<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ReadCamp &#187; cultural politics</title>
	<atom:link href="http://readcamp.org/tag/cultural-politics/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://readcamp.org</link>
	<description>ทุกอย่างอ่านได้</description>
	<lastBuildDate>Fri, 28 May 2010 07:22:04 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0.1</generator>
		<item>
		<title>คนมองหนัง : ภาพตัวแทน แม่พลอย และ เปา บุ้น จิ้น</title>
		<link>http://readcamp.org/2008/11/ploy-bao-zheng-returns/</link>
		<comments>http://readcamp.org/2008/11/ploy-bao-zheng-returns/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 10 Nov 2008 05:11:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator>bact&#39;</dc:creator>
				<category><![CDATA[น่าอ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[cultural politics]]></category>
		<category><![CDATA[กาเหว่าที่บางเพลง]]></category>
		<category><![CDATA[ชนชั้นกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[ละครโทรทัศน์]]></category>
		<category><![CDATA[สี่แผ่นดิน]]></category>
		<category><![CDATA[อัสนี-วสันต์]]></category>
		<category><![CDATA[เกราะกายสิทธิ์]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กเลี้ยงแกะ]]></category>
		<category><![CDATA[เปาบุ้นจิ้น]]></category>
		<category><![CDATA[แม่พลอย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://culturelab.in.th/readcamp/?p=170</guid>
		<description><![CDATA[คนมองหนัง มองละครโทรทัศน์ กับภาพฉายสังคมการเมืองร่วมสมัย ความคาดหวังและโลกทัศน์ของผู้คนในสังคม ที่ปรากฏอยู่บนจอโทรทัศน์ ใน การกลับมาของ “แม่พลอย” และ “เปา บุ้น จิ้น” &#8211; การกลับมาของ แม่พลอย และ เปา บุ้น จิ้น: วิถีการต่อสู้ทางการเมืองวัฒนธรรมในบริบททางสังคมการเมืองไทยร่วมสมัย ความก้าวหน้าของละครโทรทัศน์ไทยยุคใหม่ ในระยะหลัง ๆ มานี้ ผมไม่ค่อยได้ดูหนัง (หมายความรวมทั้ง ภาพยนตร์ที่ฉายตามโรง และ ดีวีดีหรือวีซีดีของภาพยนตร์ที่ฉายตามโรง) สักเท่าไหร่ ทว่าสิ่งที่ผมกำลัง ติด อยู่ในปัจจุบัน กลับเป็นละครโทรทัศน์ในทุก ๆ ช่วงเวลา แท้จริงแล้ว ผมได้ห่างเหินจากละครโทรทัศน์ไปนานพอสมควร แต่เมื่อหวนกลับมาดูละครเหล่านี้อีกครั้งหนึ่ง ก็ทำให้ผมได้พบเห็นสิ่งที่น่าสนใจจำนวนมากปรากฏอยู่ใน ละครน้ำเน่า ตามสายตาชนชั้นสูงและชนชั้นกลางระดับสูงจำนวนน้อยในสังคมไทย จากมุมมองของผม สื่อบันเทิงบ้าน ๆ ที่มีสถานะเป็นวัฒนธรรมป๊อป อันถูกมองเป็นอุตสาหกรรมบันเทิงแบบสามัญ ไปจนถึง แบบสามานย์ กลับกลายเป็นผลงานวัฒนธรรมร่วมสมัยที่มีเนื้อหาทางสังคมก้าวล้ำไปไกลมาก หากเทียบกับผลงานวัฒนธรรมร่วมสมัยที่มีสถานะเป็นงานศิลปะมากกว่า อย่าง ภาพยนตร์ หรือ แม้กระทั่งหนังสือ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>คนมองหนัง มองละครโทรทัศน์ กับภาพฉายสังคมการเมืองร่วมสมัย ความคาดหวังและโลกทัศน์ของผู้คนในสังคม ที่ปรากฏอยู่บนจอโทรทัศน์ ใน <strong><a href="http://konmongnang.exteen.com/20060811/entry">การกลับมาของ “แม่พลอย” และ “เปา บุ้น จิ้น”</a></strong><br />
&#8211;</p>
<h3>การกลับมาของ แม่พลอย และ เปา บุ้น จิ้น: วิถีการต่อสู้ทางการเมืองวัฒนธรรมในบริบททางสังคมการเมืองไทยร่วมสมัย</h3>
<h4>ความก้าวหน้าของละครโทรทัศน์ไทยยุคใหม่</h4>
<p>ในระยะหลัง ๆ มานี้ ผมไม่ค่อยได้ดูหนัง (หมายความรวมทั้ง ภาพยนตร์ที่ฉายตามโรง และ ดีวีดีหรือวีซีดีของภาพยนตร์ที่ฉายตามโรง) สักเท่าไหร่ ทว่าสิ่งที่ผมกำลัง ติด อยู่ในปัจจุบัน กลับเป็นละครโทรทัศน์ในทุก ๆ ช่วงเวลา</p>
<p>แท้จริงแล้ว ผมได้ห่างเหินจากละครโทรทัศน์ไปนานพอสมควร แต่เมื่อหวนกลับมาดูละครเหล่านี้อีกครั้งหนึ่ง ก็ทำให้ผมได้พบเห็นสิ่งที่น่าสนใจจำนวนมากปรากฏอยู่ใน ละครน้ำเน่า ตามสายตาชนชั้นสูงและชนชั้นกลางระดับสูงจำนวนน้อยในสังคมไทย</p>
<p>จากมุมมองของผม สื่อบันเทิงบ้าน ๆ ที่มีสถานะเป็นวัฒนธรรมป๊อป อันถูกมองเป็นอุตสาหกรรมบันเทิงแบบสามัญ ไปจนถึง แบบสามานย์ กลับกลายเป็นผลงานวัฒนธรรมร่วมสมัยที่มีเนื้อหาทางสังคมก้าวล้ำไปไกลมาก หากเทียบกับผลงานวัฒนธรรมร่วมสมัยที่มีสถานะเป็นงานศิลปะมากกว่า อย่าง ภาพยนตร์ หรือ แม้กระทั่งหนังสือ (เช่น นวนิยายที่เข้ารอบรางวัลซีไรต์หลายเล่มซึ่งผมมีโอกาสได้อ่าน)</p>
<p>ประเด็นเรื่องเพศสภาพ (gender) ในละครเรื่อง เรือนนารีสีชมพู ได้เดินทางไปไกลมาก ๆ เกินกว่าที่ ภาพยนตร์เรื่อง แก๊งชะนีกับอีแอบ จะเดินทางไปถึง<br />
<span id="more-170"></span><br />
เพราะอย่างน้อย ป่าน ซึ่งเป็นชายรักร่วมเพศใน เรือนนารีสีชมพู ก็ยังสามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับบรรดาเพื่อนๆ ผู้หญิงของเธอในเรือนนารีได้อย่างมีความสุขและมีตัวตนในตอนจบของละครเรื่องดังกล่าว</p>
<p>ผิดกันอย่างลิบลับกับชายรักร่วมเพศใน แก๊งชะนีกับอีแอบ ที่ชีวิตของเขาต้องถูกกีดกันออกไปจากโลกของสาว ๆ จนกระทั่งตัวตนของชายรักร่วมเพศผู้นั้นต้องปลาสนาการหายไปจากจอภาพยนตร์ในที่สุด เมื่อภาพยนตร์ดังกล่าวเดินเรื่องมาถึงบทสรุปช่วงท้าย</p>
<p>ขณะที่โครงเรื่องของละครจักร ๆ วงศ์ ๆ ที่เรตติ้งกำลังกระฉูดอย่าง เกราะกายสิทธิ์ ก็ถือเป็นการพลิกกลับทางอุดมการณ์และเป็นการทำลายโครงเรื่องแบบเดิม ๆ ของละครจักร ๆ วงศ์ ๆ ทางโทรทัศน์อย่างมีรากฐานสำคัญ</p>
<p>ไม่เคยมีครั้งใด ที่ตัวร้ายในละครจักร ๆ วงศ์ ๆ จะข้ามพ้นจากความเป็นอมนุษย์ เช่น ยักษ์ หรือจากความเป็นมนุษย์ที่มีจิตใจชั่วร้าย เช่น มเหสีฝ่ายซ้ายขี้อิจฉา ไปสู่ความเป็นเทพที่ยิ่งใหญ่ทว่าเลวร้ายอย่างสุด ๆ ด้วยการแทรกแซงความเป็นไปบนโลกมนุษย์เพื่อปกป้องผลประโยชน์ส่วนตนอยู่ตลอดเวลา ดังที่ปรากฏใน เกราะกายสิทธิ์</p>
<p>ไม่เพียงแต่สร้างให้มายาคติประเภท เทพ คือ ความดี ยักษ์มาร คือ ความชั่ว ถูกกลับหัวกลับหางอย่างสิ้นเชิง โครงเรื่องของ เกราะกายสิทธิ์ ยังส่งผลให้เส้นขอบเขตของการจัดแบ่งคู่ตรงข้ามระหว่างฝ่ายธรรมะ กับ อธรรม ในละครจักร ๆ วงศ์ ๆ แบบเก่าพลอยพร่าเลือนไปด้วย</p>
<p>นอกจากเทพในละครเรื่องนี้จะชั่วร้ายอย่างสุด ๆ แล้ว เทพผู้สูงส่งก็ยังมีบริวารเป็นแม่มด กับ ค้างคาวผี ขณะที่ฝ่ายตรงข้าม คือ พระเอกนางเอกของเรื่อง ก็มีพันธมิตรเป็นทั้งแม่มด ผีโครงกระดูก อมนุษย์ครึ่งคนครึ่งสัตว์ หรืออาจรวมกระทั่งถึง ผีปอบสาว เส้นแบ่งระหว่างธรรมะ กับอธรรม ที่เคยถูกจำแนกได้อย่างเด่นชัดจากลักษณะภายนอกของตัวละครในละครจักร ๆ วงศ์ ๆ แบบเก่า จึงถูกทำให้เลือนรางและสับสนปนเปไปหมดอย่างน่าสนใจ</p>
<p>แม้รูปลักษณ์ภายนอกของละครจักร ๆ วงศ์ ๆ ยุคใหม่อย่าง เกราะกายสิทธิ์ จะหนีห่างไปจากความเป็นละครพื้นบ้านแบบไทย ๆ และค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นละครแฟนตาซีมากยิ่งขึ้นทุกวัน แต่เนื้อหาที่ละครดังกล่าวนำเสนอ กลับมีความสมจริงอย่างยิ่งเมื่อนำมาเทียบเคียงกับสภาพของสังคมการเมืองในยุคปัจจุบัน</p>
<h4>การย้อนกลับหลังของละครโทรทัศน์ไทยในยุคปัจจุบัน</h4>
<p>อย่างไรก็ตาม โลกของละครโทรทัศน์ไทยในยุคปัจจุบัน ไม่ได้มีเพียงมิติของความก้าวหน้าอย่างน่าสนใจเท่านั้น หากแต่ยังมีมิติของการย้อนกลับหลังอย่างน่าสนใจเช่นกัน</p>
<p>ปรากฏการณ์อันน่าสนใจที่กำลังเกิดขึ้นกับสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ในขณะนี้ น่าจะพอบ่งบอกถึงมิติการย้อนกลับหลังของละครโทรทัศน์ไทยได้เป็นอย่างดี</p>
<p>ทั้งการหวนกลับคืนสู่จอโทรทัศน์ของละครเรื่อง สี่แผ่นดิน ฉบับจินตหรา-ฉัตรชัย และละครจีนเรื่อง เปา บุ้น จิ้น ที่เคยโด่งดังเมื่อกว่าสิบปีที่แล้ว ในเวลาที่ใกล้เคียงกัน</p>
<p>แต่มิติของการย้อนกลับหลังดังกล่าวก็ไม่น่าจะมีนัยยะหมายถึง ความล้าหลังตกต่ำ การไม่มีอะไรขาย จนต้องขุดของเก่าขึ้นมาขาย ในทางกลับกัน มันอาจมีนัยยะหมายถึง การหวนกลับคืนไปสู่อดีตอันรุ่งเรือง และ ดีงาม อีกครั้งหนึ่ง</p>
<p>ซึ่งเราจะไม่สามารถมองเห็นความสัมพันธ์ระหว่าง แม่พลอย และ เปา บุ้น จิ้น กับ ภาพอดีตอันรุ่งเรืองดีงามได้เลย หากเราละเลยที่จะนำสภาพสังคมการเมืองไทยในปัจจุบันมาซ้อนทับเทียบเคียงกับ การหวนคืนจอของละครจากอดีตกาลทั้งสองเรื่องดังกล่าว</p>
<h4>เมื่อผลงานทางวัฒนธรรมไม่อาจแยกขาดจากบริบททางสังคมร่วมสมัย</h4>
<p>ผมคิดว่า เราไม่สามารถจะพิจารณาผลงานทางวัฒนธรรมใด ๆ ทั้งหนัง ละคร หนังสือ เพลง ฯลฯ ในฐานะของพื้นที่ซึ่งมีอิสระโดยสมบูรณ์ในตัวเองและแยกขาดออกจากบริบททางสังคมอย่างสิ้นเชิงได้ หากแต่ผลงานทางวัฒนธรรมในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ ย่อมต้องมีความสัมพันธ์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งกับวิถีทางที่กำลังดำเนินไปของสังคมในช่วงเวลานั้น ๆ</p>
<p>ตัวอย่างที่ดีกรณีหนึ่ง ซึ่งจะชี้ให้เห็นถึงทางสองแพร่งของการพิจารณาผลงานทางวัฒนธรรมไทยร่วมสมัย ว่าจะมีฐานะเป็นพื้นที่อิสระซึ่งแยกขาดออกจากบริบททางสังคมอย่างสิ้นเชิง หรือ จะมีฐานะเป็นผลิตผลของสภาพสังคมในยุคนั้น ๆ ก็ได้แก่ การวิจารณ์ผลงานเพลงอัลบั้มล่าสุดของอัสนีและวสันต์ โชติกุล ที่มีชื่อว่า เด็กเลี้ยงแกะ อย่างแตกแยกออกจากกันชัดเจนเป็นสองมุมมองของนักวิจารณ์เพลงไทยสากลร่วมสมัย</p>
<p>โดย พรเทพ เฮง จากผู้จัดการ และ วิภว์ บูรพาเดชะ จากแฮมเบอร์เกอร์ มองว่า เนื้อหาของเพลงจำนวนมากและการจัดวางตำแหน่งเพลงในอัลบั้มชุดล่าสุดของ พี่น้องจากจังหวัดเลยคู่นี้ มีนัยยะที่กระทบกระเทียบและเตือนใจผู้นำทางการเมืองไทยคนปัจจุบันได้อย่าง แหลมคม</p>
<p>แต่นักวิจารณ์ในสายนิตยสารสีสัน อย่าง วิรัตน์ โตอารีย์มิตร (เขียนวิจารณ์งานเพลงชุดนี้ในเนชั่น สุดสัปดาห์) รุ่งฟ้า ลิ้มหัสนัยกุล (เขียนวิจารณ์งานชุดนี้ในเนชั่น สุดสัปดาห์เช่นกัน) และวรเศรษฐ์ เพชรมี (เขียนวิจารณ์งานชุดนี้ในสีสัน) กลับมองงานเพลงชุดล่าสุดของอัสนี-วสันต์ ว่า เป็นงานเพลงที่ไม่มีอะไรใหม่ในทางดนตรี และซ้ำทางกับงานชุดเก่า ๆ โดยทั้งสามคนแทบจะไม่พิจารณาผลงานเพลงชุดนี้ในบริบทของสังคมการเมืองไทยร่วมสมัย นอกจากนั้น นรเศรษฐ หมัดคง ดีเจและนักวิจารณ์ดนตรี ผู้มักจะชอบแสดงความคิดเห็นทางการเมืองอยู่เสมอในงานเขียนของเขา ยังเขียนวิจารณ์งานเพลงชุดหนึ่งของวงดนตรีรุ่นเก๋าจากต่างประเทศวงหนึ่งลงใน สีสันว่า เป็นงานที่แสดงให้เห็นถึงความเก๋าของฝีมือ ไม่เหมือนกับ เด็กเลี้ยงแกะ แถว ๆ เมืองไทย</p>
<p>จากบทสัมภาษณ์อัสนีและวสันต์ โดยรุ่งฟ้า ที่ตีพิมพ์ลงในนิตยสารสีสัน จะสังเกตเห็นได้ว่ารุ่งฟ้าพยายามสอบถามถึงนัยยะของชื่ออัลบั้มและชื่อเพลง เด็กเลี้ยงแกะ ว่ามีความหมายถึงสภาพการเมืองไทยในปัจจุบันหรือไม่ อัสนีผู้พี่ตอบอย่างเด่นชัดว่า งานเพลงชุดนี้ไม่มีนัยยะอันเกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองเลย</p>
<p>อย่างไรก็ตาม การที่ผู้สร้างผลงานทางวัฒนธรรมพยายามปฏิเสธว่า ผลงานของตนไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรเลยกับเรื่องการเมืองนั้น หมายความว่า เขาจะไม่กล่าวถึงประเด็นทางการเมืองใด ๆ ในผลงานของตนเองเลยหรือ?</p>
<p>คำถามดังกล่าว ทำให้ผมหวนคิดไปถึงเมื่อครั้งที่ตนเองได้เรียนวิชานวนิยายกับการเมือง ซึ่งสอนโดยนักปรัชญาการเมืองผู้ยึดมั่นกับแนวทางสันติวิธีอย่างไม่เสื่อมคลาย ในสมัยยังเรียนปริญญาตรีอยู่ที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นวนิยายเล่มหนึ่งที่นักศึกษาจะต้องอ่านในวิชานั้น ก็คือ นวนิยายเรื่อง กาเหว่าที่บางเพลง ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช</p>
<p>คึกฤทธิ์พยายามเขียนไว้ในคำนำของหนังสือว่า นวนิยายเรื่องนี้ไม่ได้ความเกี่ยวข้องใด ๆ เลยกับเรื่องการเมือง จากคำนำดังกล่าว ส่งผลให้เกิดวิวาทะขึ้นระหว่างผู้เรียนในชั้น ฝ่ายหนึ่งเชื่อว่า ยิ่งผู้เขียนพยายามระบุว่านวนิยายของตนไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองมาก ขึ้นเท่าใด นวนิยายเล่มดังกล่าวก็ยิ่งต้องมีความเกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองมากขึ้น เท่านั้น และเป็นหน้าที่ของผู้อ่านนวนิยายที่จะต้องพยายามค้นหานัยยะทางการเมืองที่ ซุกซ่อนอยู่ในหนังสือให้พบ ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งกลับเชื่อตามคึกฤทธิ์ว่า เมื่อผู้เขียนบอกว่านวนิยายของตนไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง ก็ย่อมแสดงว่า นวนิยายเรื่องนี้ไม่มีนัยยะทางการเมืองใด ๆ แฝงอยู่ ดังนั้น เราจึงควรอ่านนวนิยายเล่มนี้ให้สนุก โดยไม่ต้องไปคิดถึงเรื่องการเมืองใด ๆ</p>
<p>ภายหลังจากการถกเถียงเกี่ยวกับคำนำ การเดินทางไปสู่ตัวบทของ กาเหว่าที่บางเพลง อย่างละเอียดรอบคอบพอสมควร และการพิจารณาถึงบริบททางสังคมการเมืองที่รายรอบนวนิยายเรื่องนี้แล้ว บท สรุปของผู้เรียนในชั้นจึงมีความเห็นค่อนข้างจะพ้องต้องกันว่า นวนิยายเรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกับการเมืองอย่างไม่ต้องสงสัย โดยเฉพาะสภาพสังคมการเมืองไทยในยุคที่พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ยังดำรงอยู่ คือ เด็ก ๆ เชื้อสายมนุษย์ต่างดาว ก็เปรียบเสมือนบรรดาสมาชิกของพคท. ที่มีวิถีคิด อุดมการณ์ไม่เหมาะสมกับบางเพลง อันเปรียบเสมือนสังคมไทยจำลอง และในที่สุดเด็ก ๆ เหล่านั้นก็ต้องล้มตายหายจากไปจากบางเพลง ดุจเดียวกันกับการล่มสลายลงของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย</p>
<p>แต่บทเรียนสำคัญยิ่งอีกประการหนึ่งที่ผมได้รับจากนวนิยายเรื่อง กาเหว่าที่บางเพลง ก็คือ เพียงแค่ผู้เขียนกล่าวปฏิเสธว่านวนิยายของเขาไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง นั่นก็ถือเป็นเรื่องการเมืองอย่างยิ่งแล้ว เนื่องจากประโยคปฏิเสธดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า นวนิยายดังกล่าวไม่สามารถหลุดพ้นไปจากความสัมพันธ์กับเรื่องการเมืองได้ (แม้จะสัมพันธ์แบบไม่เกี่ยวข้องก็ตามที) และการเมืองก็น่าจะถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งต่อการมองโลกของผู้เขียน จนถึงกับต้องกล่าวปฏิเสธว่านวนิยายของตนไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องสำคัญดัง กล่าวในส่วนของคำนำ</p>
<p>ด้วยเหตุนี้ ผมจึงเห็นว่า หากเราฟังผลงานเพลงชุดล่าสุดของอัสนี-วสันต์ อย่างเทียบเคียงกับบริบททางสังคมการเมืองไทยร่วมสมัยอย่างถี่ถ้วนแล้ว เราก็จะพบว่าเนื้อหาของหลาย ๆ เพลงในผลงานชุดนี้ มีนัยยะที่สะท้อนให้เห็นถึงสภาพสังคมการเมืองไทยร่วมสมัยอย่างชัดเจนและน่าสนใจ ทั้งที่สะท้อนผ่านนิทานอีสปอย่างเด็กเลี้ยงแกะ ผ่านเพลงที่มีเนื้อหาจริงจังอย่าง ดิน น้ำ ลม ไฟ ผ่านเพลงรักอย่าง เจ็บแต่ดี ผ่านเพลงประกอบละครอย่าง ยืนหยัด ยืนยง ไปจนกระทั่งสะท้อนผ่านเพลงเก่าที่ถูกนำมาทำใหม่อย่าง ยิ่งสูงยิ่งหนาว แม้ว่าตัวเจ้าของผลงานจะแสร้งทำเป็นกล่าวว่า งานเพลงของตนไม่มีความเกี่ยวข้องกับการเมืองเลยก็ตาม</p>
<p>ดังนั้น เมื่อเราลองหันกลับมาพิจารณาสภาพสังคมการเมืองไทยในปัจจุบัน โดยเฉพาะในมุมมองของคนชั้นกลางและชนชั้นนำส่วนหนึ่งในสังคม เราก็จะเห็นได้ว่า มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ แม่พลอย และ เปา บุ้น จิ้น จะต้องหวนกลับคืนมาสู่จอโทรทัศน์ไทยอีกครั้งหนึ่ง</p>
<h4>วิกฤตการณ์ของสังคมการเมืองไทยในสายตาคนชั้นกลางและชนชั้นสูงจำนวนหนึ่ง กับ การกลับมาของ แม่พลอย และ เปา บุ้น จิ้น</h4>
<p>การบริหารราชการแผ่นดินที่ผิดพลาดจำนวนมากของรัฐบาลทักษิณ เช่น เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนในประเด็นต่าง ๆ ดังที่คนชั้นกลางและชนชั้นนำฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลมักจะกล่าวถึงกัน เพราะพวกเขามองว่านี่เป็นความผิดฉกรรจ์ของรัฐบาลชุดนี้ และเรื่องการใช้อำนาจสัมบูรณาญาสิทธิ์ของรัฐบาลที่มีเสียงข้างมากอย่าง เด็ดขาดจัดการกับชีวิตของคนดังราวกับว่า รัฐไทยไม่ได้มีสถานภาพเป็น นิติรัฐ ทั้งการฆ่าตัดตอนในสงครามปราบปรามยาเสพติด มาจนกระทั่งถึง เหตุการณ์ที่มัสยิดกรือเซะและโศกนาฏกรรมที่ตากใบ ซึ่งเป็นเรื่องที่คนชั้นกลางและชนชั้นนำฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลไม่ให้ความสนใจสัก เท่าไหร่ บ่งบอกถึงอาการที่ไม่ค่อยดีของสังคมการเมืองไทยร่วมสมัยได้เป็นอย่างดี</p>
<p>จากมุมมองของคนชั้นกลางในกรุงเทพฯและตามหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศ รวมทั้งชนชั้นนำของสังคมไทยที่ยึดโยงตนเองอยู่กับขั้วอำนาจซึ่งตรงกันข้าม กับทักษิณ ชินวัตร และพรรคไทยรักไทย สภาพสังคมการเมืองไทยในตอนนี้ถือได้ว่าอยู่ในสภาวะวิกฤตหนัก จึงเป็นธรรมดาที่คนชั้นกลางผู้มีความอ่อนไหวง่ายในทางการเมือง และชนชั้นนำส่วนหนึ่งในสังคมที่รู้สึกว่าอำนาจและผลประโยชน์ต่าง ๆ เริ่มจะห่างหายจากตนเองไปมากขึ้นทุกที จะต้องโหยหาหลักยึดทางการเมืองที่มั่นคงและทรงพลานุภาพยิ่งกว่าทักษิณและไทย รักไทย</p>
<p>พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ หลักยึดทางการเมืองที่มั่นคงและทรงพลานุภาพดังกล่าว ทั้งในความคิดของคนชั้นกลางและชนชั้นนำเหล่านั้น และในสภาพความเป็นจริงของสังคมการเมืองไทย</p>
<p>คนชั้นกลางและชนชั้นนำไทยจำนวนหนึ่งจึงพยายามทำให้สถานะที่อยู่ เหนือ การเมืองขององค์พระมหากษัตริย์ มีความหมายว่า ทรงมีตำแหน่งแห่งที่อยู่ ณ ส่วนยอดสุดของสังคมการเมืองไทย และทรงสามารถจะมีบทบาทในทางการเมืองได้โดยตรงภายในสังคมการเมืองดังกล่าว มิใช่หมายความว่า ทรงอยู่นอกเหนือไปจากสังคมการเมืองไทย และไม่สามารถจะทรงมีบทบาททางการเมืองอย่างตรงไปตรงมาดุจดังนักการเมือง ธรรมดาได้</p>
<p>พวกเขาพยายามตีความรัฐธรรมนูญมาตรา 7 ให้ สอดคล้องกับจุดประสงค์ทางการเมืองของตนเอง แต่แล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงปฏิเสธว่า พระองค์ไม่สามารถจะใช้พระราชอำนาจตามรัฐธรรมนูญมาตราดังกล่าวได้</p>
<p>ทว่าพระองค์ทรงเลือกใช้พระราชอำนาจผ่านทางสถาบันตุลาการ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในอำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย ให้เข้ามาแก้ไขปัญหาวิกฤตทางสังคมการเมืองไทยที่กำลังเกิดขึ้น</p>
<p>พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสถาบันตุลาการซึ่งมีหน้าที่รับสนองพระราชดำรัสในการแก้ไขปัญหาของสังคม การเมืองไทยยุคปัจจุบัน จึงเปรียบได้เป็นหลักยึดทางการเมืองที่มั่นคงและทรงพลานุภาพยิ่งของคนชั้น กลางและชนชั้นนำจำนวนหนึ่งในสังคมการเมืองไทย</p>
<p>ดูเหมือนว่า หลักยึดทางการเมืองดังกล่าวจะมีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น และคล้ายว่าจะมากยิ่งกว่าอำนาจของทักษิณและพรรคไทยรักไทย ดังจะเห็นได้จากพลังของฝูงชนจำนวนมากที่ถวายความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวโรกาสที่ทรงครองราชย์ครบ 60 ปี พลังของฝูงชนที่แสดงความห่วงใยอย่างยิ่ง เมื่อทราบข่าวว่าพระเจ้าแผ่นดินของพวกเขาทรงกำลังรับการรักษาอาการประชวร อยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช และพลังทางการเมืองของศาลต่าง ๆ ที่เริ่มแสดงบทบาทอันตรงกันข้ามกับรัฐบาลไทยรักไทยอย่างมากยิ่งขึ้นเป็น ลำดับ</p>
<p>ขณะเดียวกัน ข่าวคราวความขัดแย้งไม่ลงรอยกันระหว่างทักษิณกับสถาบันหลักของชาติไทยก็คล้ายจะถูกแพร่กระจายออกสู่สังคมมากยิ่งขึ้น</p>
<p>แน่นอนว่า โลกของโทรทัศน์ ย่อมเป็นโลกที่ถูกจับจ้องโดยสายตาของคนจำนวนมากในสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนชั้นล่างผู้ยากจน (ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักในนโยบายประชานิยมของรัฐบาลไทยรักไทย) แต่ความเป็นไปของโลกดังกล่าวกลับไม่ได้ถูกกำหนดโดยอำนาจของคนชั้นล่างส่วน ใหญ่ในสังคมแต่อย่างใด อำนาจที่จะกำหนดความเป็นไปในโลกของโทรทัศน์ กลายเป็นอำนาจของคนชั้นกลางและชนชั้นนำ ซึ่งเป็นปัญญาชนผู้มีอำนาจครอบครองและกำหนดทิศทางของสื่อมวลชนแขนงต่าง ๆ ภายในสังคม รวมถึงโทรทัศน์</p>
<p>ความแตกต่างในประเด็นเรื่องชนชั้นระหว่างสถานีโทรทัศน์ก็เป็นสิ่งสำคัญอีกประการ หนึ่งที่เราพึงพิจารณา เมื่อโลกของสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 เป็น โลกที่ถูกจับจ้องโดยสายตาของคนชั้นกลางในสังคมไทยในอัตราที่ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7</p>
<p>ด้วยเหตุนี้ โลกทัศน์ของคนชั้นกลางและชนชั้นนำจำนวนหนึ่งในสังคมไทยที่มีต่อสภาพสังคม การเมืองร่วมสมัย จึงถูกแสดงออกผ่านทางการหวนคืนกลับมาสู่จอโทรทัศน์อีกครั้งของละครเรื่อง สี่แผ่นดิน และ เปา บุ้น จิ้น โดยไทยทีวีสีช่อง 3</p>
<p>เมื่อคนชั้นกลางและชนชั้นนำจำนวนหนึ่งในสังคมไทยกำลังทนทุกข์ว่า สังคมการเมืองไทยที่วิกฤตหนักขณะนี้ กำลังต้องการพระบารมีขององค์พระมหากษัตริย์มาเป็นที่พึ่งและช่วยค้ำจุนอย่าง เร่งด่วน อะไรเล่าจะช่วยรักษาอาการทนทุกข์ดังกล่าวของพวกเขาได้ดีกว่า ภาพของอดีตอันรุ่งเรืองดีงามที่แผ่นดินสยามถูกปกครองโดยองค์พระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีในละครเรื่อง สี่แผ่นดิน</p>
<p>ถึงแม้ว่าสองแผ่นดินหลังในชีวิตของ แม่พลอย อำนาจในการปกครองประเทศจะตกมาอยู่ในมือของคณะราษฎร และวันสิ้นชีวิตของ แม่พลอย จะเป็นวันเดียวกับวันสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8 แต่ก็ต้องยอมรับว่า นวนิยายเรื่อง สี่แผ่นดิน ที่แต่งโดยนักการเมืองฝ่ายกษัตริย์นิยมผู้เปรื่องปราดอย่าง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนวนิยายที่สร้างภาพอันงดงามยิ่งใหญ่ให้แก่สถาบันพระมหากษัตริย์ในสมัย สมบูรณาญาสิทธิราชย์ และสร้างภาพอันโศกเศร้าเคล้ารันทดหดหู่เมื่ออำนาจการปกครองประเทศตกไปอยู่ใน มือของคณะราษฎร ผู้ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี พ.ศ. 2475</p>
<p>นวนิยายเรื่อง สี่แผ่นดิน จึงทำหน้าที่อย่างสำคัญยิ่งในการตอกย้ำให้สังคมไทยเห็นถึงความสำคัญของ สถาบันพระมหากษัตริย์ ผ่านภาพอดีตที่รุ่งเรืองดีงามในชีวิตวัยเยาว์และวัยสาวของแม่พลอย</p>
<p>นอกจากนี้ แม้ว่าวันสุดท้ายของชีวิต แม่พลอย อันเป็นวันสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8 ด้วย นั้นจะนำความโศกเศร้ามาสู่ผู้ดูละครและผู้อ่านนวนิยายจำนวนมาก แต่เราคงไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ภายหลังจากวันอันโศกเศร้าดังกล่าว ท้องฟ้าอันมืดครึ้มก็พลันเปลี่ยนสีเป็นสว่างสดใส เมื่อพระมหากษัตริย์องค์ใหม่ได้ขึ้นครองราชย์ และต่อมาจนถึงปัจจุบัน พระองค์จะทรงกลายเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ทรงอำนาจและมีพระบารมีมากที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย</p>
<p>ภาพอดีตอันงดงามรุ่งเรืองในละครเรื่อง สี่แผ่นดิน ที่เชื่อมโยงอย่างนวลเนียนกับสถานะอันสูงส่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน จึงถือเป็นโอสถอันมีประสิทธิภาพยิ่งสำหรับคนชั้นกลางและชนชั้นนำในสังคมไทย ที่กำลังทนทุกข์อยู่กับโรคภัยร้ายแรงที่พวกเขาเชื่อว่าเกิดขึ้นจากระบอบทักษิณ</p>
<p>ตามความเห็นของผม การหวนกลับคืนมาสู่จอโทรทัศน์อีกครั้งหนึ่งของละครจีนเรื่อง เปา บุ้น จิ้น ก็มีที่มาอันเชื่อมโยงกับการหวนคืนของ สี่แผ่นดิน และสภาวะวิกฤตของสังคมการเมืองไทยในสายตาของคนชั้นกลางและชนชั้นนำบางส่วน อย่างไม่อาจแยกขาดจากกันได้</p>
<p>เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระราชดำรัสให้สถาบันตุลาการเข้ามาทำหน้าที่คลี่คลายวิกฤตทางการเมืองที่เกิดขึ้น ความหวังทั้งมวลในการรักษาโรคภัยร้ายแรงอันเกิดจากระบอบทักษิณที่คนชั้นกลาง และชนชั้นนำบางส่วนกำลังประสบอยู่ จึงถูกถ่ายโอนไปยังบุคลากรฝ่ายศาลจนเกือบหมด</p>
<p>อาจกล่าวได้ว่า อำนาจของสถาบันตุลาการได้กลายเป็นความใฝ่ฝันอันงดงามครั้งใหม่ของคนชั้นกลาง และชนชั้นนำบางส่วนในสังคมการเมืองไทย ซึ่งความใฝ่ฝันครั้งใหม่ดังกล่าวก็ถูกสะท้อนผ่านการปรากฏตัวขึ้นใหม่ของ เปา บุ้น จิ้น แห่งศาลไคฟง</p>
<p>เมื่อคนจำนวนหนึ่งของสังคมไทยโหยหาบุคลากรฝ่ายตุลาการผู้มีความซื่อสัตย์ สุจริต ยุติธรรม เพื่อให้เขาเข้ามาแก้ไขปัญหาร้ายแรงของชาติ แล้วใครเล่าที่จะเป็นภาพตัวแทนของอาการโหยหาตงฉินและความใฝ่ฝันครั้งใหม่ได้ ดีเท่ากับ เปา บุ้น จิ้น</p>
<p>น่าสนใจว่า เมื่อคนในสังคมไทยจำนวนหนึ่งหวังพึ่งพระบารมีของพระมหากษัตริย์ พวกเขาอาจนึกถึงละครเรื่อง สี่แผ่นดิน รวมทั้ง ละครและหนังไทยอิงประวัติศาสตร์เรื่องอื่น ๆ ได้อีกมากมาย แต่เมื่อพวกเขาหวังพึ่งพาความใฝ่ฝันครั้งใหม่หรือความหวังใหม่อย่างสถาบัน ตุลาการ ภาพตัวแทนความใฝ่ฝันของพวกเขากลับต้องลอยละล่องไปไกลถึงเมืองจีน อันอาจบ่งบอกได้ถึง ตำแหน่งแห่งที่อันเพิ่งจะปรากฏอย่างชัดเจนเป็นครั้งแรกของสถาบันดังกล่าวใน สังคมการเมืองไทย จนหลายคนเป็นห่วงว่า บุคลากรฝ่ายตุลาการอาจมีประสบการณ์ไม่มากพอ เมื่อต้องรับภาระอันหนักอึ้งในการแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์ทางการเมือง</p>
<p>จึงสามารถกล่าวได้ว่า ในความทรงจำทางการเมืองของผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมไทยแล้ว บทบาทของสถาบันตุลาการแทบไม่เคยปรากฏมาก่อน (ถึงแม้จะเคยปรากฏ ก็เป็นการปรากฏในฐานะส่วนตัวไม่ใช่ในฐานะสถาบัน คือ มีบุคลากรฝ่ายตุลาการบางคนที่เคยได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทว่า บุคคลเหล่านั้นก็ไม่ได้มีฐานะเป็นผู้นำทางการเมืองที่เป็นต้นแบบสักเท่าไหร่ บางคนถูกมองว่าอ่อนเกินไปเหมือนมะเขือเผา ส่วนบางคนก็มีอุดมการณ์ทางการเมืองที่ขวาเกินไป จนอยู่ในตำแหน่งได้ไม่นาน) เมื่อไร้ซึ่งตัวตนในความทรงจำของผู้คน ผู้คนจึงไม่สามารถค้นหาภาพตัวแทนที่เป็นสัญลักษณ์ของตุลาการผู้เที่ยงธรรม แบบไทย ๆ ได้อย่างง่ายดาย จนสุดท้ายแล้ว ภาระหนักจึงต้องตกไปอยู่ที่ เปา บุ้น จิ้น อีกครั้ง</p>
<p>การหวนกลับคืนสู่จอโทรทัศน์อีกครั้งของละครอย่าง สี่แผ่นดิน และ เปา บุ้น จิ้น หรือ การย้อนกลับมาของภาพอดีตอันรุ่งเรืองดีงาม จึงอาจเป็นการต่อสู้ทาง การเมืองวัฒนธรรม (cultural politic) อีกรูปแบบหนึ่งของคนชั้นกลางและชนชั้นนำบางส่วนซึ่งยึดกุมสื่อมวลชนบางแขนงอยู่ในมือ ที่มีต่อผู้นำประเทศอย่าง ทักษิณ ชินวัตร</p>
<h4>ความชุลมุนวุ่นวายไม่รู้จบของการแย่งชิงเกราะกายสิทธิ์ และ การต่อสู้ทางการเมืองที่แนบเนียนยิ่งขึ้นในทุกขณะ</h4>
<p>แม้บางคนอาจจะมองว่า ตระกูลของผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 นั้น มีความสัมพันธ์อันแนบชิดกับรัฐบาลไทยรักไทย จนถึงกับมีคนในตระกูลดังกล่าวได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้</p>
<p>อย่างไรก็ตาม การต่อสู้ แย่งชิงผลประโยชน์ในทางการเมืองนั้น ไม่เคยแบ่งอะไรออกเป็นสองขั้วอย่างง่ายดายและชัดเจน ชีวิตของผู้คน ทั้งคนใหญ่คนโต หรือ คนเล็กคนน้อย ในสังคมการเมือง ต่างสามารถแทงกั๊กทางการเมืองได้เสมอ เช่น เขาอาจเลือกตั้งผู้นำทางการเมืองคนหนึ่ง ขณะเดียวกัน เขาก็อาจจะแสดงความรักต่อผู้นำทางการเมืองอีกคนซึ่งอยู่ฝ่ายตรงกันข้ามกับ ผู้นำทางการเมืองที่เขาเลือก ตราบใดที่การแทงกั๊กดังกล่าวจะให้ประโยชน์และคุ้มครองชีวิตของพวกเขาได้</p>
<p>เช่นเดียวกันกับ นักการเมืองบางคน ที่ในบางเวลา เขาอาจทำงานและทุ่มเทเงินทุนจำนวนมากให้กับพรรคการเมืองต้นสังกัด ตราบ ใดที่หัวหน้าพรรคการเมืองดังกล่าวยังมีอำนาจยิ่งใหญ่ และสามารถบันดาลผลประโยชน์บางอย่างให้แก่เขาได้ แต่เมื่อใดที่หัวหน้าพรรคของเขาเริ่มมีวี่แววจะสูญสิ้นวาสนาหรือจวนเจียนจะ หมดอำนาจ นักการเมืองคนนั้น รวมถึงวงศ์ตระกูลของเขา ก็ย่อมจะสามารถตีตัวออกห่าง กระทั่งทำตัวเป็นศัตรูลับ ๆ ต่อหัวหน้าพรรคของตนได้เสมอ</p>
<p>ธรรมชาติของสังคมการเมืองจึงดำเนินไปอย่างสับสนปนเปและมีการต่อสู้ในมิติต่าง ๆ ที่ชุลมุนวุ่นวายตลอดมา เพราะการแบ่งสรรผลประโยชน์ของผู้คนทั้งหลายในสังคมการเมืองนั้นไม่เคยมีวัน ลงตัว หรือ อาจกล่าวได้ว่าเป็นโครงการที่ไม่มีวันจบ</p>
<p>ความสับสนปนเปและความชุลมุนวุ่นวายดังกล่าว ก็คงคล้าย ๆ กับสิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อทั้งเทพ ผี อมนุษย์ แม่มด กษัตริย์ ข้าราชบริพาร สามัญชนคนธรรมดา ตลอดจนมนุษย์ต่างดาว? (จากบุรีปลายฟ้า) ได้มีชะตากรรมเข้ามาเกี่ยวพันกันในการแย่งชิง เกราะกายสิทธิ์ หากแต่ความสับสนวุ่นวายใน เกราะกายสิทธิ์ คงต้องถึงจุดจบสิ้นลงในสักวันหนึ่ง (แม้ว่าละครจะถูกยืดเรื่องอย่างเห็นได้ชัดก็ตาม) ขณะที่ความสับสนวุ่นวายของสังคมการเมืองคงจะไม่มีวันสิ้นสุด และการต่อสู้ทางการเมืองในรูปแบบใหม่ ๆ ก็ย่อมเกิดขึ้นมาอยู่ตลอดเวลา</p>
<p>ทั้งนี้การต่อสู้ทางการเมืองในหลาย ๆ มิตินั้น ได้ถูกซุกซ่อนอยู่อย่างแนบเนียนกับวิถีชีวิตประจำวันอันดูคล้ายจะธรรมดาสามัญของผู้คนในสังคมการเมือง จนบางครั้ง เราไม่ทันได้สังเกตเห็นมัน กระทั่งเราอาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าแนวคิดทางการเมืองบางแนวคิดได้ค่อย ๆ ซึมซาบเข้าสู่ความคิดของตนเอง และกลายเป็นตัวกำหนดวิธีการมองโลกของเราไปเรียบร้อยแล้ว</p>
<p>&#8211;<br />
ที่มา &#8211; <a href="http://konmongnang.exteen.com/20060811/entry">การกลับมาของ “แม่พลอย” และ “เปา บุ้น จิ้น”</a>, more than cinemas, 11 สิงหาคม 2549</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://readcamp.org/2008/11/ploy-bao-zheng-returns/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คนมองหนัง : แฟต อวอร์ดส ครั้งที่ 5 รางวัลดนตรีที่ &quot;พอเพียง&quot;</title>
		<link>http://readcamp.org/2008/11/self-sufficient-music-awards/</link>
		<comments>http://readcamp.org/2008/11/self-sufficient-music-awards/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 06 Nov 2008 15:36:09 +0000</pubDate>
		<dc:creator>bact&#39;</dc:creator>
				<category><![CDATA[น่าอ่าน]]></category>
		<category><![CDATA[cultural politics]]></category>
		<category><![CDATA[language]]></category>
		<category><![CDATA[naming]]></category>
		<category><![CDATA[ชื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[บิดเบี้ยว]]></category>
		<category><![CDATA[พอเพียง]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษา]]></category>
		<category><![CDATA[ยั่วล้อ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://culturelab.in.th/readcamp/?p=115</guid>
		<description><![CDATA[คนมองหนัง เขียนถึงรางวัลดนตรี แฟต อวอร์ดส โดยสถานีวิทยุเพลง &#8220;อินดี้&#8221; ยอดนิยม แฟต เรดิโอ ในช่วงเวลาหลังรัฐประหารหมาด ๆ ห้วงยามที่ผู้คนแทบจะสำลักกับคำว่า &#8220;พอเพียง&#8221; (ที่ได้ยินกันจน &#8220;เกินพอ&#8221;) &#8212; ข้อเขียนชิ้นนี้มาจากบล็อก cultural politics ที่เขาเขียนร่วมกับเพื่อน &#8211; จากแฟต อวอร์ดส์ ครั้งที่ 5 รางวัลดนตรีที่พอเพียง ถึงการเมืองวัฒนธรรมในยุค คมช. และรัฐบาลขิงแก่ เมื่อ สุดสัปดาห์ที่แล้ว ขณะเดินทางอยู่ในรถยนต์ที่กำลังโลดแล่นบนทางด่วนและเปิดวิทยุฟังเพลงไปด้วย หูเจ้ากรรมทั้งสองข้างของผมก็พลันได้ยินเสียงสป็อตโฆษณาทางวิทยุที่มีความ น่าสนใจ และเชิญชวนให้คนฟังอย่างผมได้อมยิ้ม จนกระทั่งเกือบหัวเราะออกมาเบา ๆ เสียด้วยซ้ำไป สป็อตโฆษณาดังกล่าว เป็นโฆษณาเกี่ยวกับการประกาศผลรางวัลทางดนตรีที่มีชื่อว่า แฟต อวอร์ดส์ ครั้งที่ 5 ซึ่งกระจายเสียงผ่านคลื่นวิทยุ 104.5 แฟต เรดิโอ โดยเนื้อหาของโฆษณาก็พยายามประชาสัมพันธ์ให้คนฟังวิทยุที่ผ่านการคัดเลือก จากทางคลื่นเดินทางไปลงคะแนนเสนอชื่อศิลปินผู้จะได้รับรางวัลในสาขาต่าง ๆ ณ สถานที่และเวลาตามที่นัดหมายไว้ สำหรับสโลแกนของแฟต อวอร์ดส์ในครั้งนี้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><a href="http://konmongnang.exteen.com/">คนมองหนัง</a> เขียนถึงรางวัลดนตรี <a href="http://www.bangkokbiznews.com/2007/03/07/WW06_WW06_news.php?newsid=57795" title="แฟต อวอร์ดส ครั้งที่ 5 รางวัลดนตรีที่พอเพียง">แฟต อวอร์ดส</a> โดยสถานีวิทยุเพลง &#8220;อินดี้&#8221; ยอดนิยม <strong>แฟต เรดิโอ</strong> ในช่วงเวลาหลังรัฐประหารหมาด ๆ ห้วงยามที่ผู้คนแทบจะสำลักกับคำว่า &#8220;พอเพียง&#8221; (ที่ได้ยินกันจน &#8220;เกินพอ&#8221;) &#8212; ข้อเขียนชิ้นนี้มาจากบล็อก <a href="http://culturalpolitics.exteen.com/20070213/entry">cultural politics</a> ที่เขาเขียนร่วมกับเพื่อน<br />
&#8211;</p>
<h3>จากแฟต อวอร์ดส์ ครั้งที่ 5 รางวัลดนตรีที่พอเพียง ถึงการเมืองวัฒนธรรมในยุค คมช. และรัฐบาลขิงแก่</h3>
<p>เมื่อ สุดสัปดาห์ที่แล้ว ขณะเดินทางอยู่ในรถยนต์ที่กำลังโลดแล่นบนทางด่วนและเปิดวิทยุฟังเพลงไปด้วย หูเจ้ากรรมทั้งสองข้างของผมก็พลันได้ยินเสียงสป็อตโฆษณาทางวิทยุที่มีความ น่าสนใจ และเชิญชวนให้คนฟังอย่างผมได้อมยิ้ม จนกระทั่งเกือบหัวเราะออกมาเบา ๆ เสียด้วยซ้ำไป</p>
<p>สป็อตโฆษณาดังกล่าว เป็นโฆษณาเกี่ยวกับการประกาศผลรางวัลทางดนตรีที่มีชื่อว่า แฟต อวอร์ดส์ ครั้งที่ 5 ซึ่งกระจายเสียงผ่านคลื่นวิทยุ 104.5 แฟต เรดิโอ โดยเนื้อหาของโฆษณาก็พยายามประชาสัมพันธ์ให้คนฟังวิทยุที่ผ่านการคัดเลือก จากทางคลื่นเดินทางไปลงคะแนนเสนอชื่อศิลปินผู้จะได้รับรางวัลในสาขาต่าง ๆ ณ สถานที่และเวลาตามที่นัดหมายไว้</p>
<p>สำหรับสโลแกนของแฟต อวอร์ดส์ในครั้งนี้ ก็คือ รางวัลดนตรีที่พอเพียง เมื่อเป็น รางวัลดนตรีที่พอเพียง แล้ว สป็อตโฆษณาเกี่ยวกับแฟต อวอร์ดส์ จึงต้องเล่นกับ ความพอเพียง ตั้งแต่ต้นจนจบ น่าเสียดายที่ผู้คิดสร้างสรรค์สป็อตโฆษณาดังกล่าวพยายามเล่นกับคำมากเกินไป จนผมซึ่งมีโอกาสได้ฟังสป็อตโฆษณาชิ้นนี้เพียงแค่ครั้งเดียว ไม่สามารถจะจับใจความของมันได้อย่างครบถ้วนกระบวนความ</p>
<p>แต่เท่าที่จำได้ นอกจากรางวัลทางดนตรีรางวัลนี้จะเป็น รางวัลดนตรีที่พอเพียง แล้ว คำว่า พอดี พอใจ พอแล้ว ก็ยังถูกนำมาเล่นในสป็อตโฆษณา นอกจากนี้ความหมายที่กำกวมไม่แน่ชัดและค่อนไปทางกลาง ๆ ของคำว่า พอเพียง ก็ถูกนำมายั่วล้อในสป็อตโฆษณาดังกล่าว ผ่านการประกาศถึงเวลาและสถานที่ซึ่งเป็นที่นัดหมายของการลงคะแนนเสนอชื่อ ศิลปินที่จะได้รับรางวัล<br />
<span id="more-115"></span><br />
ผู้มีอำนาจ ตลอดจนปัญญาชนที่สนับสนุนแนวคิด เศรษฐกิจพอเพียง ทั้งหลาย คงจะต้องปวดหัวอยู่มิใช่น้อย หากได้ยินสป็อตโฆษณาชิ้นนี้ของคลื่นวิทยุขวัญใจวัยรุ่นเด็กแนวในกทม. ที่ประกาศเชิญชวนผู้ฟังของทางคลื่นให้ไปรวมตัวกันตัดสินรางวัลให้กับศิลปิน คนโปรดในเวลา ราว ๆ &#8230;นาฬิกา (ขออภัยที่จำเวลาไม่ได้) บริเวณ แถว ๆ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา</p>
<p>นอกจากนี้ สิ่งสุดท้ายที่สป็อตโฆษณาดังกล่าวกำชับกับบรรดากรรมการรางวัลแฟต อวอร์ดส์ ซึ่งเป็นผู้ฟังของคลื่น 104.5 ก็คือ ขอให้ทุกคนนำปากกาของตัวเองไปด้วย เพราะทางคลื่นไม่มีปากกาเตรียมไว้ให้</p>
<p>โดยสรุปแล้ว ความพอเพียง ที่ปรากฏอยู่ในสป็อตโฆษณารางวัลแฟต อวอร์ดส์ จึงมีความหมายถึงคำอะไรก็ตามแต่ที่ขึ้นต้นด้วย พอ&#8230; หรือ มีความหมายถึง ความรู้สึกกลาง ๆ กำกวมที่ไม่รู้ว่าจะตัดสินใจต่อเรื่องราว/ประเด็นต่าง ๆ ให้แน่ชัดไปในทิศทางใดดี ดังที่แสดงผ่านออกมาทางถ้อยคำ เช่น ราว ๆ และ แถว ๆ รวมทั้ง ยังหมายถึงการต้องมีปากกาของตัวเอง เพราะเราไม่มีปากกาให้คุณใช้</p>
<p>อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วตอนต้นบทความว่า ฉับพลันที่ได้ฟังสป็อตโฆษณาดังกล่าว ผมก็อมยิ้มจนเกือบหัวเราะออกมาเบา ๆ แต่เมื่อครุ่นคิดอะไรไปได้สักพัก ผมก็เริ่มมองเห็นมิติทาง การเมืองวัฒนธรรม ของการแย่งชิงกันนิยามความหมายของคำว่า พอเพียง ที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมไทย</p>
<p>เมื่อครุ่นคำนึงถึงสมรภูมิสู้รบที่ปราศจากรถถังและอาวุธปืนดังกล่าวแล้ว ผมก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเป็นห่วงเป็นใยรัฐบาลขิงแก่ คมช. และบรรดาปัญญาชนผู้สนับสนุนแนวคิด เศรษฐกิจพอเพียง</p>
<p>ซึ่งความห่วงใยดังกล่าวก็เพิ่มพูนทวีคูณมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะหลังจากสป็อตโฆษณาดังกล่าวจบลงไปได้ชั่วครู่ สายตาของผมก็พลันเหลือบไปเห็นแผ่นป้ายโฆษณาสินค้าขนาดใหญ่ทั้งหลายที่ตั้งเรียงรายอยู่บริเวณสองข้างของทางด่วน</p>
<p>ไม่ทราบว่าใครจะได้ทันสังเกตกันหรือไม่ถึงกระแสความคิดเรื่อง ความพอเพียง ที่แพร่กระจายไปในแผ่นป้ายโฆษณาสินค้าเหล่านั้น แทบทุกแผ่นป้ายโฆษณาล้วนกล่าวอ้างถึง ความพอเพียง ตั้งแต่แผ่นป้ายโฆษณากางเกงชั้นในชายไปจนถึงแผ่นป้ายโฆษณาโทรศัพท์มือถือ อย่างไรก็ตาม จุดประสงค์ท้ายสุดของแผ่นป้ายโฆษณาขนาดใหญ่เหล่านั้นก็คือการเชิญชวนผู้พบ เห็นให้ไปบริโภคสินค้าต่าง ๆ ที่จ่ายเงินให้แก่ผู้คิดและสร้างแผ่นป้ายโฆษณา</p>
<p>หรือว่าในยุคสมัยนี้ ความพอเพียง ก็อาจถือเป็นสินค้าทางนามธรรมชนิดหนึ่งที่ผู้คนบางกลุ่มในสังคมไทยกำลังนิยมบริโภคกัน?</p>
<p>(ล่าสุดในวันนี้ ขณะกำลังเขียนงานชิ้นนี้อยู่ หูเจ้ากรรมของผมก็พลันได้ยินสป็อตโฆษณาตัวใหม่ล่าสุดของรางวัลแฟต อวอร์ดส์ โดยในคราวนี้สป็อตโฆษณาดังกล่าวมีเนื้อหาประชาสัมพันธ์ถึงช่วงเวลาของรายการ วิทยุที่จะทำการประกาศรายชื่อศิลปินที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแฟต อวอร์ดส์ครั้งที่ 5</p>
<p>นอกจากความเป็น รางวัลดนตรีที่พอเพียง แล้ว สิ่งที่ถูกนำเสนอในสป็อตโฆษณาชิ้นล่าสุดนี้ก็คือ การขอให้ผู้ฟังตื่นเต้นกัน พอประมาณ และ ลุ้นกันอย่าง พอดี กับผลการประกาศรายชื่อศิลปินที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล โดยสป็อตโฆษณาดังกล่าวยังได้ย้ำถึงบรรยากาศที่ ค่อนข้างน่าตื่นเต้น ของการประกาศผล ซึ่งจะมีขึ้นใน ราว ๆ วันที่ 12 กุมภาพันธ์</p>
<p>มิหนำซ้ำ เมื่อถึงช่วงเวลาของการประกาศรายชื่อศิลปินที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง รางวัลดังกล่าว กลุ่มดีเจที่ทำหน้าที่ประกาศรายชื่อ ก็ยังได้ประชาสัมพันธ์ให้ผู้ที่จะเดินทางไปร่วมงานวันประกาศผลรางวัลในเดือน มีนาคม แต่งตัวกันมาแบบ พอเพียง คือ มีน้อยชิ้นที่สุด และ ไม่ต้องเลิศหรู)</p>
<p>อย่างไรก็ตาม จากเนื้อหาทั้งหมดข้างต้นดังที่ผมเขียนไปนั้น ผมไม่ได้มีเจตนาจะตำหนิผู้คิดสร้างสรรค์สป็อตโฆษณาหรือข้อความบนแผ่นป้าย โฆษณาขนาดใหญ่ทั้งหลายแต่อย่างใด ทว่าผมกำลังจะเปิดเผยให้เห็นถึง ราคาที่ผู้สนับสนุนแนวคิด เศรษฐกิจพอเพียง จำเป็นจะต้องจ่ายอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้พ้น เมื่อแนวคิดดังกล่าวถูกแพร่กระจายไปสู่วิถีชีวิตและโลกทัศน์ของผู้คนจำนวน มากที่แตกต่างหลากหลายในสังคมไทยร่วมสมัย</p>
<p>คงไม่สามารถจะปฏิเสธได้ว่า รัฐบาลชุดปัจจุบัน และคณะรัฐประหารอย่าง คมช. นั้น ได้แสดงท่าทีอย่างเด่นชัดในการผลักดันแนวคิด เศรษฐกิจพอเพียง ให้กลายเป็นอุดมการณ์หลักของผู้คนในประเทศ เพื่อต้านทานกับแนวคิด ทุนนิยม หรือ บริโภคนิยม ที่พวกเขามองว่าหลั่งไหลเข้ามาพร้อมกับกระแส โลกาภิวัตน์</p>
<p>แต่สำหรับสังคมไทยร่วมสมัยหรือสังคมของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกในยุคปัจจุบันนั้น เครือข่ายการสื่อสารที่โยงใยกันอย่างกว้างขวาง ตัวเลือกของสินค้า ความบันเทิง หรือข่าวสารที่มากมายหลากหลายประเภท ได้ส่งผลให้การครอบงำทางอุดมการณ์จากบนลงสู่ล่าง คือ จากรัฐลงสู่ผู้คนในสังคม ไม่สามารถจะกระทำกันได้ง่าย ๆ อีกต่อไป หรือ สามารถกล่าวได้ด้วยซ้ำว่า ไม่สามารถจะกระทำได้อีกต่อไปแล้ว</p>
<p>ผมคิดว่า แม้แต่รัฐบาลชุดปัจจุบัน คมช. รวมทั้งกลุ่มปัญญาชนที่สนับสนุนแนวคิด เศรษฐกิจพอเพียง ต่างก็ตระหนักได้ถึงข้อจำกัดดังกล่าว ดังนั้น การเผยแพร่แนวคิด เศรษฐกิจพอเพียง ไปสู่ผู้คนอันหลากหลายในสังคมไทยของพวกเขา จึงไม่สามารถกระทำในลักษณะการครอบงำทางอุดมการณ์จากบนลงล่างได้ ทว่าแนวคิดดังกล่าวจะต้องถูกเผยแพร่ผ่านไปทางสินค้า ความบันเทิง หรือข่าวสารนานาชนิด อันมีอิทธิพลสูงยิ่งต่อโลกทัศน์ของผู้คนภายในสังคม หรืออาจกล่าวได้ว่าแนวคิดดังกล่าวได้ถูกเผยแพร่ผ่านไปทางเครือข่ายในแนวราบ ของผู้คนในสังคมอันแตกต่างหลากหลายนั่นเอง</p>
<p>อย่างไรก็ตาม เมื่อเครือข่ายการสื่อสารดังกล่าวเต็มไปด้วยความหลายหลาก และเมื่อผู้คนจำนวนมากของสังคมไทยต่างก็มีประสบการณ์ตลอดจนวิถีชีวิตอัน หลากหลายแตกต่างกันไป แนวคิด เศรษฐกิจพอเพียง ที่ถูกเผยแพร่ผ่านเครือข่ายการสื่อสารอันหลายหลากไปสู่ผู้คนในสังคมอัน หลากหลาย โดยการกำกับควบคุมของรัฐบาล และ คมช. จึงจำเป็นจะต้องถูกสร้างขึ้นเป็นความหมายชุดหนึ่งที่มีลักษณะกว้าง ๆ ทั่วไป (generalized) เพื่อให้สามารถครอบคลุมผู้คนอันหลากหลายในสังคมได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ดังเช่นที่ พล.อ. สพรั่ง กัลยาณมิตร ผู้ช่วย ผบ.ทบ. และผู้ช่วยเลขาธิการ คมช. แสดงความเห็นไว้ว่า <strong>ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ถือเป็นหลักในการดำรงชีวิตที่สามารถนำมาใช้ได้ตั้งแต่คนจนไปถึงมหาเศรษฐี โดยคำว่าพอเพียง ไม่ใช่เป็นการลดความสามารถกับคนที่มีความสามารถ แต่ให้ดำเนินตามความสามารถที่มีอยู่</strong> (หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2550 หน้า 2) ซึ่งเราจะเห็นได้ว่า คำอธิบายแนวคิด เศรษฐกิจพอเพียง ในชุดความหมายนี้ปรากฏออกมาอย่างมากมายจากคำกล่าวของบรรดาแกนนำรัฐบาล คมช. และกลุ่มปัญญาชนที่สนับสนุนแนวคิดดังกล่าว</p>
<p>ชุดของคำอธิบายที่พยายามทำให้ความหมายของแนวคิด เศรษฐกิจพอเพียง มีลักษณะกว้าง ๆ ทั่วไปดังกล่าว ก็ราวกับเป็นการบอกไปยังผู้คนอันหลากหลายในสังคมไทยว่า สำหรับผู้ที่มีฐานะร่ำรวยอยู่แล้ว ก็ยังสามารถไปทานอาหารมื้อละหนึ่งล้านบาท หรือไปซื้อสินค้าที่ห้างสยามพารากอนได้ทุกวัน หากกำลังทรัพย์และความสามารถของคุณมีมากพอ แต่สำหรับผู้ที่มีฐานะยากจนนั้น คุณก็ต้องดำเนินชีวิตไปตามที่กำลังทรัพย์และความสามารถของคุณเองจะเอื้ออำนวย คุณไม่ควรจะไปซื้อของที่ห้างสยามพารากอน เพราะมันถือเป็นการกระทำอันไม่ พอเพียง กับกำลังทรัพย์ในกระเป๋าสตางค์ของคุณ</p>
<p>คำอธิบายในชุดความหมายนี้นี่เอง ที่ส่งผลให้บรรดาเศรษฐี ไฮโซ ชนชั้นสูง ผู้ใช้ชีวิตอย่างหรูหราฟุ่มเฟือยทั้งหลาย พากันออกมาแสดง ความพอเพียง ของตนเองกันเป็นทิวแถว โดย ความพอเพียง เหล่านั้น ก็ถือเป็นความอู้ฟู่ร่ำรวยที่คนยากจนจำนวนมากในประเทศนี้ไม่สามารถจะมี ความพอเพียง ดังกล่าวได้อย่างเพียงพอ</p>
<p>ปัญหาเช่นนี้ได้นำมาสู่คำถามในเชิงรูปธรรมอันสำคัญจำนวนมากที่หวนย้อนกลับไปยังชุดคำอธิบายที่ทำให้ความหมายของแนวคิด เศรษฐกิจพอเพียง มีลักษณะกว้าง ๆ ทั่วไป เช่น</p>
<p>การที่ผู้นำรัฐบาลหรือผู้นำ คมช. เดินทางไปชมภาพยนตร์เรื่อง ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ในโรงภาพยนตร์หรูหราบริเวณห้างสรรพสินค้าใหญ่โตใจกลางเมือง หรือ การที่บรรดาชนชั้นสูงหรือชนชั้นกลางในกทม. ไปเดินซื้อของพักผ่อนหย่อนใจตามห้างสรรพสินค้าทั้งหลายนั้น อาจถือเป็น ความพอเพียง สำหรับพวกท่าน เพราะกำลังทรัพย์และความสามารถของพวกท่านมีอยู่อย่างเพียงพอที่จะทำกิจกรรมดังกล่าว ทว่า ความพอเพียง เช่นนี้ จะถือเป็น ความพอเพียง ได้อย่างไร เมื่อกระแสไฟฟ้าจำนวนมากที่ถูกใช้ในกรุงเทพฯ เป็นกระแสไฟฟ้าที่ถูกส่งมาจากแหล่งก๊าซธรรมชาติยาดานาในประเทศพม่า ซึ่งมีผู้หญิงชนกลุ่มน้อยเป็นจำนวนมากถูกเกณฑ์ไปบังคับใช้แรงงาน รวมทั้งถูกข่มขืนและฆ่าโดยนายทหารพม่า พวกท่านสามารถกล่าวได้อย่างเต็มปากหรือ ว่าพวกท่านใช้ชีวิตอย่าง พอเพียง บนความ ไม่พอเพียง อันถูกกระชากพรากขาดของคนเล็กคนน้อยจำนวนมากเหล่านั้น หากพวกท่านสามารถกล่าวได้อย่างเต็มปากก็นับว่าพวกท่านเป็นคนเลือดเย็นเต็มทน</p>
<p>แน่นอนว่า การที่แกนนำของ คมช. บางท่านไปสังสรรค์ในงานเลี้ยงปีใหม่กับบรรดาแกนนำของกลุ่มพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตยนั้น ย่อมสามารถเป็นสิ่งที่กระทำได้ และถือเป็นความ พอเพียง ตามกำลังทรัพย์และความสามารถของพวกท่าน แต่ นายทหารที่ประจำการอยู่ ณ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งชาวบ้านมลายูมุสลิมในพื้นที่เหล่านั้น จะสามารถดำรงชีวิตอยู่อย่าง พอเพียง ได้อย่างไร ในเมื่อภายหลังจากเหตุการณ์ปล้นปืนในวันที่ 9 มกราคม 2547 ชีวิตของพวกเขาก็เปลี่ยนแปลงไปและไร้ซึ่งความปลอดภัยมากยิ่งขึ้นทุกวัน จนชีวิตของบางคนสามารถถูกพรากไปอย่างง่ายดายโดยปราศจาก ความพอเพียง</p>
<p>หรือ พวกท่านจะให้กลุ่มคนที่เคยประสบกับเหตุการณ์สังหารหมู่อย่างบ้าคลั่งกลางเมือง รู้สึกว่าชีวิตของพวกเขามีความ พอเพียง ได้อย่างไร ในเมื่อบางอย่างในชีวิตของพวกเขาได้ถูกกระชากพรากทิ้งจนขาดหายไปอย่างบอบช้ำภายใต้อำนาจอันอยุติธรรมเมื่อกว่า 30 ปีที่แล้ว</p>
<p>คำถามเหล่านี้นี่เองที่คอยตอกย้ำพร่ำเตือนถึงข้อจำกัดที่แนวคิด เศรษฐกิจพอเพียง จะต้องเผชิญหน้า อันเนื่องมาจาก สัมพันธภาพทางอำนาจอันไม่เท่าเทียมกันของผู้คนอันหลากหลายในสังคมไทย</p>
<p>จากการดำรงอยู่ของคำถามเหล่านี้ ส่งผลให้ชุดความหมายที่อธิบายถึงแนวคิด เศรษฐกิจพอเพียง ของ รัฐบาล ไม่สามารถครอบคลุมไปยังผู้คนที่แตกต่างหลากหลายในสังคมไทยได้ แม้จะพยายามบ่งชี้ความหมายในลักษณะกว้าง ๆ ทั่วไปแล้วก็ตามที ดังนั้น สิ่งที่บรรดาผู้สนับสนุนแนวคิดดังกล่าวจะต้องเผชิญเมื่อแนวคิดนี้ถูกแพร่ กระจายไปสู่ความรับรู้ของผู้คนจำนวนมากในสังคม (popularized) ก็คือ เมื่อผู้คนอันหลากหลายในสังคมไทยมีสถานภาพและประสบการณ์ทางชีวิตอันผิดแผกแตกต่างกัน พวกเขาก็ย่อมที่จะต้องนิยามความหมายของ ความพอเพียง อย่างผิดแผกแตกต่างกันด้วย จนนำไปสู่การสร้างชุดความหมายหลากหลายชุดเพื่อใช้อธิบายแนวคิดเรื่อง ความพอเพียง อันส่งผลให้ไม่มีชุดความหมายใดชุดความหมายหนึ่งที่สามารถยึดกุมอำนาจในการอธิบายแนวคิดเรื่อง ความพอเพียง ได้อย่างเด็ดขาดอีกต่อไป</p>
<p>ด้วยเหตุนี้ จึงไม่ใช่สิ่งที่น่าแปลกประหลาดใจ ว่าเหตุใดแนวคิด เศรษฐกิจพอเพียง ที่ถูกอธิบายอย่างซับซ้อนจริงจังเป็นการเป็นงานโดย สุเมธ ตันติเวชกุล ถึงถูกนำมาแปล/แปลง/แปรความหมายให้กลายเป็น ความพอเพียง ที่แลดูบิดเบี้ยวยั่วล้อ ดังที่ปรากฏในสป็อตโฆษณาของคลื่นวิทยุ 104.5 แฟต เรดิโอ หรือ ความพอเพียง ที่มีจุดหมายในทางธุรกิจ ดังที่ปรากฏในข้อความบนแผ่นป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ตามท้องถนนที่ด้านหนึ่งก็เชิดชู ความพอเพียง แต่ในอีกด้านหนึ่งก็เชิญชวนให้ผู้คนหันมาบริโภคสินค้านานาชนิด ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า ความพอเพียง ได้ค่อย ๆ ถูกกลืนกลายเข้ากับวัฒนธรรมประชานิยม (popular culture) ตลอดจนวัฒนธรรมบริโภคนิยม (consumer culture) ในสังคมไทยร่วมสมัยไปเรียบร้อยแล้ว และความหมายของ ความพอเพียง เหล่านั้น ก็จะไม่ได้มีความเป็นหนึ่งเดียว หรือ ไม่ได้อ้างอิงตัวเองกับความหมายดั้งเดิมเริ่มแรกอีกต่อไป</p>
<p>เพราะเมื่อมีผู้นำเอาความคิดที่มีความเป็นนามธรรมมาก ๆ ไปแพร่กระจายสู่ผู้คนอันหลากหลายในสังคม ผู้คนอันหลากหลายเหล่านั้นต่างก็ต้องดัดแปลงความคิดนามธรรมดังกล่าวให้กลาย เป็นรูปธรรมง่าย ๆ ที่สามารถยังประโยชน์ให้แก่วิถีชีวิตและโลกทัศน์ของแต่ละบุคคลหรือแต่ละกลุ่มคนในสังคมได้</p>
<p>การถูกแปล/แปลง/แปรความหมายนี่เอง ที่ถือเป็นราคาค่างวดอันสำคัญยิ่ง ซึ่งบรรดาผู้สนับสนุนให้มีการเผยแพร่แนวคิด เศรษฐกิจพอเพียง ออกไปสู่ผู้คนในวงกว้างของสังคม จำเป็นจะต้องจ่ายอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยง</p>
<p>ปรากฏการณ์การแย่งชิงนิยามความหมายของ ความพอเพียง โดยกลุ่มคนอันหลากหลายในสังคมไทยร่วมสมัย จึงถือเป็นมิติการต่อสู้ในทางการเมืองวัฒนธรรมที่รัฐบาลขิงแก่ และ คมช. จะต้องเผชิญหน้าและทำความเข้าใจ เพราะการต่อสู้ทางการเมืองวัฒนธรรมเช่นนี้มีความเกี่ยวพันกับผู้คนธรรมดา จำนวนมากในสังคม ซึ่งอาจถือได้ว่ามีความสำคัญยิ่งกว่าการออกมาแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์ นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลโดยอดีตนายกรัฐมนตรีหนึ่งคนที่ต้องเตร็ดเตร่อยู่ตาม ต่างประเทศ อย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เสียด้วยซ้ำไป</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนบุคคลสำคัญในรัฐบาล เช่น ม.ร.ว. ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง หรือแม้กระทั่งบุคคลสำคัญในสังคมอย่าง นพ. เกษม วัฒนชัย จะให้ความสำคัญกับการตอบโต้อดีตนายกรัฐมนตรีเสียยิ่งกว่าการต่อสู้ทางการ เมืองวัฒนธรรมที่กำลังเกิดขึ้นกับความหมายของคำว่า พอเพียง กระทั่งดีไม่ดี พวกท่านเหล่านั้น อาจจะละเลยเพิกเฉย หรือ ไม่ตระหนักรู้ด้วยซ้ำไป ว่าในขณะนี้ ได้เกิดการต่อสู้ทางการเมืองวัฒนธรรมดังกล่าวขึ้นแล้วในสังคมไทย</p>
<p>อย่างไรก็ตาม การต่อสู้เพื่อแย่งชิงกันนิยามความหมายของคำว่า พอเพียง ในสมรภูมิแห่งการเมืองวัฒนธรรมนั้น คงจะต้องดำเนินไปอย่างยอมรับความแตกต่างหลากหลายของผู้คนในสังคม รวมทั้งต้องทำความเข้าใจให้ดีว่า ไม่มีผู้ใดสามารถยึดกุมอำนาจในการนิยามความหมายของคำว่า พอเพียง ไว้แต่เพียงผู้เดียวโดยเด็ดขาดอีกต่อไป (แม้นิยามความหมายดังกล่าวจะมีลักษณะกว้าง ๆ ทั่วไปก็ตามที) ในเมื่อ ความพอเพียง ได้ถูกแพร่กระจายไปสู่การรับรู้ของผู้คนจำนวนมากในสังคมและได้ถูกแปล/แปลง/ แปรความหมายไปในท่ามกลางความหลากหลายของวิถีชีวิตและโลกทัศน์ของผู้คนเหล่า นั้นเสียแล้ว ด้วยเหตุนี้ สังคมที่เหมาะสมกับนิยามความหมายอันหลากหลายของ ความพอเพียง ดังกล่าว จึงควรจะเป็นสังคมที่เปิดกว้างและยอมรับคำวิพากษ์วิจารณ์อันเนื่องมาจาก ความคิดเห็นที่แตกต่างกัน มากกว่าจะเป็นสังคมปิดอันเต็มไปด้วยถ้อยคำซุบซิบนินทาในความเงียบงัน ถึงแม้ว่าสิ่งที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อาจจะเป็นแนวคิดเรื่อง ความพอเพียง ในชุดความหมายใดชุดความหมายหนึ่งก็ตามที</p>
<p>ดังนั้น คำกล่าวในลักษณะที่ว่า ผู้ที่นำเอาคำสอนเรื่อง ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ไปตีความในทางที่ผิดหรือตั้งแง่ต่อคำสอนดังกล่าว ถือเป็น พวกเลวทราม ระวังนรกจะกินหัว นั้น จึงถือเป็นคำกล่าวที่ไม่เข้าใจถึงสภาพของสังคมอันเต็มไปด้วยความหลากหลายของ ผู้คนและวิธีคิด จนอาจเรียกได้ว่าเป็นความอหังการที่จะโหมเพลิงนรกให้ปะทุลุกฮือขึ้นในใจของ ผู้พูดเอง มากกว่าจะเป็นการสาปแช่งให้นรกไปกินหัวผู้อื่นที่มีความคิดเห็นแตกต่างไปจาก ตน</p>
<p>&#8211;<br />
ที่มา &#8211; คนมองหนัง, <a href="http://culturalpolitics.exteen.com/20070213/entry">จากแฟต อวอร์ดส์ ครั้งที่ 5 รางวัลดนตรีที่พอเพียง ถึงการเมืองวัฒนธรรมในยุค คมช. และรัฐบาลขิงแก่</a>, cultural politics, 13 กุมภาพันธ์ 2550</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://readcamp.org/2008/11/self-sufficient-music-awards/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
<!-- WP Super Cache is installed but broken. The path to wp-cache-phase1.php in wp-content/advanced-cache.php must be fixed! -->