตุผลก็คือการสะท้อนถึงทางเลือกที่คนคนหนึ่งมีอย่างแน่วแน่ว่าเขาต้องการสิ่งใด และปฏิเสธที่จะทำตามความคาดหวังของสังคมเพราะนั่นทำให้เขาต้องสูญเสียตัวตน ฟัง ๆ อาจจะดูแปลก ๆ เพราะเรามักจะเชื่อกันว่าคนในสังคมมีหน้าที่ซึ่งก็และกัน ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสมควรอยู่แล้วที่เราต้องทำตามความคาดหวังของสังคมตาม บทบาทของเราที่สังคมกำหนดบ้าง แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าความคาดหวังเหล่านั้นมันเป็นไปเพื่อประโยชน์ของคน ส่วนมากจริง ๆ ในสังคมสมัยใหม่ ทุกคนทำในสิ่งที่สังคมคาดหวัง และแทบทุกคนก็ทุกข์ทรมานกับบทบาทเหล่านั้น แต่ก็ต้องฝืนใจทำจนกลายเป็นเรื่อง “ธรรมชาติ” จนในที่สุดก็ไม่มีใครคิดว่าการทำตามความคาดหวังของสังคมมันจะขัดแย้งกับตัวตนภายในของเราเอง</p>
<p>ส่วนตัวผมคิดว่าอัตติภาวะนิยมได้รับอิทธิพลมาจากทั้งแนวคิดและสภาพสังคม ตะวันตกสมัยก่อนสมัยใหม่ (pre-modern) ที่สังคมถูกแบ่งชนชั้น และคนแต่ละกลุ่มก็จะมีบทบาทเฉพาะเจาะจงไม่ต้องทำเพื่ออยู่รอดและได้รับการยอมรับในสังคม แต่โลกสมัยใหม่ (modern) และหลังสมัยใหม่ (post-modern) เริ่มอนุญาตให้คนเหล่านั้นท้าทายกับความเชื่อและขนบแบบเดิม ๆ แนวคิด<strong>เสรีนิยม</strong>เกิดขึ้นโดยเชื่อว่าเสรีภาพในการเลือกของมนุษย์คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้มนุษย์ดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีคุณค่าและคุณภาพ สอดคล้องกับ<strong>ทุนนิยม</strong>ที่เชื่อว่าถ้าทุกฝ่ายเพื่อผลประโยชน์ตัวเอง สุดท้ายสังคมโดยรวมจะหาจุดสมดุล (equilibrium) ที่ทำให้โลกก้าวหน้าและการกระทำการใด ๆ เช่นการผลิตมีประสิทธิภาพสูงสุด และสังคมได้รับประโยชน์มากที่สุด ทั้งเสรีนิยมและทุนนิยมน่าจะเป็นแรงบันดาลที่สานต่อมาเป็นอัตติภาวะนิยม และได้นำไปสู่<strong>อนาธิปไตย</strong> (anarchism) ที่เชื่อว่าหน่วยในสังคมควรถูกปล่อยให้มีชีวิตไปเองโดยไม่ต้องมีใครเช่น รัฐบาลมาวางกฎเกณฑ์หรือควบคุม แต่สังคมจะจัดการกันเองจนพัฒนาแบบแผน (pattern) ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดและเป็นที่พอใจของทุกคนไปเอง เช่นเดียวกับที่มดพัฒนาแบบแผนในการเดินและการสร้างรังโดยไม่มีใครมากำหนด</p>
<p>สุดท้าย ผมคิดว่าแนวคิดทั้งหมดเหล่านี้ก็ยังสอดคล้องกับพุทธศาสนาอย่าง น่าประหลาด เพราะเป้าหมายของการปฏิบัติใน<strong>พุทธศาสนา</strong>คือการเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอกด้วยปัญญา เข้าใจจนรู้ว่าธรรมชาติของสรรพสิ่งคือความไม่ยั่งยืนถาวร และปล่อย ละ วาง สิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป จนท้ายที่สุดก็ไม่ต้องการอะไรอีก เหมือน Bartleby ที่อาจเป็นแบบอย่างของผู้ที่บรรลุธรรมแล้ว ที่ไม่ต้องการอะไรจากใครอีก สิ่งที่เติมเข้ามานอกเหนือจากสิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตเป็นสิ่งที่เขา ไม่ต้องการและปฏิเสธอย่างจริงจัง ความสุขของ Bartleby คือการ “วาง” หรือปฏิเสธการได้มาหรือเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่การ “ได้” นั่นหมายความว่าเขาละแล้วซึ่งความรัก โลภ โกรธ หลง และเป็นมนุษย์ที่น่าอิจฉาที่สุดคนหนึ่งเพราะเขาไม่ต้องเดือดร้อนอะไรกับใคร แต่คนรอบข้างและสังคมต่างหากที่ “เลือก” จะไปเดือดร้อนกับความไม่เดือดร้อนของ Bartleby เพียงเพราะสังคมนั้นคุ้นเคยกับการคาดหวังจนลืมคิดไปว่าความคาดหวังเป็น “สิ่งประดิษฐ์” ที่ทำให้เราถอยห่างจากแก่นแท้ของการดำรงอยู่</p>
<p><strong>ลึก ๆ แล้วเราทุกคนอาจจะหวังที่จะเป็นได้อย่าง Bartleby ก็ได้</strong></p>
<p>&#8211;<br />
ที่มา &#8211; guopai, <a href="http://guopai.wordpress.com/2008/10/18/bartleby-%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A-%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C-%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88/">Bartleby กับ “ความไม่ประสงค์” ที่แฝงอยู่ในตัวทุกคน</a>, Entangled, 18 ตุลาคม 2551</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://readcamp.org/2008/11/bartleby-meaning-existing/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>sikkha : สามก๊ก</title>
		<link>http://readcamp.org/2008/11/three-kingdoms/</link>
		<comments>http://readcamp.org/2008/11/three-kingdoms/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 05 Nov 2008 09:57:45 +0000</pubDate>
		<dc:creator>bact&#39;</dc:creator>
				<category><![CDATA[นักอ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[Romance of the Three Kingdoms]]></category>
		<category><![CDATA[นิยาย]]></category>
		<category><![CDATA[สามก๊ก]]></category>
		<category><![CDATA[หนัง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://culturelab.in.th/readcamp/?p=97</guid>
		<description><![CDATA[@sikkha มาร่วมวงด้วยเรื่องสามก๊ก (ยังมีเรื่องอื่น ๆ อีก) มาทั้งแบบภาพเคลื่อนไหวและตัวหนังสือ &#8211; Practical Utopia X : กลยืมซากคืนชีพของฮั่นต๋งอ๋อง กดเข้าไปดูคลิปวิดีโอที่เว็บ SIU ครับ ความเห็นแลกเปลี่ยนของผู้อ่านหลายคนที่นั่นน่าสนใจ-ร่วมวงสนทนาทีเดียว Practical Utopia ตอนที่ 10 วิเคราะห์กลฮันต๋งอ๋องของเล่าปี่ เทียบการประกาศตนเหนือกว่าพระเจ้าเหี้ยนเต้ สร้างแนวโน้มใหญ่พิชิตวุ่ย ทั้งที่กำลังเล็กกว่า เป็นต้นแบบของ virtual power (กำลังภาพลวง) สมัยโบราณ หรือกลยืมซากคืนชีพในตำรับพิชัยสงคราม, นอกจากนี้ยังถกเถียงถึงตำรับอี้จิงคำภีร์แห่งการปรับเปลี่ยนไหลรื่นตามสภาพธรรมชาติ &#8230; &#8212;- อีกชิ้นเกี่ยวกับสามก๊ก เป็นเรื่องเล่าถึงหนังที่ @sikkha ไปดูมาแล้วชอบ เป็นหนังที่หยิบเอาตอนหนึ่งในสามก๊กมาเล่าใหม่ เคยเผยแพร่ที่เว็บไซต์ Palawat ศึกผาแดง Red Cliff เมื่อวานซืนผมไปดู Red Cliff มา คิดว่าอาจจะอยู่โรงไม่นาน มันมีสองตอนจบ ตอนที่ฉายเป็นตอนที่ 1 ยังไม่มีการเผาทัพเรือ แต่ก็มีการรบประปราย คนส่วนใหญ่อาจจะบอกว่ามันไม่ลุ่มลึก มันไม่วิริศมาหรา [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://twitter.com/sikkha">@sikkha</a> มาร่วมวงด้วยเรื่องสามก๊ก (ยังมีเรื่องอื่น ๆ อีก) มาทั้งแบบภาพเคลื่อนไหวและตัวหนังสือ<br />
&#8211;</p>
<h3>Practical Utopia X : กลยืมซากคืนชีพของฮั่นต๋งอ๋อง</h3>
<p>กดเข้าไปดู<a href="http://www.siamintelligence.com/wordpress/hanzhong_strateg/">คลิปวิดีโอที่เว็บ SIU</a> ครับ ความเห็นแลกเปลี่ยนของผู้อ่านหลายคนที่นั่นน่าสนใจ-ร่วมวงสนทนาทีเดียว <img src='http://readcamp.org/wp-includes/images/smilies/icon_smile.gif' alt=':)' class='wp-smiley' /> </p>
<blockquote cite="http://www.siamintelligence.com/wordpress/hanzhong_strateg/"><p>
Practical Utopia ตอนที่ 10 วิเคราะห์กลฮันต๋งอ๋องของเล่าปี่ เทียบการประกาศตนเหนือกว่าพระเจ้าเหี้ยนเต้ สร้างแนวโน้มใหญ่พิชิตวุ่ย ทั้งที่กำลังเล็กกว่า เป็นต้นแบบของ virtual power (กำลังภาพลวง) สมัยโบราณ หรือกลยืมซากคืนชีพในตำรับพิชัยสงคราม, นอกจากนี้ยังถกเถียงถึงตำรับอี้จิงคำภีร์แห่งการปรับเปลี่ยนไหลรื่นตามสภาพธรรมชาติ &#8230;
</p></blockquote>
<p><span id="more-97"></span><br />
&#8212;-</p>
<p>อีกชิ้นเกี่ยวกับสามก๊ก เป็นเรื่องเล่าถึงหนังที่ @sikkha ไปดูมาแล้วชอบ เป็นหนังที่หยิบเอาตอนหนึ่งในสามก๊กมาเล่าใหม่ เคย<a href="http://www.palawat.com/p/?L=blogs.blog&#038;article=120">เผยแพร่ที่เว็บไซต์ Palawat</a></p>
<h3>ศึกผาแดง Red Cliff</h3>
<p>เมื่อวานซืนผมไปดู Red Cliff มา</p>
<p>คิดว่าอาจจะอยู่โรงไม่นาน<br />
มันมีสองตอนจบ ตอนที่ฉายเป็นตอนที่ 1 ยังไม่มีการเผาทัพเรือ แต่ก็มีการรบประปราย<br />
คนส่วนใหญ่อาจจะบอกว่ามันไม่ลุ่มลึก มันไม่วิริศมาหรา มันไม่มีการตีความซับซ้อน</p>
<p>แต่ผมกลับชอบนะ<br />
เป็นสามก๊ก ที่ดิบ เถื่อน แต่มีวัฒนธรรม</p>
<p>มันทำให้ผมเข้าใจว่าการรบสมัยโบราณเป็นยังไง ทำไมถึงมีการใช้ค่ายกล ในการศึก (สมัยนโปเลียน ตั้งแถวซัดกันเลยจบข่าวอย่างมากมี คอสแซก ปืนใหญ่สนาม ว่ากันไป)</p>
<p>มันเอาฉากทัศน์โบราณ มาให้ดูว่า คนสมัยนั้นอยู่กันยังไง มีค่านิยม และรบกันอย่างไร<br />
ผมชอบตรงนี้ มันทำให้ผมคิดได้ลึกซึ้งขึ้น</p>
<p>นี่แหละ ที่เวลาผมถกเถียงกับมิตรสหายบางท่านผมมักจะบอกว่า อย่าเพิ่งเอา ทัศนคติคุณมา blending ให้ผม<br />
ผมขอ &#8220;ข้อมูลที่ชัดเจนก่อน&#8221; ผิดถูก ผมไม่ว่า แล้วหลังจากนั้นผมจะมาตีความ เติมต่อ สร้างเสริมยุทธศาสตร์เอาเอง</p>
<p>แต่บางตอนก็น่าเบื่อครับ อย่างตอนการตัดสินใจของซุนกวน ผมว่ามันเนิ่นช้า เสียเวลาเกินไป<br />
ขงเบ้งก็ดูไม่ค่อยฉลาดและไม่มีอิทธิพลมาก (อาจเป็นเพราะ จิวยี่ มีบทบาทเด่นขึ้น ฉลาด รบเก่ง เจ้าสำอางค์ สูงศักดิ์)</p>
<p>แต่ผมก็ชมชอบ กองทัพเล่าปี่ ดูเหมือนถอดไอเดียมาจากกองทัพปลดแอก ของประธานเหมา ดูซอมซ่อ แต่มีความมุ่งมั่น<br />
สามทหารเสือ จูล่ง กวนอู เตียวหุย ก็เก่งแบบเท่าที่มนุษย์ธรรมดาควรจะเป็น</p>
<p>แต่ผมชอบ acting ของจูล่งมากที่สุด ดูโดดเด่น และชิงซีนชาวบ้านบ่อยมาก</p>
<p>การสนทนา ผ่านกู่เจิ้ง ระหว่างจิวยี่ กับขงเบ้ง ก็ดูงดงาม และลึกซึ้ง ไม่น้อย ตรงนี้่ค่อยรู้สึกน่าเชื่อขึ้นหน่อยว่าขงเบ้งเนี่ย คือยอดกุนซือ คนหนึ่ง</p>
<p>อ้อ มีฉากวับแวมระหว่าง เสียวเกี้ยว กะ จิวยี่อีกต่างหาก</p>
<p>&#8211;<br />
ที่มา &#8211; SIU, <a href="http://www.siamintelligence.com/wordpress/hanzhong_strateg/">Practical Utopia X : กลยืมซากคืนชีพของฮั่นต๋งอ๋อง</a>, Siam Intelligence Unit, 16 กรกฎาคม 2551 และ sikkha, <a href="http://www.palawat.com/p/?L=blogs.blog&#038;article=120">ศึกผาแดง Red Cliff</a>, Palawat, 29 กรกฎาคม 2551</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://readcamp.org/2008/11/three-kingdoms/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
<!-- WP Super Cache is installed but broken. The path to wp-cache-phase1.php in wp-content/advanced-cache.php must be fixed! -->