<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ReadCamp &#187; หนัง</title>
	<atom:link href="http://readcamp.org/tag/%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://readcamp.org</link>
	<description>ทุกอย่างอ่านได้</description>
	<lastBuildDate>Fri, 28 May 2010 07:22:04 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.9.2</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>filmsick : อ่าน &#039;อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล&#039;</title>
		<link>http://readcamp.org/2008/11/read-apichatpong/</link>
		<comments>http://readcamp.org/2008/11/read-apichatpong/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 14 Nov 2008 05:56:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator>bact&#39;</dc:creator>
				<category><![CDATA[น่าอ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[หนัง]]></category>
		<category><![CDATA[อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://culturelab.in.th/readcamp/?p=213</guid>
		<description><![CDATA[&#8216;คนป่วย&#8217; @filmsick มาร่วมรี้ดแคมป์ครั้งนี้ไม่ได้ เจ้าตัวบ่นเสียดาย เราเลยบอกเจ้าตัวว่างั้นขอหยิบบทความซักอันสองอันจากบล็อก(อันท่วมหัว)ของเขามาแชร์กันที่นี่ให้หายคิดถึงนะ filmsick บอกเอาเลยหยิบอันไหนไปก็ได้ &#8211; เราหยิบอันนี้มามองกัน &#8216;ดูหนัง&#8217; แล้ว &#8216;อ่านผู้กำกับ&#8217; อย่างไร
&#8211;
ความไม่พ้องรูปพ้องเสียง และการเล่นแร่แปรธาตุของเรื่องเล่า ในหนังสั้นของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล

เราอาจรู้จัก อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ในฐานะการเป็นผู้กำกับไทยคนเดียวที่ได้รางวัลใหญ่ ๆ จากเทศกาลหนังเมืองคานส์ หรือในฐานะเจ้าของหนังน่าเบื่อยืดยาวที่ดูเหมือนไร้จุดหมาย หรือกระทั่งในฐานะผู้กำกับหัวแข็ง ที่คัดง้างกับคณะกรรมการเซนเซอร์ด้วยการ ยอมไม่ฉายไม่ยอมตัด แสงศตวรรษ หนังเรื่องล่าสุดของเขา แต่ไม่ว่าจะในฐานะใดปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เขาคือผู้กำกับคนสำคัญที่โลกต้องจับตามอง
ย้อนกลับไปก่อนที่เขาจะกลายเป็นเจ้าของรางวัล Jury Prize จากเทศกาลหนังเมืองคานส์อภิชาตพงศ์ เริ่มต้นจากการทำหนังสั้น โดยเริ่มจาก 0116643225059 หนังสั้นที่ใช้ภาพของแม่ ซ้อนเข้ากับภาพชองชายผมยาวที่ถูกปรับแต่งจนดูเหมือนอยู่ในเงามืด และใช้เสียงการโทรศัพท์กลับบ้าน ของตัวผู้กำกับเองในการเล่าเรื่อง ตัวเลขที่เป็นชื่อเรื่องนั้นก็เอามาจากเบอร์โทรศัพท์จริง ๆ ที่ตัวผู้กำกับโทรจากเมืองนอกมาหาพ่อแม่ที่บ้าน ตัวหนังนั้นมีความเป็นส่วนตัวสูงมาก (ซึ่งในเวลาต่อมากลายเป็น ตัวตนของอภิชาติพงศ์ ที่ใช้เรื่องส่วนตัวเป็นพื้น และค่อย ๆ เลือนไปสู่การเป็นเรื่องเล่า ดังจะเห็นได้อย่างชัดเจนจาก แสงศตวรรษ) และนี่เป็นครั้งแรกที่ ภาพและเสียงในหนังของเขากลายเป็นพรมแดนของการทดลองความไม่พ้องต้องกัน แต่ในขณะเดียวกันไม่ย้อนแย้งกันและกัน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>&#8216;คนป่วย&#8217; <a href="http://twitter.com/filmsick">@filmsick</a> มาร่วมรี้ดแคมป์ครั้งนี้ไม่ได้ เจ้าตัวบ่นเสียดาย เราเลยบอกเจ้าตัวว่างั้นขอหยิบบทความซักอันสองอันจาก<a href="http://filmsick.exteen.com/" title="ดูหนังอย่างคนป่วย">บล็อก(อันท่วมหัว)ของเขา</a>มาแชร์กันที่นี่ให้หายคิดถึงนะ filmsick บอกเอาเลยหยิบอันไหนไปก็ได้ &#8211; เราหยิบอันนี้มามองกัน &#8216;ดูหนัง&#8217; แล้ว &#8216;อ่านผู้กำกับ&#8217; อย่างไร<br />
&#8211;</p>
<h3>ความไม่พ้องรูปพ้องเสียง และการเล่นแร่แปรธาตุของเรื่องเล่า ในหนังสั้นของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล</h3>
<p><img src="http://www.kochi-bunkazaidan.or.jp/~museum/apichatpong/joe-col21.jpg" border="0" width="320" height="240" /></p>
<p>เราอาจรู้จัก <a href="http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%A0%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%87%E0%B8%A8%E0%B9%8C_%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%A9%E0%B8%90%E0%B8%81%E0%B8%B8%E0%B8%A5">อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล</a> ในฐานะการเป็นผู้กำกับไทยคนเดียวที่ได้รางวัลใหญ่ ๆ จากเทศกาลหนังเมืองคานส์ หรือในฐานะเจ้าของหนังน่าเบื่อยืดยาวที่ดูเหมือนไร้จุดหมาย หรือกระทั่งในฐานะผู้กำกับหัวแข็ง ที่คัดง้างกับคณะกรรมการเซนเซอร์ด้วยการ ยอมไม่ฉายไม่ยอมตัด แสงศตวรรษ หนังเรื่องล่าสุดของเขา แต่ไม่ว่าจะในฐานะใดปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เขาคือผู้กำกับคนสำคัญที่โลกต้องจับตามอง</p>
<p>ย้อนกลับไปก่อนที่เขาจะกลายเป็นเจ้าของรางวัล Jury Prize จากเทศกาลหนังเมืองคานส์อภิชาตพงศ์ เริ่มต้นจากการทำหนังสั้น โดยเริ่มจาก 0116643225059 หนังสั้นที่ใช้ภาพของแม่ ซ้อนเข้ากับภาพชองชายผมยาวที่ถูกปรับแต่งจนดูเหมือนอยู่ในเงามืด และใช้เสียงการโทรศัพท์กลับบ้าน ของตัวผู้กำกับเองในการเล่าเรื่อง ตัวเลขที่เป็นชื่อเรื่องนั้นก็เอามาจากเบอร์โทรศัพท์จริง ๆ ที่ตัวผู้กำกับโทรจากเมืองนอกมาหาพ่อแม่ที่บ้าน ตัวหนังนั้นมีความเป็นส่วนตัวสูงมาก (ซึ่งในเวลาต่อมากลายเป็น ตัวตนของอภิชาติพงศ์ ที่ใช้เรื่องส่วนตัวเป็นพื้น และค่อย ๆ เลือนไปสู่การเป็นเรื่องเล่า ดังจะเห็นได้อย่างชัดเจนจาก แสงศตวรรษ) และนี่เป็นครั้งแรกที่ ภาพและเสียงในหนังของเขากลายเป็นพรมแดนของการทดลองความไม่พ้องต้องกัน แต่ในขณะเดียวกันไม่ย้อนแย้งกันและกัน ซ้ำยังเป็นการเล่นแร่แปรธาตุกับ ภาพยนตร์และกระบวนการของมัน เขาตัดรูปภาพของแม่เข้ามาใส่เป็นภาพหลักในหนังขณะที่ในบทสนทนา จะมีช่วงหนึ่งที่เขาเอ่ยถามว่าแม่ส่งรูปมาหรือยัง หากรูปที่ปรากฏคือรูปแม่ (ที่ส่งมา) ก็เท่ากับว่า เขาไม่ได้ทำหนังเรื่องนี้ในฐานะของความเป็นหนัง (ว่าด้วยภาวะ homesick แต่เล่าแบบทดลองโดยการตัดภาพแม่ และเสียงสนทนามาประกอบกันแทน) แต่การมีอยู่ของบทสนทนาเรื่องรูปกลับสร้างความหมายใหม่ นั่นคือ การที่เขาได้ ใส่กระบวนการสร้างภาพยนตร์ ลงไปในตัวภาพยนตร์ (ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม) ซึ่งนั่นเท่ากับเป็นการใส่มิติ ตัวตน ของผู้สร้าง ลงไปในหนังด้วย และผลักสถานะในการเป็น &#8211; ภาพตัวแทนของความจริง &#8211; ที่หนังพยายามเป็น ไปสู่การเป็น &#8211; ภาพแทนเรื่องเล่า &#8211; ที่เล่าเรื่องการทำหนังเรื่องหนึ่ง ซึ่งว่าด้วยความทรงจำ<br />
<span id="more-213"></span><br />
จากจุดเริ่มต้นของการะละเล่นกับเรื่องเล่า อภิชาติพงศ์ ขยายความเรื่องนี้ต่อในหนังสั้นเรื่องต่อ ๆ มาอันประกอบด้วย แม่ย่านาง (LIKE THE RELENTLESS FURY OF THE POUNDING WATER) เกาะกายสิทธิ์ (THIRD WORLD) และ มาลีและเด็กชาย (MALEEAND THE BOY) ซึ่งระหว่างนั้นคั่นด้วย WINDOWS หนังสั้นที่แตกต่างออกไป และเกิดขึ้นจากความบังเอิญ (ซึ่งจะได้กล่าวต่อไป)</p>
<p>ในหนังสั้นชุดนี้ อภิชาติพงศ์ ได้ทำการขยายความไม่พ้องรูปพ้องเสียง และการ ประสมก่อรูปเรื่องเล่าจากที่มาแตกต่างกัน และไม่ได้มีเพียงเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นสำคัญเหล่านั้น ออกมาอย่างน่าตื่นเต้น โดยเขามักหยิบเอาเรื่องเล่าเดิมที่มีอยู่มาก่อนหน้า และมักเป็นเรื่องเล่าจากความบันเทิงแบบพื้นบ้าน อย่าง ละครหลังข่าว ละครวิทยุ หรือการ์ตูนเล่มละบาท (ที่ตอนนี้มีราคาแพงกว่านั้นหลายเท่า) แล้วนำมันมาประสมเข้ากับภาพ ความทรงจำ ทำการเลื่อนไหลมันออกมาสู่โลกความเป็นจริง หรือหยอกเอินกับมันอย่างสนุกสนาน</p>
<p>ในแม่ย่างนาง หนังอาศัยละครวิทยุของคณะเกตุทิพย์ เป็นจุดเริ่มต้น (ชื่อหนังก็มาจากชื่อบทละครที่ว่า) ภาพที่เราได้เห็นในฉากแรก คือ ภาพกว้าง ๆ ของบางสถานที่และตัวหนังสือที่ขึ้นข้อความชวนฉงน เกี่ยวกับชายชื่อผัน และภาพถ่ายของเด็กสาวกับแม่ของเธอในสถานที่ที่น่าจะเป้นต่างประเทศ ก่อนที่จะตัดภาพไปยังหญิงสาวนางหนึ่งนั่งรถสองแถวไปรอบ ๆ เมือง โดยมีเสียงข้างหลังเป็น ละครวิทยุเรื่อง แม่ย่านาง เราไม่อาจรู้ได้ว่านี่คือเสียงที่มาพร้อมกับรถสองแถว หรือเสียงที่ใส่เข้าไปประกอบในหนัง แต่เสียงนี้กลับดำรงคงอยู่ไปตลอดเวลา เมื่อภาพละทิ้งหญิงสาวไปยังผู้คนอื่น ๆ ครอบครัวอื่น ๆ ราวกับว่าทุกคนฟังละครวิทยุเรื่องเดียวกันอยู่ จนกระทั่งในที่สุดเสียงของละครสาบสูญไป กลายเป็นเสียงสนทนาในบ้าน แต่หนังกลับทำซับไตเติ้ล ต่อความจากละครวิทยุเรื่องนี้ ราวกับมันดำรงคงอยู่แม่เราจะไม่ได้ยินมันอีก ภาพยังคงเลื่อนไหลไปเรื่อย ๆ และเมื่อมันวนกลับมาที่คู่ชายหญิงในรถปิคอัพ (ซึ่งเป็นผู้หญิงคนเดียวกับที่ดูรูปถ่ายในฉากแรก) ซับไตเติ้ลละครหายไป หากละครวิทยุก็ถึงขั้นเปลี่ยนรูปไหลออกไปในโลกแห่งความเป็นจริง เมื่อทั้งสองเริ่มทุ่มเถียงกันด้วยภาษาที่ราวกับหลุดออกมาจากละคร ก่อนที่ภาพจะเลื่อนไหลไปที่สตูดิโอถ่ายภาพแห่งหนึ่ง (ซึ่งกล้องเคยแวะเวียนมาก่อนหน้า) และฉายภาพผ่านไปยัง ละครโทรทัศน์ราวกับว่าในที่สุดแม่ย่านางก็เปลี่ยนรูปมาสู่ละครโทรทัศน์ ก่อนจะปิดด้วยภาพการถ่ายภาพที่มีฉากหลังเป็นวอลเปเปอร์ รูปทะเล</p>
<p>แม่ย่านาง อาจเป็นเพียงชื่อละครวิทยุ แต่ในที่นี้ ตัวของละครวิทยุเองก็ได้ทำหน้าที่ในการเป็น &#8211; แม่ย่างนาง- นำทางผู้คนเหล่านั้น ไม่ใช่สำหรับการนำพาชีวิตหรืออะไรทำนองนั้น หากเป็นการนำพาเหล่าผู้คนหลบหนีไปจากความเป็นจริง ไปสู่ดินแดนอันน่าตื่นระทึกของการเดินเรือในมหาสมุทร และภูตผีวิญญาณลึกลับ</p>
<p>แล้วเรื่องเล่าของอภิชาตพงศ์คืออะไร มันอาจคือการฉายภาพกว้าง ๆ ของผู้คนในบ่ายวันหนึ่งที่กำลังเฝ้าฟังละครวิทยุอย่างใจจดใจจ่อ หรืออาจคือการจำลองละครวิทยุมาให้ชาวบ้านรับบทบาทกันอย่างแนบเนียน หรือบางทีมันอาจคือเรื่องเล่าของการเปลี่ยนสถานะของเรื่องเล่าในชีวิตผู้คน โดยเราอาจต้องถอยการจ้องมองออกมาจากเพียงภาพหรือเสียงแต่เพียงย่างเดียว และมุ่งสนใจไปยัง -วิธีการ- ในการประกอบร่างมันขึ้นมาเพื่อนำเสนอความหมายใหม่ ในหนังเรื่องนี้เราจะไม่มีทางจับได้เลยว่าที่แท้แล้วบทละครแม่ย่านางนั้นมีเรื่องราวอย่างไร เช่นเดียวกันเราไม่มีทางจับเอาภาพชีวิตชาวบ้านเหล่านั้นมาปะติดปะต่อเพื่อสื่อความหมายใดความหมายหนึ่งได้เลย แต่เมื่อรูปไม่พ้องเสียง และเสียงไม่พ้องรูปมาอยู่ร่วมกัน มันก็ได้ฉายภาพ ของ &#8211; อำนาจของเรื่องเล่า- ที่ไม่ตายตัวและเลื่อนไหลไปในชีวิตของผู้คน ในหลากรูปแบบ ทั้งที่จับต้องได้ (ในรูปเสียง) ไปจนถึงฝังลงในการกระทำ</p>
<p>ในช่วงท้ายของหนัง (หลังจากละครวิทยุได้ไหลรวมเข้ามาในชีวิตจริง เมื่อคู่ผัวเมียในรถปิคอัพทะเลาะกันอย่างรุนแรง) เสียงของละครวิทยุหายไปแล้ว และกลายเป็นเสียงของการรายงานข่าว และ เสียงเทปสอนภาษาแบบตายซาก พูดซ้ำ ๆ (ต่างจากละครวิทยุที่เต็มไปด้วยอารมณ์ในทุกถ้อยคำ) และเมื่อภาพไหลเรื่อยไปที่ละครหลังข่าวในทีวี (ซึ่งอาจเป็นรูปแบบหนึ่งของผีแม่ย่านาง) แล้วไหลไปหาภาพในสตูดิโอ เสียงเทปสอนภาษาก็ดังขึ้นอีก ตายซาก ซ้ำไปมา ขณะที่ผีแม่ย่างนาง (เรื่องเล่า ละครวิทยุ ความบันเทิง) สามารถเปลี่ยนรูปไปได้ไม่หยุดยั้ง</p>
<p><img src="http://www.onopen.com/upload/apichatpong.jpg" border="0" width="450" height="279" /><br />
ต่อจากแม่ย่านาง อภิชาติพงศ์ ถ่ายทำ ดอกฟ้าในมือมาร หนังยาวสำหรับจบการศึกษา และระหว่างการถ่ายทำนั้น เขาเก็บฟุตเตจจากเกาะปันหยี อันเป็นสถานที่สุดท้ายที่ปรากฏใน ดอกฟ้าในมือมาร มาตัดต่อขึ้นใหม่เป็น เกาะกายสิทธิ์ ซึ่งในคราวนี้ ความไม่พ้องรูปพ้องเสียงของหนังมาในรูปแบบของการบันทึกความทรงจำเกี่ยวกับการทำหนัง โดย ใช้ภาพขาวดำของยามเช้าอันสลัวรางบนเกาะปันหยี ซ้อนเข้ากับเสียงของชายสองคนที่นอนคุยกัน ซึ่งคือตัวของ อภิชาติพงศ์กับทีมงาน เรื่องที่พวกเขาคุยนั้น ก็เป็นประเด็นสัพเพเหระทั่วไป เกี่ยวกับการหลับฝันไปของใครบางคน ความฝันเหนือจริงเกี่ยวกับทางเดินกว้างใหญ่ และผู้คนที่จ้องมอง ก่อนจะเฉไฉไปเรื่องนั้นเรื่องนี้</p>
<p>เสียงใน เกาะกายสิทธ์ สร้างเรื่องเล่าชุดหนึ่งเกี่ยวกับความฝัน ในขณะที่ภาพ ความสลัวรางยามอรุณรุ่งของเกาะปันหยี เสียงเรียกหากันในความเลือนราง สร้างเรื่องเล่าอีกชุดหนึ่ง ที่ไม่เกี่ยวข้องกัน เรื่องเล่าทั้งสองไม่ได้ประสานเป็นเนื้อเดียวกันหรือย้อนแย้งซึ่งกันและกันหากแยกขาดจากกันโดยสิ้นเชิง และมีส่วนร่วมเพียงว่ามนบังเกิดขึ้นในสถานที่เดียวกันเท่านั้น และเอาเข้าจริง ภายในชุดเรื่องเล่าทั้งคู่ก็ไม่สามารถปะติดปะต่อประกอบเป็นเรื่องเป็นราวให้จับต้องได้ ราวกับภาพที่ถ่ายจากความฝันและเสียงที่เกิดจากการละเมอ แต่ทั้งหมดทำหน้าที่ร่วมกันในการเป็น ภาพบันทึกของ การทำหนังในทะเลของผู้กำกับ แน่นอน ตัวตนของผู้สร้างหนังยังถูกเปิดเผยอย่างต่อเนื่องในงานชิ้นนี้ (เช่นเดียวกันกับใน 0116643225059 และใน ดอกฟ้าในมือมาร) เรื่องเล่าที่แท้จริงจึงเป้นเรื่องการเดินทางไปถ่ายทำหนังในเกาะปันหยีนั่นเอง ซึ่งต่อมา อภิชาติพงศ์ขยายการบันทึกความทรงจำเกี่ยวกับการทำหนังออกไปอีกครั้งใน ความทรงจำในป่า (WORLDLY DESIRE) ซึ่งจะกล่าวต่อไป</p>
<p>ถัดจาก เกาะกายสิทธ์ อภิชาติพงศ์ทำหนังสั้นที่พิเศษกว่าหนังทุกเรื่องของเขาออกมาเรื่องหนึ่งคือ WINDOWS หนังซึ่งเกิดขึ้นเนื่องจากการหยิบกล้อง (ที่เขาตั้งใจจะใช้ถ่ายสารคดีพ่อกับแม่) มาลองถ่ายแล้วพบว่ามันบังเกิดแสงสะท้อนกับกรอบหน้าต่างในห้องของเขา ซึ่งจะเกิดขึ้นเฉพาะจากการมองผ่านกล้องเท่านั้นเขาจึงบันทึกมันไว้ ภาพแสงสีขาวที่พุ่งจากกรอบหน้าต่างเกิดประกายวิบวับแม้เคลื่อนกล้องเพียงน้อยนิด อาจดูน่าเบื่อเมื่อต้องรับชมเป็นเวลานาน แต่ในขณะเดียวกันภาพที่เห็นก็ทำให้เราจินตนาการไปได้ต่าง ๆ นาน ๆ โดยเฉพาะแสงสีขาวที่ราวกับว่าทำเอฟเฟคต์จากคอมพิวเตอร์ พุ่งผ่านหน้าต่างราวกับหนังไซไฟแฟนตาซีที่หน้าต่างเรืองแสงได้ เป็นการเล่นสนุกของอภิชาตพงศ์ที่ให้ผลลัพธ์ประหลาดอยู่ไม่น้อย</p>
<p><img src="http://www.houseoftoast.ca/mediacity/images/history/mc07/apichatpong_weerasethakul.jpg" border="0"  width="288" height="216" /><br />
ถัดจาก WINDOWS อภิชาติพงศ์ กลับมาเล่นสนุกกับเรื่องเล่าภายใต้วัฒนธรรมป๊อบของสังคมไทยอีกครั้ง คราวนี้ เขาหยิบจับเอาการ์ตูนเล่มละบาทเรื่อง ซาตานหิวรัก มาใช้ และกลายเป็นหนังสั้นเรื่อง มาลีและเด็กชาย (ชื่อจริงของหนัง คือ มาลี และเด็กชาย ไมโครโฟนของเขา และ ซาตานหิวรัก) โดยตัวละครมาลีนั้นมาจาก การ์ตูนดังกล่าว ซึ่งถูกคัดเอาเฉพาะส่วนที่เป็นตัวหนังสือมาปรากฏบนจอมืดให้ได้อ่านก่อนจะซ้อนภาพ ของผู้หญิงคนหนึ่ง (ที่ดูเหมือนแอบถ่าย) กำลังพูดคุยอยู่กับใครที่เราไม่เห็นหน้า และไม่ได้ยินเสียง ราวกับว่าเธอคือ มาลี ตัวละครที่อยู่ในการ์ตูน เรื่องนั้น การ์ตูนต่อต้านบริโภคนิยมที่เล่าเรื่องสองศรีพี่น้องที่คนน้องถูกล่อลวงด้วยเพชรทองจากชายหนุ่มในห้างแต่ปฏิเสธ คนพี่เลยไปแทนแล้วค้นพบว่าที่แท้ชายหนุ่มคือซาตาน และสอนสั่งเรื่องการรักนวลสงวนตัวไปในที และหลังจากนั้นกล้องยังคงจ้องมองหน้าผู้หญิงคนเดิมขณะที่เสียงเป็นเสียงจากการติดตั้งไมโครโฟนไว้บนตัวเด็กชายอายุ 10 ขวบคนหนนึ่งและบันทึกเสียงจากสถานที่ที่เขาไป ก่อนที่กล้องจะไปบันทึกภาพที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเสียงเลยแม้แต่น้อย</p>
<p>แน่นอน หนังคือการบังเกิดของความไม่พ้องรูปพ้องเสียง โดยมีเรื่องเล่าซ้อนทับไปมาถึงสี่ห้าเรื่องอันไม่เกี่ยวข้องกัน ทั้งเรื่องของมาลีในซาตานหิวรัก เรื่องที่อยู่ภาพของหญิงสาวไม่รู้ชื่อ เรื่องเล่าที่ผ่านมาทางเสียงในไมโครโฟนของเด็กชาย (ซึ่งสามารถแบ่งเป็นเสียงของบรรยากาศภายนอก และเสียงของเด็กชายที่ในตอนท้ายที่จู่ ๆ ลุกขึ้นมาร้องเพลงประกอบชินจัง และเล่าเรื่องของตัวเองขณะกินก๋วยเตี๋ยว) ไปจนถึงภาพที่มากับกล้องของผู้กำกับเอง กลายเป็นไดอารี่บันทึกบ่ายวันหนึ่งในกรุงเทพ</p>
<p>ในคราครั้งนี้ภาพและเสียงอันไม่พ้องต้องกันได้พัฒนาไปสู่ขั้นของการสร้างความจริงใหม่ ในฉากหนึ่งเมื่อกลิ้งตัดสินใจถ่ายภาพของเด็กชายเจ้าของไมโครโฟนรอลิฟท์ เราได้ยินเสียงกดลิฟท์ เด็กชายขึ้นลิฟท์ไปแต่กล้องยังแช่อยู่หน้าลิฟท์ เสียงนั่นเลื่อนไหลไป ตามตัวคนแต่ภาพยังคงอยู่ แต่เมื่อไปสักระยะเราก็ชักไม่แน่ใจว่ามันเป็นเสียงในขณะนั้นหรื่อจริง ๆ เป็นเสียงที่หน้าลิฟท์ (ที่มาจากกล้องนั้นเอง) ภาพความจริงขิงภาพและเสียงถูกซ้อนทับ จนไม่แน่ใจว่าเราจะปักใจเชื่อให้เรื่องเล่าใดเป็นเรื่องเล่าหลักได้อีกต่อไป (เช่นเดียวกับเรื่องเล่าของมาลี ในซาตานหิวรัก กับภาพของผู้หญิงคนหนึ่งที่อาจจะเป็นภาพแทนมาลีหรือไม่ก็ได้ หรืออาจเป็นเพียงภาพแทน ห้างสรรพสินค้า (อันเป็นสถานที่เกิดเหตุ) ก็เป็นได้</p>
<p>จากการ์ตูนเล่มละบาท ไปจนถึงการ์ตูนทีวี เข้ามามีอิทธิพลกับมนุษย์ได้อย่างน่าสนใจ ซึ่งดูเหมือนอภิชาตพงศ์ สนใจเรื่อง การมีอยู่ของสื่อ มากกว่าตัวสื่อ หากนับว่าหนังของเขาเป็นสื่อ การที่เขาใส่ตัวตนของตัวเองลงไป (ในมาลีและเด็กชาย เราได้ยินเสียงทีมงานที่ติดตามเด็กชายในช่วงท้ายของหนัง) ทำให้หนังของเขาไม่ได้เพียงทำหน้าที่เป็นสื่อลอย ๆ แต่ทำหน้าที่ในการเป็นการวิพากษ์ความมีอยู่ของสื่อไปพร้อมกันด้วย การเลือกหยิบความบันเทิงพิมพ์นิยมมาใช้ &#8211; ครอบงำ- ผู้คน ดังละครวิทยุใน แม่ย่านาง การเล่าเรื่องต่อ ๆ กันใน ดอกฟ้าในมือมาร (แน่นอนเรื่องแปรผันไปตามรูปแบบสื่อที่แต่ละคนเสพมาก่อนหน้า) การ์ตูนเล่มละบาทในมาลีและเด็กชาย รวมไปถึง หนัง (หรือการทำหนัง) ในเกาะกายสิทธิ์ และ ความทรงจำในป่า ความมีอยู่ของสื่อส่งอิทธิพลต่อผู้คนไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แต่อภิชาตพงศ์ ได้ลงมือวิพากษ์ความมีอยู่ของสื่อได้อย่างเด็ดขาดและคมคายในผลงานชิ้นต่อมา นั่นคือ โปรเจคต์ บ้านผีสิง</p>
<p><img src="http://www.centrepompidou.fr/images/illustrations/M/CIN-VIDEOSTHAIES.jpg" border="0" width="200" height="160" /><br />
บ้านผีสิง (HAUNTED HOUSE) เป็นโครงการที่ว่าด้วยประเด็น การเสพติดสื่อ โดยหยิบยกเอาภาวการณ์ติดละครหลังข่าวของทั่วทุกครัวเรือนไทย (ซึ่งส่งอิทธิพลต่อชีวิตผู้คนและความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมด้วย) มาตั้งคำถามและสร้างงานใหม่ขึ้นมา โดย โปรเจคต์แรกคือการ หยิบ บทละครโทรทัศน์ เรื่อง ทองประกายแสด ลงไปให้ชาวบ้านในหมู่บ้านของจังหวัดขอนแก่น เล่น โดยแต่ละหมู่บ้านเล่นต่อกันไปเรื่อย ๆ นั่นหมายความว่าตัวละครหลักของหนังจะเปลี่ยนคนเล่นไปเรื่อย ๆ ฉากหลังภาพบ้านก็เปลี่ยนไปตามสภาพของหมู่บ้านแต่ละแห่งนั้น (จริง ๆ แล้วในช่วงหนึ่งของ ดอกฟ้าในมือมาร อภิชาติพงศ์ ก็ใช้วิธีการนี้มาก่อนแต่ไม่ได้ใช้ทั้งเรื่องเหมือนในครั้งนี้)</p>
<p>จากหมู่บ้านหนึ่งสู่หมู่บ้านหนึ่งทองประกาย ท่านนายพล และคุณหญิงเปลี่ยนคนไปเรื่อย ๆ ภาพของคนชั้นสูงที่รวยล้นฟ้า ถูกถ่ายทอดผ่านการแสดงของชาวบ้านยากจนที่อยู่เรือนไม้หลังคาสังกะสี ในทางหนึ่งมันคือการเสียดสี ชีวิตไฮโซเหล่านั้นอย่างมีอารมณ์ขัน อย่างไรก็ดี หากทำพลาดแม้นิดเดียว บ้านผีสิงก็มีโอกาสจะกลายเป็นการเสียดเย้ยคนชั้นล่างด้วยดวงตาหมิ่นแคลน ได้อย่างง่าย แต่นับเป็นโชคที่ อภิชาติพงศ์กลับปฏิบัติต่อผู้คนเหล่านั้นด้วยดวงตาในระดับเดียวกัน เขาปล่อยให้นักแสดงทำท่าเคอะเขิน และถ่ายให้เห็นฝูงชนที่มามุงดูการถ่ายทำ รวมทั้งการใช้สถานที่จริงในทุกฉาก และการให้นักแสดงพูดภาษาถิ่น ตามถนัด</p>
<p>ละครทองประกายแสดฉบับของอภิชาตพงศ์จึงออกมาอย่างน่ารักและเป็นธรรมชาติ หากยังวิพากษ์ วัฒนธรรมเสพติดสื่อได้อย่างแหลมคม เพราะโทรทัศน์นี้เองที่นำพาละครเหล่านี้มาถึงในบ้านของทุกคน นำพาชีวิตคนชั้นสูง ที่เต็มไปด้วยเรื่องของชีวิตหรูหรา ฟุ้งเฟ้อ เข้ามาสิงสู่ผู้คนในวิมานคนยากบรรดาผู้คนที่มาเล่นเป็นตัวละครในหนังเรื่องนี้ ลึก ๆ ก็เฝ้าฝันถึงรูปแบบชีวิตเช่นนี้ ความพาฝันสร้างความอยากได้อยากมีได้อย่างเท่าเทียม ในประชาชนทุกลำดับชั้น ภาพคนยากที่พูดถึงรถคันใหม่ซึ่งกลายเป็นซาเล้งเก่า ๆ นั้น โยฉาบฉวยอาจดูน่าขัน (โดยต้องไม่ลืมว่าอารมณ์ขันอันเกิดจากความผิดที่ผิดทางนั้นมักมีรากอยู่จากการแบ่งแยกทางชนชั้นนั่นเอง) แต่ลึก ๆ มันสะท้อนความพาฝันของสังคมไทยที่อยู่ภายใต้ &#8211; ผี &#8211; ที่คือละครหลังข่าวนั่นเอง</p>
<p>ละครหลังข่าวใน บ้านผีสิง ในทางหนึ่งจึงคือภาพแทน การมีอยู่ของสื่อ ที่เข้าครอบงำผู้คน สื่อทำหน้าที่ไม่ต่างจากภูติผี (แม่ย่านาง, ซาตานหิวรัก และ บ้านผีสิง) เข้าสิงสู่ชาวบ้านร้านตลาดส่งอิทธิพลต่อชีวิตผู้คนในทางใดทางหนึ่ง ทั้งการเล็ดลอดออกามาปนกับความจริงใน แม่ย่านาง การกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน (เช่นเดียวกับเด็กชายที่รีบกลับบ้านไปดูชินจัง) หรือกระทั่งกลายเป็นสุดยอดของความปรารถนา ในบ้านผีสิง</p>
<p>และในขณะเดียวกัน ความมีอยู่ของสื่อก็สะท้อนกลับไปยังผู้สร้างสื่อนั้นเสียเอง โดยในที่นี้มาในรูปแบบของสื่อเพื่อบันทึกความทรงจำดังเช่นใน 0116643225059 หรือ เกาะกายสิทธิ์ และ ภาพยนตร์ เรื่องต่อมา นั่นคือ ความทรงจำในป่า (WOLRDLY DESIRE)</p>
<p><img src="http://www.international.ucla.edu/cms/images/silver%20lake-lrg.jpg" border="0" width="375" height="299" /><br />
ความทรงจำในป่าเป็นหนังที่สร้างขึ้นเพื่อ เฉลิมฉลอง การทำหนังในป่า หลังจากการถ่ายทำ สุดเสน่หา และ สัตว์ประหลาด! ซึ่งเดินเรื่องแทบจะทั้งหมดในป่า และคราวนี้ อภิชาติพงศ์ เลือกใช้ หนังไทย ในการเป็นเรื่องเล่า ใหญ่ (ที่ไม่ใช่เรื่องเล่าหลัก) รวมไปถึงการแสดงภาพ ความมีอยู่ของสื่อได้อย่างเบ็ดเสร็จ โดยให้ทีมงานของเขาเขียนบทภาพยนตร์เรื่อง ราตรีสีเลือด จากนั้นให้คุณ พิมพกา โตวิระ ผู้กำกับอีคนมากำกับหนังเรื่อง ราตรีสีเลือด แล้วตามไปถ่าย บรรยากาศเบื้องหลังการถ่ายทำเพื่อนำมาใช้ต่อไป</p>
<p>รูปแบบของ หนัง ราตรีสีเลือดนั้น ดูราวกับอ้างอิงจากหนังไทยโบราณ ไม่ว่าจะเป็นภาพชายหญิงสองคนวิ่งหนีอยู่ในป่า ตัวเรื่องที่ว่าด้วยรักที่ถูกขัดขวางจากพ่อแม่จนต้องหนีเข้าไปในป่า ที่ว่ากันว่าเป็นป่าศักดิ์สิทธ์ ในยามค่ำคืนจะมีเสียงร้องเพลง (ซึ่งคือเหล่าสาว ๆ ที่ออกมาร้องเพลงเต้นระบำราวกับเป็นวีซีดีคาราโอเกะ) หรือบทสนทนาแบบโบราณ ไปจนถึงการถ่ายทำแบบ DAY FOR NIGHT</p>
<p>ความทรงจำในป่านั้นตามเก็บบรรยากาศของการถ่ายหนังในป่า ออกมาอย่างเรียบเรื่อย ราวกับดูดดึงเอาบรรยากาศประหลาก ของมนุษย์กับเครื่องไม่เครื่องมือ ที่ไปติดอยู่ในป่ากว้างใหญ่ ขณะเดียวกันก็ย้ำความมีอยู่ของสื่อ ในการถ่ายทำหนัง ราตรีสีเลือด (เราเห็นกล้อง และไฟ กระทั่งในฉากร้องเพลง) และในขณะเดียวกัน หนังก็ใส่มุกล้อเล่นกับหนังเก่า ๆ ที่เคยเข้าไปถ่ายทำในป่ามาก่อน</p>
<p>ทั้งหมดนี้เป็นเพียงบางส่วนของหนังสั้น และวีดีโออาร์ต ของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ซึ่งพอจะสรุปให้เห็นภาพรวมเกี่ยวกับความสนุกสนานของการเล่นกับ ธาตุหลักของภาพยนตร์ อย่างเช่น ภาพ เสียง และเรื่องเล่า อย่าสนุกสนนาน คมคาย และนำของเก่าที่มีอยู่ในสังคมไทยมายาวนาน มาเล่นแร่แปรธาตุ สร้างความหมายใหม่ และสำรวจตรวจสอบ คุณค่าทางนัยยะของสิ่งเหล่านั้นอย่างจริงจัง ซึ่งมีผู้กำกับไทยน้อยคนนักที่จะทำ</p>
<p><img src="http://www.onopen.com/upload/_Appichatpong%20cover.jpg" border="0" width="216" height="250" /></p>
<p>หมายเหตุ : อ่านเกี่ยวกับอภิชาติพงศ์ ได้อย่างละเอียดใน สัตว์วิกาล (UNKNOWN FORCES) ของสนพ.โอเพ่น ครับ</p>
<p>กราบขอบพระคุณ ธัญสก พันสิทธิวรกุล และ<a href="http://thaiindie.com/">ชาวไทยอินดี้</a> ที่หอบหนังมาใหดูถึงที่ครับ!</p>
<p>&#8211;<br />
ที่มา &#8211; filmsick, <a href="http://filmsick.exteen.com/20071224/entry">ความไม่พ้องรูปพ้องเสียง และการเล่นแร่แปรธาตุของเรื่องเล่า ในหนังสั้นของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล</a>, ดูหนังอย่างคนป่วย, 27 ธันวาคม 2551</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://readcamp.org/2008/11/read-apichatpong/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ปราชญ์ วิปลาส : The Village วาทกรรมบงการ</title>
		<link>http://readcamp.org/2008/11/the-village-les-corps-dociles/</link>
		<comments>http://readcamp.org/2008/11/the-village-les-corps-dociles/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 12 Nov 2008 13:01:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator>bact&#39;</dc:creator>
				<category><![CDATA[น่าอ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[The Village]]></category>
		<category><![CDATA[หนัง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://culturelab.in.th/readcamp/?p=208</guid>
		<description><![CDATA[ปราชญ์ วิปลาส คุยหนัง &#8220;The Village&#8221; คุยรอบตัว &#8220;หมู่บ้าน&#8221; (เก็บความและเพิ่มเติมจากกิจกรรมนั่งดูหนังด้วยกันเมื่อสองสามเดือนก่อน)
&#8211;
หมีดูหนัง: The Village (2004)
บทเพิ่มเติมและตกหล่นจากเสวนาวิชาการว่าด้วยภาพยนตร์เรื่อง The Village (2004) ในแง่มุมทางสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา
ปราชญ์ วิปลาส
เพราะมีโอกาสได้เป็นผู้นำการเสวนาดังกล่าว และรู้สึกว่ายังมีหลายอย่างที่ไม่ได้พูด ทั้งเรื่องที่พูดไปแล้วก็รู้สึกว่ายังพูดไม่ชัดเจน เลยเป็นที่มาของบทความนี้ เผื่อว่าจะมีความชัดเจนมากขึ้น รวมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้ที่ไม่ได้เข้าร่วมการเสวนาเข้ามาแลกเปลี่ยนความคิด เห็นกันด้วย
***SPOILER***
โดยส่วนตัว เมื่อดูหนังแล้วผมจะเกิดการเปรียบเทียบสิ่งที่ปรากฏในหนังกับความเป็นจริง (หรืออาจจะเรียกว่าประสบการณ์ก็ได้) และผมเชื่อว่า การเปรียบเทียบสิ่งที่ปรากฏในหนังกับความเป็นจริง/ประสบการณ์ นั้นเกิดขึ้นกับทุกคน เห็นได้ชัดและง่ายที่สุดจากการที่เราดูหนังสักเรื่องแล้วบอกว่าชอบหรือไม่ ชอบหรือรู้สึกอย่างไรกับมัน นั่นเกิดจากการเปรียบเทียบสิ่งที่เห็นในหนังเข้ากับความเป็นจริง/ประสบการณ์ของเรา แล้วสื่อสารออกมาว่าหนังกับความเป็นจริง/ประสบการณ์ของเรานั้นมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างไร
ผมปฏิเสธที่จะดูหนังแล้วคิดว่ามันก็เป็นแค่หนัง แค่เรื่องที่แต่งขึ้น เป็นเพียงจินตนาการ เพราะมันเป็นเรื่องที่เกิดจากจินตนาการ เกิดขึ้นจากความคิด และความคิดของมนุษย์เกิดจากการมี “สัมพันธ์” กับสังคม เช่นนั้นแล้ว ผมจึงมองว่า หนังเป็นการยกระดับความคิดจากการที่มีอยู่แต่เพียงในหัวผู้สร้างสู่การมี “ปฏิสัมพันธ์” กับสังคม เป็นการสะท้อนว่าสังคมได้ฉายภาพความคิดแบบไหนลงไปในหัวผู้สร้างหนังบ้าง

เพราะฉะนั้น สำหรับผมแล้ว จะเป็นหนังที่หลุดโลกไปเลยมาก ๆ หรือต่อให้เป็นหนังที่ใครต่อใครตราหน้าว่ามันห่วยเห่ยยับเยิน (ไม่ว่าจะทางอารมณ์ความรู้สึกหรืออย่างเป็นศาสตร์การผลิต) ขนาดไหน หนังทุกประเภทล้วนฉายออกมาซึ่งสิ่งที่มีอิทธิพลต่อความคิดของผู้สร้าง ซึ่งเป็นภาพสะท้อนของสังคมที่ขัดเกลาผู้สร้างหนัง และในขณะเดียวกัน สิ่งที่เราได้จากการดูหนังก็สะท้อนถึงสิ่งที่มีอิทธิพลต่อความคิดของเรา ซึ่งสะท้อนภาพของสังคมที่ขัดเกลาตัวเราเช่นกัน
ผมดูหนังของ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://babbirdbird.wordpress.com/">ปราชญ์ วิปลาส</a> คุยหนัง &#8220;The Village&#8221; คุยรอบตัว &#8220;หมู่บ้าน&#8221; (เก็บความและเพิ่มเติมจากกิจกรรมนั่งดูหนังด้วยกันเมื่อสองสามเดือนก่อน)<br />
&#8211;</p>
<h3>หมีดูหนัง: The Village (2004)</h3>
<p><em>บทเพิ่มเติมและตกหล่นจากเสวนาวิชาการว่าด้วยภาพยนตร์เรื่อง The Village (2004) ในแง่มุมทางสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา</em></p>
<p>ปราชญ์ วิปลาส</p>
<p>เพราะมีโอกาสได้เป็นผู้นำการเสวนาดังกล่าว และรู้สึกว่ายังมีหลายอย่างที่ไม่ได้พูด ทั้งเรื่องที่พูดไปแล้วก็รู้สึกว่ายังพูดไม่ชัดเจน เลยเป็นที่มาของบทความนี้ เผื่อว่าจะมีความชัดเจนมากขึ้น รวมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้ที่ไม่ได้เข้าร่วมการเสวนาเข้ามาแลกเปลี่ยนความคิด เห็นกันด้วย</p>
<p><em>***SPOILER***</em></p>
<p>โดยส่วนตัว เมื่อดูหนังแล้วผมจะเกิดการเปรียบเทียบสิ่งที่ปรากฏในหนังกับความเป็นจริง (หรืออาจจะเรียกว่าประสบการณ์ก็ได้) และผมเชื่อว่า การเปรียบเทียบสิ่งที่ปรากฏในหนังกับความเป็นจริง/ประสบการณ์ นั้นเกิดขึ้นกับทุกคน เห็นได้ชัดและง่ายที่สุดจากการที่เราดูหนังสักเรื่องแล้วบอกว่าชอบหรือไม่ ชอบหรือรู้สึกอย่างไรกับมัน นั่นเกิดจากการเปรียบเทียบสิ่งที่เห็นในหนังเข้ากับความเป็นจริง/ประสบการณ์ของเรา แล้วสื่อสารออกมาว่าหนังกับความเป็นจริง/ประสบการณ์ของเรานั้นมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างไร</p>
<p>ผมปฏิเสธที่จะดูหนังแล้วคิดว่ามันก็เป็นแค่หนัง แค่เรื่องที่แต่งขึ้น เป็นเพียงจินตนาการ เพราะมันเป็นเรื่องที่เกิดจากจินตนาการ เกิดขึ้นจากความคิด และความคิดของมนุษย์เกิดจากการมี “สัมพันธ์” กับสังคม เช่นนั้นแล้ว ผมจึงมองว่า หนังเป็นการยกระดับความคิดจากการที่มีอยู่แต่เพียงในหัวผู้สร้างสู่การมี “ปฏิสัมพันธ์” กับสังคม เป็นการสะท้อนว่าสังคมได้ฉายภาพความคิดแบบไหนลงไปในหัวผู้สร้างหนังบ้าง<br />
<span id="more-208"></span><br />
เพราะฉะนั้น สำหรับผมแล้ว จะเป็นหนังที่หลุดโลกไปเลยมาก ๆ หรือต่อให้เป็นหนังที่ใครต่อใครตราหน้าว่ามันห่วยเห่ยยับเยิน (ไม่ว่าจะทางอารมณ์ความรู้สึกหรืออย่างเป็นศาสตร์การผลิต) ขนาดไหน หนังทุกประเภทล้วนฉายออกมาซึ่งสิ่งที่มีอิทธิพลต่อความคิดของผู้สร้าง ซึ่งเป็นภาพสะท้อนของสังคมที่ขัดเกลาผู้สร้างหนัง และในขณะเดียวกัน สิ่งที่เราได้จากการดูหนังก็สะท้อนถึงสิ่งที่มีอิทธิพลต่อความคิดของเรา ซึ่งสะท้อนภาพของสังคมที่ขัดเกลาตัวเราเช่นกัน</p>
<p>ผมดูหนังของ <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/M._Night_Shyamalan">M. Night Shyamalan</a> ในเวทีฮอลลีวูดทุกเรื่อง สำหรับ The Village ผม ได้ดูเป็นครั้งแรกเมื่อปีที่แล้ว และเป็นแรงบันดาลใจให้อยากดูหนังของผู้ชายคนนี้ทุกเรื่องตลอดไป อย่างน้อยความรู้สึกนั้นก็เป็นจริงในตอนนี้</p>
<p>ตอนที่ดู The Village ครั้งแรก ผมดูทั้ง ๆ ที่รู้มาก่อนแล้วว่ามันเป็นหนังที่จบแบบหักมุม รู้กระทั่งว่าหักมุมที่ว่ามันหักยังไง ปรกติแล้ว การดูหนังประเภทจบหักมุมด้วยความรู้ก่อนดูแบบนั้นน่าจะทำลายอรรถรสของหนังไป แต่ทั้งที่รู้อย่างนั้นความตื่นเต้นของผมกลับไม่ลดลงไปแม้แต่น้อย กลับกัน การที่รู้จุดจบของเรื่องมาก่อนทำให้ผมตั้งคำถามต่อเนื้อหาในเรื่องใหม่ แทนที่จะถามว่า “อะไร” ผมกลับถามว่า “ทำไม” และ “อย่างไร”</p>
<p>The Village คือเรื่องราวของคนเก้าคนที่สูญเสียคนสำคัญในชีวิตไปเพราะสิ่งที่สังคมเรียกว่า “อาชญากรรม” (crime) ทำให้เกิดการตั้งคำถามถึงคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ พวกเขาได้พบเจอกันใน “ศูนย์ให้คำปรึกษา” (Counseling Center) แบ่งปันแลกเปลี่ยนความเจ็บปวดจากการสูญเสียซึ่งกันและกัน และในที่สุด Edward Walker อาจารย์สอนประวัติศาสตร์แห่ง University of Pennsylvania ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่ต้องเจ็บปวดจากการสูญเสียเช่นกันก็ได้เสนอความคิดเรื่องการหันหลังให้สังคมแล้วไปตั้งชุมชนหมู่บ้านดังที่ปรากฏในเรื่องขึ้นมา</p>
<p>สิ่งที่ผมเห็นเยอะที่สุดใน The Village ก็คือความกลัว ความกลัวอันเกิดจากวาทกรรมเรื่อง Those we do not speak of (ปีศาจชุดแดงในเรื่อง) ที่ The Elder (กลุ่มคนทั้งเก้าดังกล่าวไปแล้ว) สร้างขึ้น ความกลัวที่บังคับย่างก้าวของสมาชิกหมู่บ้านทั้งหมดไม่ให้ก้าวพ้นแนวป่าที่มีธงสีเหลือง เว้นแต่ตัว The Elder เองที่ยังต้องก้าวพ้นไปสวมบทลับล่อของ Those we do not speak of เพื่อรักษาความกลัวของหมู่บ้านไว้</p>
<p>ผมเรียกเรื่องราวของ Those we don’t speak of ว่าเป็นวาทกรรมเพราะเห็นว่านอกจากจะมีกระบวนการสร้างความหมายให้มันแล้ว The Elder ยังคงมีกระบวนการในการรักษาความหมายของมันไว้ด้วย</p>
<p>การถูกครอบงำด้วยความกลัวจากวาทกรรมดังกล่าวก่อให้เกิดสภาวะที่ <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Michel_Foucault">Michel Foucault</a> เรียกว่า Les Corps Dociles (ชื่อบทหนึ่งใน Surveiller et Punir; Discipline &#038; Punishment) หรือ เป็นภาษาไทยภายใต้สำนวนและชื่อหนังสือแปลของ ทองกร โภคธรรม ว่า “ร่างกายใต้บงการ” และในความรู้สึกของผม บางส่วนของวาทกรรมดังกล่าวยังสร้าง “มายาคติ” (Myths) ขึ้นใน The Village ด้วย</p>
<h4>สภาวะร่างกายใต้บงการ</h4>
<p>การทำงานของความกลัวที่มีต่อ Those we don’t speak of ใน The Village เป็นไปในลักษณะดังนี้</p>
<p>(1) การสร้างความเชื่อครอบงำที่ว่า “Those we don’t speak of เป็นสิ่งที่ถ้าเราไม่ล่วงล้ำเข้าไปในป่า พวกเขาก็จะไม่บุกรุกเข้ามาในหมู่บ้าน” จะเห็นได้ว่าตัวตนของ Those we don’t speak of ที่ The Elder สร้างไว้ในหมู่บ้านมีความเป็น “ปฏิปักษ์” กับหมู่บ้านแฝงอยู่ โดยความเป็นปฏิปักษ์ดังกล่าวจะแสดงออกมาเมื่อมีการล่วงล้ำเข้าไปในอาณาเขตของ Those we don’t speak of</p>
<p>(2) สร้างอัตลักษณ์ของ Those we don’t speak of ให้ดูเป็นสิ่งที่น่ากลัว เชื่อว่าเป็นไปเพื่อสนับสนุนข้อ (1) เพื่อไม่ให้มีการล่วงล้ำเข้าไปในป่า สังเกตได้จากฉากการสนทนาในห้องเรียนระหว่าง Edward Walker กับเด็ก ๆ หลังจากที่เจอลูกสัตว์ถูกฆ่าถลกหนัง เมื่อ Edward Walker ใช้คำว่า “culprit” ที่สามารถแปลได้ว่า “ผู้ร้าย” ถามนำให้เด็ก ๆ นึกว่าใครเป็นคนทำเรื่องโหดร้ายดังกล่าวแล้วเด็ก ๆ ก็นึกถึง Those we don’t speak of ขึ้นมาในทันที และเด็ก ๆ ยังพูดถึงลักษณะของ Those we don’t speak of ว่าเป็น “พวกกินเนื้อ” และ “มีกงเล็บขนาดใหญ่” ทั้งที่พวกเด็ก ๆ ไม่เคยเห็น Those we don’t speak of</p>
<p>(3) ตั้งเสาธงเหลืองที่ถือเป็น “สีปลอดภัย” (safe color) ไว้ตามชายป่าที่สุดเขตหมู่บ้านและต้องมีคนคอยไปป้ายสีเหลืองที่เสาดังกล่าว</p>
<p>(4) The Elder สวมชุด Those we don’t speak of มาปรากฏตัววับ ๆ แวม ๆ ให้เห็นแถบชายป่า</p>
<p>(5) มีการทำเสียงของ Those we don’t speak of ให้ดังออกมาจากในป่า</p>
<p>(6) ตั้งหอสังเกตการณ์ล่วงล้ำของ Those we don’t speak of เพื่อสั่นระฆังเตือนภัย</p>
<p>(7) ให้สร้างห้องใต้ดินไว้หลบภัยในกรณีที่ Those we don’t speak of บุกเข้ามาในหมู่บ้าน</p>
<p>(8) สร้างความหมายให้ “สีแดง” เป็น “สีชั่วร้าย” (bad color) โดยให้เหตุผลว่าสีดังกล่าวจะดึงดูด Those we don’t speak of เข้ามา</p>
<p>ข้อ (1) และ (2) คือวาทกรรม Those we don’t speak of เป็นส่วนของการให้ความหมายกับ Those we don’t speak of ส่วนข้อ (3) ถึง (8) ผมเห็นว่าเป็นกระบวนการรักษาความหมายของ Those we don’t speak of ภายใต้เนื้อหาของวาทกรรมที่ The Elder สร้างขึ้น</p>
<p>ในข้อ (1) ถึง (5) เป็นการบังคับร่างกายของสมาชิกในหมู่บ้านไม่ให้เดินทางออกนอกเขตหมู่บ้าน ในข้อ (6) และ (7) ทันทีที่เสียงระฆังเตือนว่า Those we don’t speak of บุกเข้ามาในหมู่บ้าน ชาวบ้านทุกคนก็รีบเข้าบ้านและลงไปซ่อนตัวในห้องใต้ดิน ข้อ (8) ฉากชาวบ้านสองคนกวาดลานบ้านตอนต้นเรื่อง ทันที่พวกเธอเห็นช่อลูกเบอรี่สีแดงพวกเธอก็รีบเอามันไปฝังในทันที</p>
<p>ทั้งหมดคือร่างกายใต้บงการภายใต้วาทกรรม Those we don’t speak of ที่ผมมองเห็นใน The Village</p>
<h4>มายาคติ</h4>
<p>ในข้อ (3) และ (8) ชาวบ้านถูกทำให้เชื่อว่าสีแดงนั้นเป็นสีชั่วร้ายตามธรรมชาติ ความชั่วร้ายเป็น “nature” ของสีแดง ในทางกลับกัน ความปลอดภัยก็เป็น “nature” ของสีเหลือง ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วนั่นไม่ใช่ “nature” หากแต่เป็น “nurture” หรือเป็นธรรมชาติที่ถูกสร้างขึ้น เกิดจากการปลูกฝัง ไม่ใช่ธรรมชาติจริง ๆ ของสีทั้งสอง แลความน่ากลัวทั้งหมดของ Those we don’t speak of ก็ไม่ใช่เรื่องจริง หากแต่เป็นความจริงที่ถูกสร้างขึ้นและทำให้เชื่อว่าเป็นจริงตามธรรมชาติ ทำให้สีทั้งสองมีความหมายมากกว่าความเป็นสี หากแต่มีความหมายในเชิงค่านิยมหรืออุดมการณ์ ซึ่งถ้าจะยกตัวอย่างอย่าง <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Roland_Barthes" title="โรลองด์ บาร์ทส์">Roland Barthes</a> ผู้เขียนเรื่อง “มายาคติ” ก็คล้ายกับการที่เราให้เด็กเล่นของเล่นที่จำลองจากสิ่งที่มีอยู่ในสังคมมานานจนเหมือนว่าเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่ง แล้วเด็กก็เชื่อว่านั่นคือธรรมชาติของสังคม เป็นการจำกัดกรอบความคิด (อาจโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ได้ แต่ใน The Village ตั้งใจ)</p>
<p><center>………………………………………………………</center></p>
<p>ต่อคำถามที่ว่าแล้วทั้งวาทกรรมและมายาคติดังกล่าวมีไว้เพื่ออะไร ก็ต้องดูถึงสาเหตุที่คนทั้งเก้าหันหลังให้สังคมเมืองมาสร้างหมู่บ้านของตัวเอง ซึ่งก็คือความเจ็บปวดจากการสูญเสียคนสำคัญไปทำให้พวกเขากลัวที่จะต้องกลับไป มีปฏิสัมพันธ์กับสังคมอีกนั่นเอง</p>
<p>ที่น่าสนใจ จากผู้ก่อตั้งเพียงเก้าคนและ Lucius Hunt ในวัยเด็กซึ่งเป็นลูกชายของ Alice Hunt หนึ่ง ในกลุ่มผู้ก่อตั้ง ผู้ก่อตั้งก็ยังผลิตลูกหลานออกมาอีก นั่นหมายความว่า ความตั้งใจของกลุ่มผู้ก่อตั้งไม่ได้มีแค่ปิดขังตัวเองจากโลกภายนอกหรือสังคม ที่ตัวเองไม่อาจอยู่ร่วมได้ หากแต่ยังปรารถนาจะสร้างโลกแบบใหม่ขึ้นมาในพื้นที่ปิดล้อมนั้น โลกแบบที่ตัวเองเชื่อว่าดีกว่า และปรารถนาที่จะให้ทุกคนใช้ชีวิต (ถูกกักขัง?) อยู่ในโลกที่ดีในความคิดตัวเองที่ว่า</p>
<p>ซึ่งวาทกรรมและมายาคติดังกล่าวก็มีไว้เพื่อเหตุผลนั้นนั่นเอง…</p>
<p>มาถึงตรงนี้ ผมมองว่าเส้นแบ่งระหว่าง “พื้นที่” ของความต้องการที่จะรักษาชีวิตที่ตนคิดว่าดีไว้ให้ลูกหลานกับ “พื้นที่” ของความกลัวที่ว่าตนจะต้องสูญเสียอำนาจในการควบคุมความเป็นไปในหมู่บ้านให้ เป็นไปอย่างตั้งใจได้พร่าเลือนจนทำให้พื้นที่ทั้งสองหลอมรวมเป็นพื้นที่เดียวกัน กลายเป็นความกลัวว่าจะรักษาวิถีชีวิตที่ตัวคิดว่าดีเอาไว้ไม่ได้ และถามว่าปัจจัยอะไรที่จะทำให้ชีวิตที่ตนคิดว่าดีนั้นสลายไป คำตอบก็คือการติดต่อกับสังคมนั่นเอง</p>
<p>ถ้ามองในแง่ดีโดยไม่ต้องคิดถึงว่าวิถีชีวิตใหม่นั้นมันดีจริงหรือเปล่า นั่นก็เป็นเจตนาดีของคนกลุ่มนั้น แต่ถ้ามองในแง่ร้าย (ซึ่งผมชอบ ไม่เชื่อก็ดูคำโปรยที่หัวบล็อก) นั่นก็แค่ความกลัวที่ตัวเองจะต้องสูญเสียอำนาจในการควบคุมหรือปกครองทุกสิ่ง ให้เป็นอย่างที่ตนตั้งใจไป</p>
<p>ในกรณีนี้ แรงขับดันในความกลัวดังกล่าวได้ทำให้ผู้ก่อตั้ง [ต่อไปจะเรียกว่า “ผู้ปกครอง” (ไม่ใช่พ่อแม่นะครับ)] สร้างความกลัวชุดใหม่ขึ้นมาเป็น “อำนาจ” ในการควบคุมสรรพสิ่งในธรรมชาติที่ตัวเองสร้างขึ้น และมันออกมาในรูปวาทกรรมและมายาคติเกี่ยวกับ Those we don’t speak of ดังกล่าวไปแล้ว</p>
<h4>The Village ในโลกแห่งความเป็นจริง: กรณี “ประเทศ” และ “ชาติ” ไทย</h4>
<p>ในโลกแห่งความเป็นจริง เอาเฉพาะใน “ชาติ” ไทย ผู้ปกครองมีการสร้างวาทกรรมความกลัวหลากหลายรูปแบบขึ้นมาเพื่อรักษาอำนาจของ ตัวเองในการควบคุมวิถีชีวิต (ระบอบการปกครองเป็นต้น) ที่ตัวเองคิดว่าดีไว้ เช่นในสมัยรัชกาลที่หก เมื่อตระหนักดีถึงอิทธิพลของกลุ่มคนจีนในประเทศก็ได้มีการสร้างวาทกรรมลูกจีนที่ทำให้คนจีนดูเป็นอะไรที่ “ไม่ดี” ขึ้นมา หรือในช่วงต้นของรัชกาลปัจจุบัน วาทกรรมความกลัวหลักคงไม่พ้นเรื่องคอมมิวนิสต์ และถ้าเอาที่ใกล้ตัวเข้ามาอีกก็ไม่พ้นวาทกรรมเรื่องหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ทั้งนี้ทั้งนั้นล้วนเป็นไปเพื่อรักษาวิถีชีวิตที่ผู้ปกครองคิดว่าดีและปรารถนาให้ผู้ใต้ปกครองได้มีใช้ต่อไปเอาไว้ทั้งนั้น และที่น่ากลัวก็คือ วาทกรรมเหล่านั้นทำให้ผู้ใต้ปกครองตกอยู่ในสภาวะร่างกายใต้บงการจนนอกจากจะไม่ทำในสิ่งที่จะทำให้ตนได้ชื่อว่าหลงผิดแล้ว บ่อยครั้งยังเอาวาทกรรมที่ว่ามาใช้ในการฟาดฟันกันเองด้วย</p>
<p>การสร้างหมู่บ้านหรือชุมชนใน The Village หากมองดี ๆ แล้วจะเห็นว่าอยู่บนกฎอันแข็งแกร่งบนฐานความคิดแยกขั้วความเป็น “พวกเขา/พวกเรา” คือ “คนในหมู่บ้าน/Those we don’t speak of” และ “หมู่บ้าน/เมืองอื่น” ซึ่งดูจะเป็น concept ประการ หนึ่งของความเป็นชุมชน กล่าวคือเป็นการระบุพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นภูมิศาสตร์จริง ๆ หรือภูมิศาสตร์อัตลักษณ์หรือภูมิศาสตร์วัฒนธรรม ใน The Village พวกตัวละครอาศัยอยู่ในหมู่บ้านติดป่าคัฟวิงตั้นวู้ด และในป่าคัฟวิงตั้นวู้ดมี Those we don’t speak of อาศัยอยู่ และเพื่อยึดโยงจิตใจของคนในหมู่บ้านให้คงอยู่ในชุมชนให้ได้ก็ต้องมีการทำให้เมืองอื่นดูไม่ดี ดังที่ในเรื่อง Finton Coin (ตัวละครตัวหนึ่ง) พูดถึงเมืองอื่นว่าเป็น “Wicked places where wicked people live” หรือ “เมืองชั่วร้ายที่มีคนชั่วร้ายอาศัยอยู่” ทั้งที่จริง ๆ แล้ว ด้วยวาทกรรมที่ครอบงำหมู่บ้านอยู่ Finton Coin ย่อมไม่เคยก้าวผ่านคัฟวิงตั้นวู้ดไปถึงเมืองอื่น เพราะฉะนั้น ลักษณะของเมืองอื่นที่เขาเชื่อว่าเป็นจริงจนพูดออกมาอย่างนั้นย่อมต้องมาจาก การปลูกฝังของผู้ใหญ่ในหมู่บ้าน และนั่นคือความเชื่อที่ตกทอดมาจากความคิดของผู้ปกครอง (The Elder) ใน หมู่บ้านนั่นเอง ซึ่งนั่นหมายความว่า ในขณะที่ผู้ปกครองกระทำสิ่งต่าง ๆ เพื่อยืนยันถึงการมีตัวตนของความกลัวที่ตน ใช้เป็นอำนาจครอบงำ ความกลัวเหล่านั้นก็ได้รับการถ่ายทอดส่งผ่านถึงกันอย่างรุ่นต่อรุ่นด้วย ก่อเกิดเป็นการครอบงำแบบข้ามเวลาและช่วงอายุขึ้น</p>
<p>“ชาติ” ไทยเองก็มีการสร้างขึ้นบนพื้นฐานอันแข็งแกร่งของ “ความเป็นเรา/ความ เป็นอื่น” นอกจากมีขอบเขตทางภูมิศาสตร์ที่แน่นอนในเชิงพิกัดตัวเลขที่หลงเหลือมาจากยุคล่าอาณานิคม เราก็มีการสร้างศัตรูร่วมของ “ชาติ” ไทยด้วย พม่าเป็นจำเลยหลักที่คอยมารุกรานเราอยู่เรื่อยในประวัติศาสตร์กระแสหลัก คอมมิวนิสต์เป็นตัวร้ายที่ต้องการล้มล้างสถาบันหลักอยู่ช่วงเวลาหนึ่งและยังคงหลงเหลือกลิ่นอายอันชั่วร้ายนั้นอยู่ เป็นโชคดีของเขมรที่คนไทยโยนความผิดกรณีเขาพระวิหารไปให้คน “ชาติ” เดียวกันเสีย ไม่อย่างนั้นอาจมีโอกาสได้ขึ้นมาเทียบรัศมีเป็นศัตรูร่วมของ “ชาติ” ไทยในฐานะโจรแย่งชิงดิงแดนได้</p>
<p>ความที่ “ประเทศ” ไทยนั้นแม้ไม่ใหญ่มากแต่ก็ยังมากพอจะทำให้คนใน “ประเทศ” ไม่อาจเห็นหน้ากันทั่วเห็นหัวกันครบและไม่อาจ (ไม่มีวัน) รู้จักกันหมด อีกทั้งในบรรดาคนมากมายดังกล่าวนั้นก็ยังมีความแตกต่างอันหลากหลาย เพื่อยึดโยงความคิดของคนทั้งหมดอันจะนำไปสู่การสร้างสภาวะร่างกายใต้บงการ ให้เกิดแก่คนใน “ประเทศ” ได้นั้น นอกจากการสร้าง “ศัตรูร่วม” ดังกล่าวและการสร้างศูนย์รวมจิตใจอย่างสามสถาบันหลักขึ้นมาแล้ว ยังมีการสร้างวาทกรรมต่าง ๆ ขึ้นมาเพื่อระบุพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ด้านต่าง ๆ ของ คนใน “ประเทศ” (ภูมิภาค, อัตลักษณ์, วัฒนธรรม, ประเพณี ฯลฯ) เพื่อให้รู้ว่าคนแบบไหนถึงจะอยู่ใน “ประเทศ” เดียวกัน ทำให้เกิดความรู้สึกทำนองที่ว่า แม้ไม่ได้เห็นหน้าค่าตาหรือรู้จักกัน แต่เราก็รับรู้ได้ว่ามีคนอื่นที่เป็นพวกเดียวกับเราอยู่ในขอบเขตทาง ภูมิศาสตร์ที่เรียกว่า “ประเทศ” เดียวกัน รู้สึกราวกับว่าแม้ไม่เคยเจอกันแต่แท้จริงแล้วคนเหล่านั้นก็คือญาติพี่น้อง หรือคนบ้านใกล้เรือนเคียงกัน เกิดความสัมพันธ์ทางใจเหมือนหมู่บ้านหรือชุมชนใน The Village ที่ทุกคนเห็นหน้าค่าตาและรู้จักกันหมด ต่างกันตรงที่ใน The Village นั้น เห็นและรู้จักกันจริง ๆ แต่ใน “ประเทศ” ไทยนั้นเห็นและรู้จักกันอยู่ในความรู้สึก เป็นการรู้จักกันในจินตนาการ จึงอุปมาได้ว่าเป็น “ชุมชนในจินตนาการ” (<a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Imagined_communities">Imagined Community</a>) ซึ่งเป็นคำที่ <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Benedict_Anderson" title="Benedict Anderson" title="เบเนดิกต์ แอนเดอร์สัน">Ben Anderson</a> ใช้เป็นนิยามสั้น ๆ แทนความหมายของคำว่า “ชาติ” นั่นเอง</p>
<p>ในการจะดำรงความเป็น “ชาติ” หรือ “หมู่บ้าน” (ในจินตนาการ) ให้สงบราบคาบได้อย่างใจผู้ปกครอง ก็ต้องมีการกำจัดสิ่งที่เป็นภัยต่อการดำรงอยู่อันผาสุกนั้นไป ใน The Village เมื่อพบเห็นสีชั่วร้ายก็ต้องเอาไปฝัง ถามว่าจะให้กลัวอยู่แต่ในใจนั้นมิได้หรือ ในความคิดของผม เมื่อมีผู้คิดใช้ความกลัวเป็นอำนาจครอบงำเพื่อควบคุม ผู้นั้นคงมิได้ต้องการจะเห็นแค่ความกลัว แต่ต้องการเห็นการศิโรราบ/ยอมจำนนต่ออำนาจควบคุมที่ตนเองสร้างขึ้น ต้องทำให้เป็นพิธีกรรมให้เห็นเด่นชัดเพื่อแสดงว่าอำนาจนั้นยังคงมีตัวตนอยู่</p>
<p>ใน “ชาติ” ไทย เมื่อเห็นอะไรชั่วร้ายเข้าข่ายว่าหลงผิดไปจากความเป็น “ชาติ” อะไรที่ว่าชั่วร้ายนั่นก็จะถูกเอาไปฝังเช่นกัน อยู่ที่ว่าจะฝังแบบไหน แบบดินกลบหน้า แบบถีบลงเขา แบบเผาในถัง แบบหลังติดถนน ซึ่งการฝังดังกล่าวมักถูกทำให้ดูมีความชอบทำโดยอาศัยวาทกรรมความกลัว (ที่กลายเป็นอำนาจครอบงำ) ที่มีอยู่ในสังคม และเพื่อแสดงให้เห็นว่าอำนาจควบคุมนั้นยังมีอยู่ ก็ต้องมีพิธีกรรมเพื่อแสดงออกถึงการศิโรราบ/ยอม จำนนต่ออำนาจ โดยอาจอยู่ในความหมายอื่นเช่นความจงรักภักดีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง (ชาติ) ซึ่งแท้จริงแล้วก็เป็นเพียงฉากปิดบังความกลัว ในด้านผลที่มีต่อตัวผู้แสดงการศิโรราบ/ยอมจำนน นอกจากจะเป็นการสร้าง “แรงเสริมลบ” (Negative Reinforcement) คือทำให้กลัวการถูกฝังจนลดพฤติกรรมต่อต้านแล้ว ภายใต้การอำพรางการศิโรราบ/ยอมจำนนให้ปรากฏเป็นสิ่งอื่นที่ดูดีดังกล่าวที่ไม่ใช่ความกลัวยังเป็นการสร้าง “แรงเสริมบวก” (Positive Reinforcement) ให้อยากแสดงการศิโรราบ/ยอมจำนนมากขึ้นด้วย</p>
<p>ใน The Village ความตายของลูกชายของ The Elder คนหนึ่งก่อ “แรงเสริมบวก” ให้ Lucius Hunt ต้องการจะฝ่าป่าคัฟวิงตั้นวู้ดไปยังเมืองอื่นเพื่อหาตัวยาที่จะรักษาชีวิตของคนในหมู่บ้านได้ เขาเสนอความตั้งใจนั้นต่อหน้า The Elder ทั้งเก้า มองในบริบทของหนังแล้ว นั่นเป็นการประกาศเจตนาในการฝ่าฝืนกฎที่ The Elder วางไว้เพื่อรักษาวิถีชีวิตในหมู่บ้าน ทั้งยังแสดงความเชื่อมั่นว่าเจตนาที่บริสุทธิ์ของตัวเองจะทำให้ Those we don’t speak of เข้าใจและไม่ทำร้ายตน ตรงนี้สำหรับ The Elder แล้วก็คงเหมือนว่ามีคนมา “ขอฝ่าฝืนกฎเหล็กของหมู่บ้านด้วยเจตนาอันบริสุทธิ์ที่อยากเห็นชีวิตในหมู่บ้านนี้ดีขึ้น”</p>
<p>มาถึงตรงนี้ ผมก็พลันสงสัยขึ้นมาว่า ถ้ามีคนทำอย่างนั้นขึ้นมาใน “ชาติ” ไทย คนผู้นั้นจะได้รับการตอบรับแบบไหนจากผู้ปกครอง หรือคนใต้ปกครองที่มีความคิดจิตใจแบบเดียวกันกับผู้ปกครองกัน “แรงเสริมบวก” จากคนรอบข้างจะเกิดขึ้นเพราะเจตนาบริสุทธิ์ของคนผู้นั้น หรือความกลัวอันแน่นหนาที่ครอบงำจะเพิ่ม “แรงเสริมลบ” จนทำให้ต้องรีบช่วยกันเอา “คนพรรค์นั้น” ไปฝังกันแน่</p>
<p>ปล.: ขอบคุณ ม่อนและโครงการบัณฑิตศึกษาคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่มอบโอกาสในการเป็นผู้นำการเสวนาดังกล่าวให้กับผม ขอบคุณจากใจจริงครับ</p>
<p>&#8211;<br />
ที่มา &#8211; ปราชญ์ วิปลาส, <a href="http://babbirdbird.wordpress.com/2008/09/12/%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%87-the-village-2004/" title="babbirdbird.wordpress.com">หมีดูหนัง: The Village (2004)</a>, ในคอกคิดอันคับแคบของข้าพเจ้า, 12 กันยายน 2551</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://readcamp.org/2008/11/the-village-les-corps-dociles/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ณภัค : ‘วัตถุแห่งความทรงจำ’ ใน My Blueberry Nights</title>
		<link>http://readcamp.org/2008/11/blueberry-remembrance/</link>
		<comments>http://readcamp.org/2008/11/blueberry-remembrance/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 10 Nov 2008 17:14:32 +0000</pubDate>
		<dc:creator>bact&#39;</dc:creator>
				<category><![CDATA[นักอ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[My Blueberry Nights]]></category>
		<category><![CDATA[หนัง]]></category>
		<category><![CDATA[หว่องการ์ไว]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://culturelab.in.th/readcamp/?p=192</guid>
		<description><![CDATA[กุญแจ พายบลูเบอร์รี่ ความทรงจำ ณภัค, อีกหนึ่งนักอ่านที่จะไปเจอกันวันที่ 29 นี้, พา &#8216;อ่าน&#8217; ตัวละครในหนังหว่องการ์ไวเรื่องล่า&#8230; My Blueberry Nights
&#8211;
‘วัตถุแห่งความทรงจำ’ ใน My Blueberry Nights
(ข้อความหลังเส้นประของข้อเขียนชิ้นนี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์)

ภาพยนตร์พูดภาษาอังกฤษเรื่องแรกของผู้กำกับชื่อดัง ‘หว่องการ์ไว&#8217; (Wong Kar Wai) ที่เพิ่งเข้าฉายให้ผู้ชมในดินแดนประเทศไทยได้ชมกันตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคมที่เพิ่งจะผ่านมา (2008) ที่มีชื่อว่า My Blueberry Nights นั้น อาจมีประเด็นต่าง ๆ นานาให้สามารถสร้างบทสนทนากันได้มากมายและยาวนาน แต่สำหรับในที่นี้นั้น ผมอยากจะ ‘หยิบเลือก&#8217; เพียงบางประเด็นมา ‘อ่าน&#8217; หรืออีกนัยหนึ่ง ‘สนทนา&#8217; เกี่ยวกับ ‘ตัวละคร&#8217; ในภาพยนตร์ดังกล่าว ภายใต้ความคิดเกี่ยวกับเรื่อง ‘ความทรงจำ&#8217; ซึ่งสะท้อนร่วมกับความคิดเกี่ยวกับ ‘เวลา&#8217;
ในเบื้องต้น ผมคิดว่าเรา ๆ ท่าน ๆ ต่างก็มี ‘ความจำ/ความทรงจำ&#8217; ในฐานะที่เป็น ‘เรื่องราว/เรื่องเล่า&#8217; ในบางส่วนเสี้ยว หรือในบางแง่มุมของชีวิต [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>กุญแจ พายบลูเบอร์รี่ ความทรงจำ <a href="http://twitter.com/themadmon" title="themadmon">ณภัค</a>, อีกหนึ่งนักอ่านที่จะไปเจอกันวันที่ 29 นี้, พา &#8216;อ่าน&#8217; ตัวละครในหนังหว่องการ์ไวเรื่องล่า&#8230; My Blueberry Nights<br />
&#8211;</p>
<h3>‘วัตถุแห่งความทรงจำ’ ใน My Blueberry Nights</h3>
<p><em>(ข้อความหลังเส้นประของข้อเขียนชิ้นนี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์)</em></p>
<p><img src="http://readcamp.org/wp-content/uploads/2008/11/my-blueberry-nights.jpg" alt="My Blueberry Nights scene" title="My Blueberry Nights" width="440" height="295" class="aligncenter size-full wp-image-193" /></p>
<p>ภาพยนตร์พูดภาษาอังกฤษเรื่องแรกของผู้กำกับชื่อดัง ‘หว่องการ์ไว&#8217; (Wong Kar Wai) ที่เพิ่งเข้าฉายให้ผู้ชมในดินแดนประเทศไทยได้ชมกันตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคมที่เพิ่งจะผ่านมา (2008) ที่มีชื่อว่า My Blueberry Nights นั้น อาจมีประเด็นต่าง ๆ นานาให้สามารถสร้างบทสนทนากันได้มากมายและยาวนาน แต่สำหรับในที่นี้นั้น ผมอยากจะ ‘หยิบเลือก&#8217; เพียงบางประเด็นมา ‘อ่าน&#8217; หรืออีกนัยหนึ่ง ‘สนทนา&#8217; เกี่ยวกับ ‘ตัวละคร&#8217; ในภาพยนตร์ดังกล่าว ภายใต้ความคิดเกี่ยวกับเรื่อง ‘ความทรงจำ&#8217; ซึ่งสะท้อนร่วมกับความคิดเกี่ยวกับ ‘เวลา&#8217;</p>
<p>ในเบื้องต้น ผมคิดว่าเรา ๆ ท่าน ๆ ต่างก็มี ‘ความจำ/ความทรงจำ&#8217; ในฐานะที่เป็น ‘เรื่องราว/เรื่องเล่า&#8217; ในบางส่วนเสี้ยว หรือในบางแง่มุมของชีวิต ซึ่ง ‘เรื่องราว&#8217; ดังที่ว่านี้อาจมีสถานะเป็นทั้ง ‘แรงขับดัน&#8217; ให้กับชีวิต-ในการก้าวไปสู่ ‘อนาคต&#8217;, อาจเป็น ‘โซ่ตรวน&#8217; หรือแม้กระทั่ง ‘กรงขัง&#8217; แห่งชีวิต-ให้ติดอยู่กับ ‘อดีต&#8217;, หรือในบางครั้ง บางเรื่องราว, บางความทรงจำ ก็อาจไม่ได้เป็นทั้งพลังขับเคลื่อนและ/หรือพลังฉุดรั้งใด ๆ ต่อชีวิตเลย<br />
<span id="more-192"></span><br />
สำหรับความคิดเรื่อง ‘ความทรงจำ&#8217; นั้น เรา ๆ ท่าน ๆ คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นเรื่องของสิ่งที่ถูก ‘หยิบเลือก&#8217; และรวมไปถึงการ ‘ตัดทอน&#8217; จากเหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่ต่างพบเจอในแต่ละช่วงเวลาของชีวิต เป็นเรื่องของ ‘การเลือก&#8217; ที่จะ ‘จดจำ&#8217; หรือ ‘ลืมเลือน&#8217; บางสิ่งบางอย่าง, บางเหตุการณ์, และแม้กระทั่งคนบางคน ให้ ‘อยู่&#8217; หรือ ‘ไม่อยู่&#8217; ในชีวิต หรือถ้าจะกล่าวให้ชัดเจนขึ้น, อยู่หรือไม่อยู่ในความทรงจำ ซึ่งก็คงปฏิเสธไม่ได้อีกเช่นกันว่า การหยิบเลือกหรือตัดทอนที่เกิดขึ้นนั้น เกิดขึ้นภายใต้ ‘การให้ความหมาย&#8217; หรือ ‘คุณค่า&#8217;</p>
<p><em>&#8212;&#8212;&#8212;-นี่คือเส้นประที่ว่า&#8212;&#8212;&#8212;-</em></p>
<p>ภาพยนตร์เรื่องนี้มีใจกลางอยู่ที่ ‘การเดินทาง&#8217; ของ Elizabeth (Norah Jones) ซึ่งเริ่มต้นหลังจากเธอผิดหวังในความรัก-แฟนของเธอไปมีคนอื่น, การเดินทางอันแสนไกลเพื่อค้นหาตัวเองและพยายามจะนำพาชีวิตให้กลับเข้าร่องเข้ารอย ทำให้เธอได้พานพบพูดคุยกับผู้คนมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Jeremy (Jude Law) ชายหนุ่มเจ้าของร้านกาแฟ/café ที่แฟน (เก่า) ของเธอมารับประทานอาหารกับแฟน (ใหม่) ของเขา ซึ่งทั้งคู่ได้สร้างความสัมพันธ์ระหว่างกันในที่สุด, Arnie (David Strathairn) ตำรวจจราจรซึ่งติดเหล้างอมแงมเพราะเจ็บช้ำเรื่องความรักจาก Sue Lynne (Rachel Weisz) อดีตภรรยาสาวสวยของเขา และ Leslie (Natalie Portman) สาวนักพนันใจเด็ดผู้สร้างข้อเสนอสุดพิเศษให้กับเธอ, ซึ่งแน่นอนว่าผู้คน ‘แปลกหน้า&#8217; เหล่านั้น, ที่ก็อาจเรียกได้อย่างไม่ขัดเขินว่าเป็น ‘เพื่อนร่วมทาง&#8217;, ได้นำทางให้เธอค้นพบเส้นทางไปสู่ร่องรอยของชีวิตใหม่</p>
<p>ภาพยนตร์เปิดด้วยฉากใน café ของ Jeremy อันเป็นฉากที่เผยให้เราเห็นประเด็นเรื่อง ‘การเลือกจำ&#8217; เป็นครั้งแรก ผ่านบทสนทนาทางโทรศัพท์ของเขา และนี่คือประโยคที่ Jeremy พูดกับคู่สนทนาของเขา&#8230;</p>
<blockquote><p>
            &#8220;No. I&#8217;m sorry, I don&#8217;t know anyone by that name.&#8221;</p>
<p>            &#8220;No, listen, I get about a hundred customers a night. I can&#8217;t keep track of all of them.&#8221;</p>
<p>            &#8220;Do you know&#8230; well, tell me what he likes to eat. ‘Cause I remember people by what they order, not by their names.&#8221;
</p></blockquote>
<p>จากข้อความที่ยกมานี้ คงเข้าใจได้ว่าในฐานะที่เป็นเจ้าของร้าน Jeremy ไม่ จำเป็นต้องจดจำชื่อของลูกค้าทั้งหมด หรือแม้กระทั่งอาจไม่จำเป็นต้องจดจำชื่อลูกค้าคนใดได้เลย หากแต่ว่าจดจำแต่เพียงสิ่งที่พวกเขาสั่ง, สิ่งที่พวกเขากิน ก็คงเพียงพอแล้ว หรือกล่าวในอีกทางหนึ่งได้ว่า สำหรับ Jeremy แล้ว ชื่อของผู้สั่งไม่ได้มีความหมาย แต่สิ่งที่มีความหมายนั้นอยู่ที่สิ่งที่ลูกค้าเหล่านั้นสั่งต่างหาก</p>
<p>แต่ตัวอย่างข้างต้นนี้อาจเป็นเพียงตัวอย่างของ ‘เรื่องราว&#8217; ที่ดูจะเรียบง่ายเป็นปกติธรรมดาในชีวิตประจำวัน แต่ผมเห็นว่ายังมี ‘เรื่องราว&#8217; หรือ ‘เรื่องเล่า&#8217; บางอย่างที่มี ‘ความหมาย&#8217; นอกเหนือไปจากสิ่งปกติในชีวิตประจำวันแต่ก็อยู่กับเราในชีวิตประจำวัน เป็นเรื่องเล่าที่ผูกโยง ‘อดีต&#8217;, ‘ปัจจุบัน&#8217; และ ‘อนาคต&#8217; ไว้กับ ‘สิ่ง&#8217; บางอย่าง, หรือ ‘วัตถุ&#8217; บางอย่าง ซึ่งในข้อเขียนชิ้นนี้จะพยายามอธิบายประเด็นดังกล่าวผ่านความเปลี่ยนแปลงของตัวละครสองตัวจากภาพยนตร์เรื่องนี้ คือ <strong>Jeremy</strong> และ <strong>Elizabeth</strong></p>
<p><img src="http://readcamp.org/wp-content/uploads/2008/11/elizabeth.jpg" alt="Elizabeth" title="Elizabeth" width="295" height="440" class="aligncenter size-full wp-image-194" /></p>
<h4>ว่าด้วย.. Elizabeth</h4>
<p>เช่นเดียวกับใครหลาย ๆ คนที่ฝาก ‘กุญแจ&#8217; ไว้กับ Jeremy เพื่อรอให้ใครอีกคนมารับกุญแจนั้นกลับไป Elizabeth นำกุญแจห้องที่เธอเคยอยู่ร่วมกับแฟนเก่าของเธอมาทิ้งไว้ เพื่อให้แฟนเก่าของเธอมาเก็บกลับไป, ‘กุญแจ&#8217; ซึ่งเป็นวัตถุแห่งความทรงจำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในฐานะที่เป็น ‘ความทรงจำร่วม&#8217; ของคนที่ไขกุญแจเพื่อเปิดประตูบานนั้นไปด้วยกัน, ‘กุญแจ&#8217; ที่เป็นสัญลักษณ์แทนความสัมพันธ์, ‘กุญแจ&#8217; ที่เป็นสัญลักษณ์ของ ‘อดีต&#8217; ที่ฉุดรั้ง ‘ปัจจุบัน&#8217; และ ‘อนาคต&#8217; เอาไว้</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ในตอนแรก Elizabeth ไม่สามารถ ‘ทิ้ง&#8217; กุญแจ, หรืออีกนัยหนึ่ง ‘อดีต&#8217;, ไปได้จริง เธอจึงกลับมาหา Jeremy เพื่อเอากุญแจพวงนั้นกลับไปเอง และก็เป็นช่วงเวลานี้เองที่ Jeremy และ Elizabeth ได้ร่วมสนทนากันและปลอบประโลมกัน ‘ความทรงจำร่วม&#8217; ชุดใหม่ของเธอก็ได้เกิดขึ้น, ความทรงจำที่เกิดขึ้นร่วมกับ Jeremy ที่ร้านของเขา, ความทรงจำที่มี ‘blueberry pie&#8217; เป็นวัตถุแห่งความทรงจำ, blueberry pie ซึ่งไม่ได้ผิดอะไร ไม่ได้แย่อะไร เพียงแต่ไม่มีคนเลือกเท่านั้น</p>
<blockquote><p>
Jeremy : At the end of every night the cheesecake and the apple pie are always completely gone. &#8230;&#8230;.But there&#8217;s always a whole blueberry pie left untouched.</p>
<p>Elizabeth : So what&#8217;s wrong with the blueberry pie?</p>
<p>Jeremy : It&#8217;s nothing wrong with the blueberry pie. Just people make other choices. You can&#8217;t blame the blueberry pie. It&#8217;s just no one wants it.</p>
<p>(และในขณะที่ Jeremy กำลังจะทิ้ง blueberry pie ลงถังขยะ)</p>
<p>Elizabeth : Wait! I want a piece.
</p></blockquote>
<p>ในเวลาต่อมา Elizabeth ตัดสินใจ ‘เดินทาง&#8217; ออกจากสถานที่แห่งนั้น, กุญแจดอกเดิมนั้น, ประตูบานเดิมนั้น และแน่นอน เขาคนเดิมนั้น แต่ที่เธอทำเช่นนั้นไม่ใช่เพราะเธอสามารถ ‘ตัดขาด&#8217; จากอดีตที่เจ็บปวดได้ เธอเพียงแต่ต้องการจะหนีไปให้ไกลจากอดีตเพียงเท่านั้น และในระหว่างการเดินทาง ความทรงจำชุดใหม่ที่ว่าด้วย ‘blueberry pie&#8217; กำลังก่อร่างและก้าวเข้ามาแทนที่ความทรงจำชุดเดิม ปัจจุบันของเธอค่อย ๆ สลัดหลุดจากความจำขังแห่งอดีตเพื่อก้าวไปสู่อนาคต</p>
<p>ภายหลังจากการเดินทางอันยาวนานและยาวไกล ผ่านเรื่องราวและผู้คนมากมาย เธอก็สามารถนำพาปัจจุบันของเธอกลับมา ณ ที่แห่งเดิมที่เธอได้เดินทางจากไปก่อนหน้านี้ได้อีกครั้ง แต่ในครั้งนี้ สำหรับ Elizabeth มันไม่ใช่ที่เดิมที่มีอดีตอันเจ็บช้ำ ถึงแม้จะเป็นสถานที่แห่งเดิม แต่ก็เป็นสถานที่แห่งเดิมที่มีความทรงจำอีกชุดหนึ่ง, ประตูอีกบานหนึ่ง, ประตู café ของ Jeremy และ blueberry pie ของเขา และที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือเธอไม่ต้องการกุญแจพวงนั้นอีกต่อไป (ประเด็นนี้จะกล่าวต่อไปข้างหน้า) ซึ่งในประเด็นดังที่ว่ามานี้ อาจสังเกตได้จากการเปรียบเทียบคำกล่าวในสองช่วงเวลาซึ่งจะแสดงให้เห็นถึง ความเปลี่ยนแปลงของเธอ อันประกอบไปด้วย</p>
<p><strong>สิ่งที่เธอพูด/คิดกับตัวเองก่อนที่เธอจะเดินทาง</strong></p>
<blockquote><p>
&#8220;How do you say goodbye to someone you can&#8217;t imagine living without?</p>
<p>I didn&#8217;t say goodbye. I didn&#8217;t say anything. I just walked away.</p>
<p>At the end of that night, I decided to take the longest way to cross the street.&#8221;
</p></blockquote>
<p><strong>และหลังจากการเดินทางสิ้นสุด</strong></p>
<blockquote><p>
&#8220;It took me nearly a year to get here.</p>
<p>It wasn&#8217;t so hard to cross that street after all.</p>
<p>It all depends on who&#8217;s waiting for you on the other side.&#8221;
</p></blockquote>
<p>จากข้อความดังกล่าว ผมเห็นว่าเราสามารถสังเกตความเปลี่ยนแปลงของ Elizabeth ผ่านเรื่อง ‘การข้ามถนน&#8217; (cross the street) ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการข้ามถนนในทางกายภาพ แต่เราควรมองการข้ามถนนนี้ในความหมายที่หมายถึงการ ‘ก้าวข้าม&#8217; อดีต ซึ่งหมายความว่า ในท้ายที่สุด Elizabeth ก็สามารถข้ามผ่านอดีตอันเจ็บปวดชอกช้ำไปสู่ปัจจุบันและอนาคตที่น่าจะสดใสกว่า, กับสิ่งใหม่ ๆ ได้สำเร็จ</p>
<h4>ว่าด้วย.. Jeremy</h4>
<p>โหลแก้วใบใหญ่ที่เต็มไปด้วยกุญแจซึ่งวางอยู่หลังเคาน์เตอร์ ใน Café ของ Jeremy นั้น ไม่เพียงบรรจุกุญแจจำนวนมากที่มีคนจำนวนเท่ากับจำนวนพวงของกุญแจมาฝากทิ้งไว้ แต่ยังบรรจุ ‘เรื่องราว/เรื่องเล่า&#8217; มากมายของกุญแจแต่ละดอกแต่ละพวงด้วย และหนึ่งในนั้นก็มี ‘กุญแจ&#8217; , ‘เรื่องราว&#8217;, หรืออีกนัยหนึ่ง ‘อดีต&#8217;, ของตัวเขาเองด้วย</p>
<p>เช่นเดียวกับกุญแจของ Elizabeth และกุญแจของใครหลาย ๆ คนที่มาฝากไว้ที่ร้านของเขา พวงกุญแจของ Jeremy ก็เป็นสัญลักษณ์แห่ง ‘ความทรงจำ&#8217; ระหว่างเขาและอดีตคนรักของเขา, Katya (Chan Marshall a.k.a. Cat Power), ผู้เดินไปจากเขาในค่ำคืนหนึ่ง มิเพียงเท่านั้น ในขณะเดียวกับการเป็นสัญลักษณ์แห่งความทรงจำ มันยังเป็นสัญลักษณ์ของ ‘การรอคอย&#8217; ด้วย ในความหมายที่ว่าวันใดวันหนึ่ง Katya คง เดินกลับมาและกุญแจดอกนั้นก็จะถูกนำไปใช้ไขเปิดประตูของทั้งคู่อีกครั้ง และด้วยความคิดเช่นว่า เขาจึงยังคงเก็บรักษากุญแจพวงนั้นไว้ รวมไปถึงเก็บกุญแจทุกพวงที่ทุก ๆ คนนำมาฝากไว้ ถึงแม้แทบทั้งหมดจะไม่มีใครมาเอากลับไปเลยก็ตาม</p>
<p>ไม่เพียงแต่การเก็บกุญแจ การที่เขายังคงไม่ย้ายไปไหนอาจมีความหมายถึง ‘การรอคอย&#8217; เช่นเดียวกัน ดังที่เขาพูดกับ Elizabeth ไว้ถึงเรื่องราวในวัยเด็กที่แม่ของเขาเคยบอกเขาไว้ว่า</p>
<blockquote><p>
&#8220;She said if I ever got lost I just stay in one place so she&#8217;d find me.&#8221;
</p></blockquote>
<p>เขาจึงยังคงอยู่ที่ร้านเดิม, แต่แล้วในคืนใดคืนหนึ่ง การรอคอย Katya สิ้นสุดลง เธอเดินกลับมาทักทาย และบอกลา ซึ่งถึงแม้ว่าเขาจะยังคงเก็บกุญแจพวกนั้นอยู่ แต่ Jeremy, ซึ่งก็เติบโต/เปลี่ยนแปลงผ่านช่วงเวลาของการรอคอย, ก็ เริ่มเข้าใจแล้วว่าเขาคงไม่ต้องการกุญแจพวงนั้นอีกต่อไป และคงไม่ต้องการจะเก็บกุญแจของใคร ๆ อีกต่อไปเช่นกัน เพราะเขาคงเข้าใจแล้วว่า แม้จะเก็บรักษา ‘กุญแจ&#8217;/ ‘อดีต&#8217;/ ‘ความทรงจำ&#8217; ไว้ ดีเพียงไดก็ตาม แต่มันก็ยังไม่ใช่สิ่งที่เพียงพอ และไม่สามารถตอบทุกคำตอบได้ เพราะบางทีแม้จะมีกุญแจก็ยังเปิดประตูไม่ได้ หรือบางทีเปิดออกมาแล้วแต่ก็ไม่มีใครที่เราเฝ้ารอคอยอยู่ที่ตรงนั้น ดังจะสังเกตได้จากบทสนทนาระหว่างคนสองคนที่ว่า</p>
<blockquote><p>
Katya : You still have the keys?</p>
<p>Jeremy : Yeah, I always remember what you said about never throwing them away, about never closing those doors forever. I remember.</p>
<p>Katya : Sometimes, even if you have the keys those doors still can&#8217;t be opened, can they?</p>
<p>Jeremy : Even if the door is open the person you&#8217;re looking for may not be there, Katya.
</p></blockquote>
<p>แต่การรอคอยสำหรับ Jeremy ยังไม่สิ้นสุด เขากำลังรอคอย Elizabeth อยู่กับ ‘ความทรงจำ&#8217; ชุดใหม่ที่ร้านเดิมของเขา, ความทรงจำที่ถูกผูกติดไว้กับ blueberry pie, blueberry pie ที่มักจะขายไม่ค่อยได้, แต่เขาก็รอคอยวันที่เธอกลับมากิน blueberry pie ที่ร้านของเขา, blueberry pie กับ ice-cream, นั่งตรงที่เดิมที่เคยนั่ง, สนทนากันต่าง ๆ นานา ฯลฯ</p>
<p>หลังจากเวลาผ่านไปเกือบหนึ่งปีที่ Elizabeth เริ่มออกเดินทางค้นหาตัวเอง ในค่ำคืนหนึ่ง เธอกลับมาที่ Café ของ Jeremy อีก ครั้ง พร้อมกับพบว่าเขาไม่ได้เก็บกุญแจพวกนั้นอีกต่อไป และบทสนทนาของคนสองคนที่ไม่ได้พบกันเกือบหนึ่งปีก็เริ่มขึ้นที่เรื่องของ กุญแจเหล่านั้น</p>
<blockquote><p>
Elizabeth : Where are the keys? You don&#8217;t keep them anymore?</p>
<p>Jeremy : Been trying to give them back to their owners. Do you want yours?</p>
<p>Elizabeth : No. I don&#8217;t need them anymore. &#8230;What about your keys?</p>
<p>Jeremy : I got rid of them.
</p></blockquote>
<p><strong>และตามมาด้วยเรื่อง blueberry pie&#8230;</strong></p>
<blockquote><p>
Elizabeth : Are they still left untouched at the end of the night?</p>
<p>Jeremy : Yep, more or less.</p>
<p>Elizabeth : Then why do you keep making them?</p>
<p>Jeremy : Well, I always like having one around just in case you pop in and fancy a slice.
</p></blockquote>
<h4>คำลงท้าย..</h4>
<p>ในท้ายที่สุด Jeremy ก็ ทิ้งกุญแจดอกเดิมที่เขาเก็บไว้แสนนานไป เขาสามารถทิ้งวัตถุแห่งความทรงจำที่สำคัญของเขาไปได้ พูดอีกอย่างก็คือ เขาสามารถผลักตัวเองออกจากอดีตแห่งการรอคอยที่ไม่รู้ว่าวันที่รอคอยจะมาถึง เมื่อไรได้สำเร็จ เขาสามารถละทิ้งความสัมพันธ์ครั้งก่อนได้แล้ว</p>
<p>ส่วน Elizabeth ซึ่ง ตอบว่าเธอก็ไม่ต้องการกุญแจพวงนั้นแล้ว ก็สามารถทิ้งวัตถุแห่งความทรงจำที่ผูกเธอไว้กับอดีตที่เจ็บปวดจากความ สัมพันธ์เดิมได้สำเร็จเช่นกัน เธอสามารถก้าวข้ามอดีต เหมือนกับที่เธอสามารถเดินข้ามถนนได้อย่างง่าย ๆ ในที่สุด</p>
<p>อย่างไรก็ตาม แม้ว่าทั้งคู่จะสามารถทิ้งวัตถุแห่งความทรงจำอันเก่าไปได้ สามารถก้าวออกจากอดีตไปได้ แต่พร้อม ๆ กันนั้น ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ‘blueberry pie&#8217; ได้กลายเป็นวัตถุแห่งความทรงจำอันใหม่ของทั้งเขาและเธอ เป็น ‘สิ่ง&#8217; ซึ่ง ดึงดูดให้คนทั้งคู่กลับมาพบกัน และร้อยรัดทั้งคู่ไว้ด้วยกัน ผูกโยงทั้งคู่ให้อยู่กับปัจจุบันของกันและกัน และอาจวาดหวังไปสู่อนาคตร่วมกัน</p>
<p>แต่ใครเล่าจะล่วงรู้ว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่จะเป็นอย่างไรต่อไป เพราะดังที่ Katya เคยพูดไว้กับ Jeremy ว่า &#8220;บางครั้ง ถึงแม้จะมีกุญแจ แต่ประตูก็อาจจะไม่สามารถเปิดออกได้&#8221; ดังนั้นแล้ว บางที ในเวลาข้างหน้าที่ยังมาไม่ถึง blueberry pie ก็อาจแปรเปลี่ยนสถานะไปเป็นวัตถุความทรงจำแห่งอดีตที่เป็นดังโซ่ตรวนที่ฉุดรั้งคนทั้งคู่ไว้กับเรื่องราวความทรงจำแห่งอดีตได้เช่นกัน</p>
<p>&#8211;<br />
ที่มา &#8211; ณภัค เสรีรักษ์, <a href="http://blogazine.prachatai.com/user/cinemania/post/624">‘วัตถุแห่งความทรงจำ’ ใน My Blueberry Nights</a>, Cinemania, 5 เมษายน 2551</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://readcamp.org/2008/11/blueberry-remembrance/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>sikkha : สามก๊ก</title>
		<link>http://readcamp.org/2008/11/three-kingdoms/</link>
		<comments>http://readcamp.org/2008/11/three-kingdoms/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 05 Nov 2008 09:57:45 +0000</pubDate>
		<dc:creator>bact&#39;</dc:creator>
				<category><![CDATA[นักอ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[Romance of the Three Kingdoms]]></category>
		<category><![CDATA[นิยาย]]></category>
		<category><![CDATA[สามก๊ก]]></category>
		<category><![CDATA[หนัง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://culturelab.in.th/readcamp/?p=97</guid>
		<description><![CDATA[@sikkha มาร่วมวงด้วยเรื่องสามก๊ก (ยังมีเรื่องอื่น ๆ อีก) มาทั้งแบบภาพเคลื่อนไหวและตัวหนังสือ
&#8211;
Practical Utopia X : กลยืมซากคืนชีพของฮั่นต๋งอ๋อง
กดเข้าไปดูคลิปวิดีโอที่เว็บ SIU ครับ ความเห็นแลกเปลี่ยนของผู้อ่านหลายคนที่นั่นน่าสนใจ-ร่วมวงสนทนาทีเดียว  

Practical Utopia ตอนที่ 10 วิเคราะห์กลฮันต๋งอ๋องของเล่าปี่ เทียบการประกาศตนเหนือกว่าพระเจ้าเหี้ยนเต้ สร้างแนวโน้มใหญ่พิชิตวุ่ย ทั้งที่กำลังเล็กกว่า เป็นต้นแบบของ virtual power (กำลังภาพลวง) สมัยโบราณ หรือกลยืมซากคืนชีพในตำรับพิชัยสงคราม, นอกจากนี้ยังถกเถียงถึงตำรับอี้จิงคำภีร์แห่งการปรับเปลี่ยนไหลรื่นตามสภาพธรรมชาติ &#8230;


&#8212;-
อีกชิ้นเกี่ยวกับสามก๊ก เป็นเรื่องเล่าถึงหนังที่ @sikkha ไปดูมาแล้วชอบ เป็นหนังที่หยิบเอาตอนหนึ่งในสามก๊กมาเล่าใหม่ เคยเผยแพร่ที่เว็บไซต์ Palawat
ศึกผาแดง Red Cliff
เมื่อวานซืนผมไปดู Red Cliff มา
คิดว่าอาจจะอยู่โรงไม่นาน
มันมีสองตอนจบ ตอนที่ฉายเป็นตอนที่ 1 ยังไม่มีการเผาทัพเรือ แต่ก็มีการรบประปราย
คนส่วนใหญ่อาจจะบอกว่ามันไม่ลุ่มลึก มันไม่วิริศมาหรา มันไม่มีการตีความซับซ้อน
แต่ผมกลับชอบนะ
เป็นสามก๊ก ที่ดิบ เถื่อน แต่มีวัฒนธรรม
มันทำให้ผมเข้าใจว่าการรบสมัยโบราณเป็นยังไง ทำไมถึงมีการใช้ค่ายกล ในการศึก (สมัยนโปเลียน ตั้งแถวซัดกันเลยจบข่าวอย่างมากมี คอสแซก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://twitter.com/sikkha">@sikkha</a> มาร่วมวงด้วยเรื่องสามก๊ก (ยังมีเรื่องอื่น ๆ อีก) มาทั้งแบบภาพเคลื่อนไหวและตัวหนังสือ<br />
&#8211;</p>
<h3>Practical Utopia X : กลยืมซากคืนชีพของฮั่นต๋งอ๋อง</h3>
<p>กดเข้าไปดู<a href="http://www.siamintelligence.com/wordpress/hanzhong_strateg/">คลิปวิดีโอที่เว็บ SIU</a> ครับ ความเห็นแลกเปลี่ยนของผู้อ่านหลายคนที่นั่นน่าสนใจ-ร่วมวงสนทนาทีเดียว <img src='http://readcamp.org/wp-includes/images/smilies/icon_smile.gif' alt=':)' class='wp-smiley' /> </p>
<blockquote cite="http://www.siamintelligence.com/wordpress/hanzhong_strateg/"><p>
Practical Utopia ตอนที่ 10 วิเคราะห์กลฮันต๋งอ๋องของเล่าปี่ เทียบการประกาศตนเหนือกว่าพระเจ้าเหี้ยนเต้ สร้างแนวโน้มใหญ่พิชิตวุ่ย ทั้งที่กำลังเล็กกว่า เป็นต้นแบบของ virtual power (กำลังภาพลวง) สมัยโบราณ หรือกลยืมซากคืนชีพในตำรับพิชัยสงคราม, นอกจากนี้ยังถกเถียงถึงตำรับอี้จิงคำภีร์แห่งการปรับเปลี่ยนไหลรื่นตามสภาพธรรมชาติ &#8230;
</p></blockquote>
<p><span id="more-97"></span><br />
&#8212;-</p>
<p>อีกชิ้นเกี่ยวกับสามก๊ก เป็นเรื่องเล่าถึงหนังที่ @sikkha ไปดูมาแล้วชอบ เป็นหนังที่หยิบเอาตอนหนึ่งในสามก๊กมาเล่าใหม่ เคย<a href="http://www.palawat.com/p/?L=blogs.blog&#038;article=120">เผยแพร่ที่เว็บไซต์ Palawat</a></p>
<h3>ศึกผาแดง Red Cliff</h3>
<p>เมื่อวานซืนผมไปดู Red Cliff มา</p>
<p>คิดว่าอาจจะอยู่โรงไม่นาน<br />
มันมีสองตอนจบ ตอนที่ฉายเป็นตอนที่ 1 ยังไม่มีการเผาทัพเรือ แต่ก็มีการรบประปราย<br />
คนส่วนใหญ่อาจจะบอกว่ามันไม่ลุ่มลึก มันไม่วิริศมาหรา มันไม่มีการตีความซับซ้อน</p>
<p>แต่ผมกลับชอบนะ<br />
เป็นสามก๊ก ที่ดิบ เถื่อน แต่มีวัฒนธรรม</p>
<p>มันทำให้ผมเข้าใจว่าการรบสมัยโบราณเป็นยังไง ทำไมถึงมีการใช้ค่ายกล ในการศึก (สมัยนโปเลียน ตั้งแถวซัดกันเลยจบข่าวอย่างมากมี คอสแซก ปืนใหญ่สนาม ว่ากันไป)</p>
<p>มันเอาฉากทัศน์โบราณ มาให้ดูว่า คนสมัยนั้นอยู่กันยังไง มีค่านิยม และรบกันอย่างไร<br />
ผมชอบตรงนี้ มันทำให้ผมคิดได้ลึกซึ้งขึ้น</p>
<p>นี่แหละ ที่เวลาผมถกเถียงกับมิตรสหายบางท่านผมมักจะบอกว่า อย่าเพิ่งเอา ทัศนคติคุณมา blending ให้ผม<br />
ผมขอ &#8220;ข้อมูลที่ชัดเจนก่อน&#8221; ผิดถูก ผมไม่ว่า แล้วหลังจากนั้นผมจะมาตีความ เติมต่อ สร้างเสริมยุทธศาสตร์เอาเอง</p>
<p>แต่บางตอนก็น่าเบื่อครับ อย่างตอนการตัดสินใจของซุนกวน ผมว่ามันเนิ่นช้า เสียเวลาเกินไป<br />
ขงเบ้งก็ดูไม่ค่อยฉลาดและไม่มีอิทธิพลมาก (อาจเป็นเพราะ จิวยี่ มีบทบาทเด่นขึ้น ฉลาด รบเก่ง เจ้าสำอางค์ สูงศักดิ์)</p>
<p>แต่ผมก็ชมชอบ กองทัพเล่าปี่ ดูเหมือนถอดไอเดียมาจากกองทัพปลดแอก ของประธานเหมา ดูซอมซ่อ แต่มีความมุ่งมั่น<br />
สามทหารเสือ จูล่ง กวนอู เตียวหุย ก็เก่งแบบเท่าที่มนุษย์ธรรมดาควรจะเป็น</p>
<p>แต่ผมชอบ acting ของจูล่งมากที่สุด ดูโดดเด่น และชิงซีนชาวบ้านบ่อยมาก</p>
<p>การสนทนา ผ่านกู่เจิ้ง ระหว่างจิวยี่ กับขงเบ้ง ก็ดูงดงาม และลึกซึ้ง ไม่น้อย ตรงนี้่ค่อยรู้สึกน่าเชื่อขึ้นหน่อยว่าขงเบ้งเนี่ย คือยอดกุนซือ คนหนึ่ง</p>
<p>อ้อ มีฉากวับแวมระหว่าง เสียวเกี้ยว กะ จิวยี่อีกต่างหาก</p>
<p>&#8211;<br />
ที่มา &#8211; SIU, <a href="http://www.siamintelligence.com/wordpress/hanzhong_strateg/">Practical Utopia X : กลยืมซากคืนชีพของฮั่นต๋งอ๋อง</a>, Siam Intelligence Unit, 16 กรกฎาคม 2551 และ sikkha, <a href="http://www.palawat.com/p/?L=blogs.blog&#038;article=120">ศึกผาแดง Red Cliff</a>, Palawat, 29 กรกฎาคม 2551</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://readcamp.org/2008/11/three-kingdoms/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
<!-- WP Super Cache is installed but broken. The path to wp-cache-phase1.php in wp-content/advanced-cache.php must be fixed! -->